ชวนมาดูเครื่องบินรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน
ณ พิพิธภัณฑ์อากาศยาน Aeroscopia
เมืองตูลูส ฝรั่งเศส

aeroscopia-cover-all

“ในอดีต เคยใช้งานโบยบินอยู่ในอากาศ รับใช้ประเทศชาติ สร้างคุณค่าได้มากมาย
ปัจจุบันยังไว้ลาย รวมตัวไม่เดียวดาย มาเป็นตำนาน ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ
Aeroscopia Museum”

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตามที่สัญญาเอาไว้ในบทความตอนที่แล้ว ที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจะพาไปดูพิพิธภัณฑ์อากาศยานของแอร์บัส หรือ Aeroscopia Museum ไว้ วันนี้ผมมาทำตามสัญญาแล้วครับกับบทความในตอนนี้ที่มีชื่อว่า “ชวนมาดูเครื่องบินรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน ณ พิพิธภัณฑ์อากาศยาน Aeroscopia เมืองตูลูส ฝรั่งเศส”

เนื้อหาในบทความนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผ่านภาพถ่ายและวีดีโอ เล่าเรื่องราวของเครื่องบินในตำนานอย่าง Super Guppy , Concorde , Airbus A300B รวมไปถึงเครื่องบินทหารแบบใหม่ Airbus A400M อย่างคร่าว ๆ โดย และมีแถมท้ายบทความด้วย ผมจะพาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยวกลางใจเมืองตูลูส และเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันเป็นของแถมกันด้วย

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ? พิพิธภัณฑ์นี้มีอะไรน่าสนใจ ? เมืองตูลูสเป็นอย่างไร ? งั้นเราตามมาอ่านกันต่อเลยครับ

 

aeroscopia-cover

“บ่ายวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2559”

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมได้เดินทางจากกรุงเทพ ฯ มายัง ปารีส ด้วยเที่ยวบินตรงของการบินไทย และได้ต่อเครื่องบินจากปารีสมายังเมืองตูลูส แล้วเอาสัมภาระมาเก็บที่โรงแรม ทานอาหารมื้อเที่ยงกันต่อ. หลังเสร็จสิ้นจากอาหารมื้อเที่ยงที่ทางคณะ Airbus จัดเลี้ยงพวกเราที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ได้รับการเชิญจากทางคณะ Airbus ให้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อากาศยาน “Aeroscopia” ของบริษัท Airbus กันต่อทันที

การเดินทางจากโรงแรมไปยังพิพิธภัณฑ์นี้ เราเดินทางไปด้วยรถบัส และเนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ใกล้กัน จึงใช้เวลาไม่นานเลย ประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ. ระหว่างทางผมก็มองออกไปนอกรถบัส ดูวิถีชีวิตของคนที่นี่ไปเรื่อย ๆ ดูไปดูมาเพลิน ๆ ผมก็สังเกตุเห็นภาพซากเครื่องบินรบเก่า ถูกจอดกองเอาไว้มากมายอยู่ไกล ๆ ซึ่งผมคิดว่าแต่ละลำก็มีความน่าสนใจอยู่เหมือนกัน ลองไปดูภาพกันก่อนครับ

img_1537 img_1541 img_1545 img_1550 img_1555 img_1557

ภาพนี้ชุดนี้ถ่ายมาจากอีกวันหนึ่งครับ เพราะวันแรกที่มาถ่ายไม่ทัน ต้องขออภัยด้วยที่รูปเบลอดูไม่สวย เพราะผมถ่ายแทบไม่ทันกับความเร็วของรถที่ขับผ่านจุดนี้เลยครับ

0004

เมื่อผ่านบริเวณซากเครื่องบินรบแล้ว ก็จะถึงหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ “Aeroscopia” พอดี สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าทางเข้าก็เล่นเอาทำให้ใจผมสั่นและแสดงอาการดีใจออกมา ผมเห็นเครื่องบิน Airbus A400M และ Concorde จอดอยู่เด่นสง่าที่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์

“สิ่งที่เคยเห็นแต่ในรูป บัดนี้ ผมได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองครั้งแรกจนได้”

img_0667 img_0668

ผมลงมาจากรถ แล้วก็ยืนถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้นอยู่ซักพัก จึงเข้าไปในตัวอาคารด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีอาคารหลัก 2 หลังติดกัน ด้านหน้าจะเป็นอาคารปกติ ใช้เป็นห้องจำหน่ายตั๋ว ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และมีโมเดลเครื่องบินต่าง ๆ จัดแสดงไว้อีกเล็กน้อยเป็นการเรียกน้ำย่อย และอีกอาคารหนึ่ง จะเป็นโรงจอดเครื่องบิน หรือ Hangar ที่ได้รวบรวมเครื่องบินที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในนี้

0001 0002

img_0670 img_0671

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องตั๋วให้ทุกคนอยู่นั้น ผมก็สำรวจรอบ ๆ บริเวณนี้ แล้วไปเห็น โมเดล Airbus A380 อันนี้ ตั้งอยู่ในห้องโถงใกล้จุดจำหน่ายตั๋ว และ ร้านของฝากของ Airbus Museum ทำจากตัวต่อ Lego ผสมกับพลาสติกอย่างอื่นที่ผมไม่มั่นใจว่าเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของ Lego หรือไม่ แต่ยังไงก็ตาม โมเดลอันนี้ก็ดึงดูดให้ผมยืนดูอยู่พักนึงเลยครับ แล้วผมก็ไปสำรวจร้านของที่ระลึกได้แป๊ปเดียว ทีมงาน Airbus ก็เรียกพวกเราให้ไปรับตั๋วเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้านในกัน

img_0674 img_0677

เมื่อรับตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์จากทีมงาน Airbus กันครบทุกคนแล้ว เราชาวคณะก็ได้ผ่านจุดตรวจตั๋วแล้วเข้าไปยังบริเวณนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์กันทันที จากจุดนี้ เราเดินขึ้นบันไดมา 1 ชั้น แล้วจะเข้าสู่ทางเชื่อมระหว่างอาคารหลังแรกไปสู่ Hangar ระหว่างทางเดินไปนั้น ภายในทางเชื่อมจะมีรูปถ่ายประวัติความเป็นมาว่า ทำไมมนุษย์เราถึงอยากบิน จนมาถึงการเริ่มสร้างเครื่องบิน และแบบเครื่องบินต่าง ๆ ที่เคยสร้าง รวบรวมเอาไว้เป็นภาพถ่าย ซึ่งผมชอบมาก เพราะมันเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เราจะเห็นของจริงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าหลังพ้นทางเชื่อมอาคารไปสู่ Hangar ที่มีเครื่องบินต่าง ๆ รอคอยเราอยู่ ผมก็คิดในใจว่า

“หลังประตูบานนั้น จะมีอะไรมาโชว์ให้เราดูนะ”

img_0681

ก้าวแรกที่ผมเข้ามาสู่อาคารจอดเครื่องบิน หรือ Hangar ก็เล่นเอาผมตกใจ สิ่งแรกที่ผมเห็นเลยคือ เครื่องบิน Super Guppy Turbine ขนาดใหญ่ ถูกเปิดด้านหน้ากางออกมาเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้าไปดูด้านในว่ามีอะไร แน่นอนครับ ผมเดินไปดูทันที ด้านในก็เป็นโปรเจคเตอร์ฉาย Video เจ้าเครื่องบินลำนี้อยู่นั่นเอง

img_0684

ที่มาที่ไปของเครื่องบิน Super Guppy Turbine ลำนี้ ได้ถูกสร้างโดย Aero Spacelines จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องบินสำหรับขนส่งขนาดใหญ่ มีอยู่เพียง 5 ลำในโลกเท่านั้น ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อปี 1965 โดยลำแรก เป็น Prototype ซึ่งได้เอาโครงสร้างมาจากเครื่องบิน C-97J Turbo Stratocruiser เครื่องบินในยุค 1950 ซึ่งสร้างโดยบริษัท Boeing โดยในรุ่นต่อมา ได้นำชิ้นส่วนต่าง ๆ จากเครื่องบิน Boeing 377 และ Boeing 707 มาพัฒนาต่อ. ปัจจุบันเครื่องบิน Supper Guppy จำนวน 4 ใน 5 ลำ ได้ถูกเก็บไว้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ไว้ทั่วโลก เช่น ที่อเมริกา เยอรมัน อังกฤษ และที่นี่ ตูลูส ฝรั่งเศส โดยลำที่จอดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Aeroscopia ที่นี่ เป็นลำที่ 2 ที่ผลิตขึ้นมาสำหรับใช้งานจริงครับ (ไม่นับจากลำแรกที่เป็น Prototype) ทะเบียนที่ใช้คือ F-BPPA

img_0740

“แล้วอีก 1 ลำ หายไปไหนหละ ?”

อีก 1 ลำ ไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เหมือนเพื่อน ๆ อีก 4 ลำครับ ลำนี้ปัจจุบันยังถูกใช้งานอยู่เลย โดย NASA ยังเอามาใช้งานขนส่งต่าง ๆ ภารกิจเด่น ๆ ของเครื่องบินลำนี้ ก็เคยทำภารกิจขนส่งยาน Apollo 11 มาแล้วด้วย

Video Clip : Super Guppy ที่ NASA กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
Credit: AIRBOYD

“แล้วเครื่องบินลำนี้ มาเกี่ยวข้องอะไรกับ Airbus ?”

เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อปี 1970 บริษัท Airbus ได้นำเครื่องบิน Super Guppy มาใช้ถึง 2 ลำ ในการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินมาประกอบในโรงงานขั้นสุดท้ายที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งในอีกหลายปีต่อมา Airbus ได้พัฒนาเครื่องบิน Beluga มาใช้ทดแทนต่อ แล้วปลดประจำการเครื่องบินลำนี้ไปในที่สุด

ผมเดินออกมาจากเครื่องบิน Super Guppy แล้วมองเครื่องบินลำถัดไป ก็เห็นเครื่องบิน Airbus A300B อยู่ข้าง ๆ ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ผมขอข้ามไปก่อน เพราะทางเดินนิทรรศการที่นี่ ได้กำหนดให้ผู้เข้าชมเดินไปยังเครื่องบินอีกลำหนึ่งซึ่งอยู่ด้านในสุด เครื่องบินที่มีจมูกแหลม สามารถปรับจมูกให้ต่ำลงได้ และที่สำคัญ เป็นเครื่องบินโดยสารที่นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ที่มีความเร็วที่สุดในโลก พอจะเดาออกไหมครับว่าคือเครื่องบินอะไร ? …

“เครื่องบินลำนี้คือ “คองคอร์ด” ( Concorde ) นั่นเอง”

img_0694

ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีเครื่องบินคองคอร์ดจอดอยู่ 2 ลำเลยครับ โดย 1 ลำ จะจอดอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นลำที่ผมเห็นตั้งแต่ตอนลงจากรถนั่นเอง และอีกลำอยู่ด้านใน Hangar โดยลำที่จอดอยู่ด้านใน Hangar นี้ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดการตกแต่งภายในลำตัวของเครื่องบินไว้ให้ผู้เข้าชมเดินเข้าไปดูได้ด้วย
img_0699 img_0700

ทางเดินเริ่มต้นจากทางเข้าประตูด้านหน้าเครื่อง เข้ามาก็รู้สักอึดอัดเล็กน้อย เพราะเครื่องบินลำนี้ ไม่ได้ใหญ่มาก พอผ่านประตูมา มองไปด้านซ้าย ก็เห็นห้องนักบินผ่านประตูกระจกใส มองไปด้านขวา ก็เห็นเครื่องมืออุปกรณ์ Test ต่าง ๆ ของเครื่องบินลำนี้วางอยู่เต็มไปหมด เมื่อเราเดินไปด้านในจนถึงกลางลำตัวเครื่องบิน ก็จะเจอที่นั่งผู้โดยสารจัดแบบ 2-2 เรียงเอาไว้ให้เห็นภาพว่า สมัยก่อนการเดินทางกับเครื่องบินลำนี้ ผู้โดยสารเขานั่งกันอย่างไร

img_0703

เอกลักษณ์ของเครื่องบินลำนี้ นอกจากส่วนจมูก ที่สามารถขยับลงได้เพื่อให้นักบินมองเห็นในตอนจังหวะ take-off แล้ว ปีกของเครื่องบินลำนี้ยังเป็นเอกลักษณ์ คือมีขนาดใหญ่ เป็นแบบสามเหลี่ยม ยาวไปจนเกือบถึงส่วนท้ายของเครื่องบินเลย ความเร็วของเครื่องบินลำนี้ ทำได้สูงสุดที่ 2,180 Km/h ซึ่งเร็วกว่าเสียงถึง 2 เท่า นับว่าเร็วมากสำหรับเครื่องบินในยุคนั้น และยังไม่มีเครื่องบินพาณิชย์ลำใดมาทำลายสถิติทำความเร็วสูงสุดของคองคอร์ดนี้ได้เลยจนถึงปัจจุบัน

แต่เพราะเรื่องความเร็วที่มากขนาดนี้นี่เอง ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างคือ เรื่องมลพิษทางเสียง เครื่องบินคองคอร์ดนั้นมีเสียงที่ดังมาก จนบางสนามบินประกาศเตือน จนถึงขั้นแบนเครื่องบินลำนี้ไม่ให้ลงจอดกันเลยจนกว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ก่อน

เครื่องบินคองคอร์ดนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาจนทดสอบบินมานานกว่า 7 ปี โดยขึ้นบินครั้งแรกเมื่อปี 1969 นำมาใช้บินในเชิงพาณิชย์จริงตั้งแต่ปี 1976 และเที่ยวบินสุดท้ายก่อนปลดประจำการ บินในปี 2003 ผ่านไม่นานมานี่เองครับ

ตลอดระยะเวลา 27 ปีที่เครื่องบินคองคอร์ดให้บริการมา เคยเกิดอุบัติเหตุขั้นรุนแรงเพียงครั้งเดียว คือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ปี 2000 เที่ยวบิน แอร์ฟราน 4950 บินจาก ปารีส ไป นิวยอร์ค โดยเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการ take-off ซึ่งสาเหตุเกิดจากมีชิ้นส่วนหลุดออกมาจากเครื่องบิน McDonnell Douglas DC-10 ที่บินออกไปก่อนหน้านี้ ตกอยู่ที่พื้นรันเวย์ แล้วชิ้นส่วนนั้นก็มากระแทกกับล้อด้านซ้ายของเครื่องบินคองคอร์ดในตอนจังหวะเร่งเครื่อง take-off ทำให้ยางเกิดระเบิดขึ้นมา แล้วมีชิ้นส่วนของยางไปกระแทกกับถังน้ำมันและสายไฟจนทำให้เกิดไฟไหม้ ส่งผลให้เครื่องเสียการควบคุม จนเกิดอุบัติเหตุตกไปที่โรงแรม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 113 คน เป็นผู้โดยสาร 100 คน ลูกเรือ 9 คน และ คนในโรงแรมอีก 4 คน

นับตั้งแต่เหตุการณ์อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้น เครื่องบินคองคอร์ดก็หยุดให้บริการเพื่อทำการตรวจสอบความปลอดภัย จนกระทั้งกลับมาขึ้นบินอีกครั้งในวันที่ 11 กันยายน 2001 วันเดียวกันกับตึก World Trade Center ถล่ม และบินไปได้อีกไม่นาน ก็ปลดประจำการในปี 2003 ในที่สุด เนื่องจากราคาตั๋วที่นั่งเครื่องบินลำนี้ มีราคาสูงอยู่แล้ว ความนิยมก็เริ่มลดน้อยลง และค่าบำรุงรักษาก็สูงขึ้นเนื่องจากเครื่องบินเริ่มมีอายุการใช้งานที่มากแล้ว  ส่งผลให้ไม่คุ้มกับการลงทุนจนปลดประจำการไปในที่สุด

img_0690

ปัจจุบันนี้ เครื่องบินคองคอร์ด มีจำนวน 20 ลำ ใน 20 ลำนี้เป็นต้นแบบ 6 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์กันหมดแล้วครับ รวมถึงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยเช่นกันที่มีถึง 2 ลำ มาจัดแสดงให้ดู โดยลำที่เป็นเครื่องทดสอบที่สามารถเดินเข้าไปดูภายในได้ ทะเบียนที่ใช้คือ F-WTSB และอีก 1 ลำ จอดอยู่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ทะเบียนที่ใช้คือ F-BVFC ที่ใช้บินในเชิงพาณิชย์จริง ๆ ของสายการบิน Air France

สำหรับตัวผมแล้ว เครื่องบินลำนี้ก็คือหน้าหนึ่งในตำนานด้านอากาศยานที่ผมอยากเห็นเครื่องบินตัวจริงมาก มีช่วงหนึ่ง คองคอร์ดเคยบินมาเมืองไทยด้วยนะ แถมมาหลายครั้งด้วย ซึ่งตอนนั้นผมไม่มีโอกาสได้มาดู แต่ก็น่าจะมีคนไทยหลายคนได้เห็นเครื่องบินลำนี้กันแล้วหละครับ การที่ได้มาเห็นเครื่องบินลำนี้ในพิพิธภัณฑ์ และได้เข้ามาเดินสำรวจด้านใน ก็เป็นอะไรที่ผมชอบเลยทีเดียว

“คองคอร์ดคือตำนานด้านความเร็ว ที่ยังไม่มีเครื่องบินพาณิชย์ลำใดมาทำลายสถิติได้”

img_0705

ผมออกมาจากเครื่องบินคองคอร์ดตรงประตูกลางลำตัวของเครื่อง แล้วเดินตามทางที่พิพิธภัณฑ์สร้างทางลอยขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อไปยังเครื่องบินลำถัดไป นั่นคือเครื่องบิน Airbus A300B ที่ผมพูดเกริ่นเอาไว้ในตอนแรกนั่นเอง

img_0709

Airbus A300B ที่จอดอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นรุ่น B4 ได้จัดนิทรรศการด้านในไว้น่าสนใจมาก เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในตัวเครื่องบินจากประตูด้านขวาหน้า ก็จะเห็นห้องนักบินผ่านกระจกใสด้านขวามือทันที โดยมีไฟโทนฟ้าส่องสว่างในห้องนักบินอยู่เด่นเป็นสง่า ซึ่งห้องนักบินของเครื่องบินลำนี้จะเป็นแบบนั่ง 3 คน คือ นักบิน 2 คน และ วิศวกร 1 คน

“ซึ่งภายหลังได้ถูกพัฒนามาจนเหลือเพียงนักบินนั่ง 2 คน เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีวิศวกรอีกต่อไป”

img_0714

เมื่อมองกลับไปมองภายในลำตัวเครื่องบินก็มีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือพิ้นเครื่องบินในส่วนหน้าเครื่อง ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำเป็นกระจกใสให้เห็นไปถึงข้างล่างว่า ใต้พื้นห้องโดยสารนี้เป็นอย่างไร ด้านในมีการจัดเก็บสิ่งของ ( Cargo ) แบบไหน

เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็จะเจอชั้นที่นั่งแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัด และที่พิเศษคือ มีห้องประชุม ห้องนอน ห้องครัวหรู ๆ และ ห้องน้ำที่มีฝักบัวไว้พร้อมให้อาบน้ำ ซึ่งเครื่องบินลำนี้สามารถจัดทำเป็นห้องเหล่านี้ได้สบาย เพราะลำตัวที่มีขนาดกว้างขวางนั่นเอง

img_0715ที่นั่งชั้นประหยัด

img_0718ที่นั่งชั้นธุรกิจ

img_0720ห้องประชุมimg_0722ห้องนอน

img_0726ห้องครัวเล็ก ๆ

img_0727ห้องน้ำที่พร้อมให้อาบน้ำ

สำหรับทะเบียนของเครื่องบิน Airbus A300B ลำที่จอดอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้ คือ F-WUAB บินครั้งแรกเมื่อปี 1983 และในปี 1985 ก็ได้ส่งมอบให้กับสายการบิน Pan Am ใช้งานมาได้อีก 8 ปี จนสายการบินก็เกิดปัญหาทางการเงิน สายการบิน Sempati Air ประเทศอินโดนีเซีย จึงรับเครื่องบินนี้มาใช้งานต่อในปี 1993 ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น A300B4(F) คือ ดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินสำหรับขนส่งสินค้า ( Cargo ) แล้วส่งต่อให้กับ DHL ในปี 1999 และสุดท้าย Airbus ก็ได้นำกลับมาสู่บ้านเกิดเมือง Toulouse อีกครั้ง ในปี 2006 ซึ่งในครั้งนี้ Airbus ได้ Paint ลายพิเศษ “1st Airbus” บนตัวเครื่อง และได้ปรับปรุงสภาพใหม่ให้กลับไปเป็น A300B4 อีกครั้ง แล้วสุดท้ายก็นำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในที่สุด

เครื่องบิน Airbus A300B นั้น ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดที่ทาง Airbus อยากจะสร้างเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 266 ที่นั่ง มีพิสัยบินได้ระยะใกล้ ถึงระยะกลาง และที่สำคัญ อยากลดเครื่องยนต์ให้เหลือเครื่องยนต์เพียง 2 ตัวเท่านั้น ซึ่งตอนนั้น เครื่องบินส่วนใหญ่จะมีเครื่องยนต์ 3-4 ตัว ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงได้อีก ที่สำคัญ เมื่อเทียบกับเครื่องบินในขนาดเดียวกันอย่าง DC-10 ก็จะประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่า และเสียงเงียบกว่า บำรุงรักษาง่ายกว่า ทำให้เครื่องบิน Airbus A300B นี้ได้รับความนิยมพอสมควร โดยการบินไทยก็ได้สั่งซื้อมาใช้หลายลำเช่นเดียวกัน โดยได้ใช้งานมาตลอดเรื่อยมากว่า 29 ปี โดยไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว และปัจจุบันได้ปลดประจำการไปทั้งหมดแล้วเมื่อปี 2014 ซึ่งมีการจัดงานพิธีอำลาในเที่ยวบินสุดท้ายของ Airbus A300B6 (AB6) ทะเบียน HS-TAZ นามพระราชทาน “ศรีสุพรรณ” อย่างสมเกียรติ

“ในฐานะที่เป็น “เครื่องครู” ของนักบินหลาย ๆ ท่านในปัจจุบัน”

img_0746 img_0747 img_0751img_0686 img_0687 img_0688img_0693 img_0692

หลังจากเดินดูภายในเครื่องบิน Airbus A300B เสร็จแล้ว ผมก็เดินออกมาดูเครื่องบินลำอื่น ๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมีทั้งเครื่องบินโมเดล และเครื่องบินสมัยโบราณอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด เช่น BLÉRIOT XI REPLICA แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ผมไม่สามารถเดินดูได้จนทั่วทั้งหมด

ผมเดินออกมาด้านนอกพิพิธภัณฑ์แล้วก็เจอกับร้านขายของที่ระลึก ซึ่งผมก็ได้ซื้อของฝากมาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกด้วย จากนั้น ผมก็เดินออกไปด้านนอกอาคาร ก็พบกับเครื่องบิน Airbus A400M อีกครั้ง … แหม่ !! มัวแต่ตื่นต้นกับเครื่องบินที่อยู่ด้านในจนเกือบลืมเล่าเรื่องราวของเครื่องบิน Airbus A400M ที่จอดอยู่ด้านนอกลำนี้ไปแล้วสิ

img_0760

เครื่องบิน Airbus A400M ที่จอดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ Aeroscopia นี้ เป็นเครื่องบินแบบทดสอบลำแรก จากทั้งหมด 5 ลำ โดย Airbus A400M นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อภารกิจทางทหาร และเพื่อทดแทนเครื่องบินที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน เช่น Lockheed C-130 Hercules ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1954 และ Transall C-160 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1963 โดย Airbus A400M ได้ถูกผลิตขึ้นโดย Airbus Military (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Airbus Defence and Space) ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อปี 2009 และเปิดตัวเมื่อปี 2013 นับว่าเป็นเครื่องบินแบบใหม่มากเลยทีเดียว ปัจจุบันมีการส่งมอบไปแล้วมากกว่า 26 ลำ โดยส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในทวีปยุโรปที่เป็นผู้สั่งซื้อ และก็มีประเทศที่อยู่นอกทวีปยุโรปที่สั่งซื้อเครื่องบินลำนี้ด้วยอยู่ 1 ประเทศ คือ ประเทศเพื่อนบ้านเรานั่นเอง “มาเลเซีย”

สำหรับอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน Airbus A400M นั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 1 ครั้ง ใน Flight ทดสอบที่สนามบิน San Pablo ประเทศสเปน โดยเครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุนี้ เป็นเครื่องบินที่จะส่งมอบให้กับกองทัพประเทศตุรกี สาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องด้านเทคนิคของการอ่านวัดค่าของเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์บางส่วนไม่ทำงาน จนเครื่องบินเสียการควบคุมแล้วต้องลงจอดฉุกเฉิน ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุ ทำให้มีผู้เสียชีวิต เป็นทีมลูกเรือของ Airbus ชาวสเปน 4 คน และมี 2 คนที่รอดชีวิตแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

และนี่คือเรื่องราวบางส่วนที่ผมไม่สามารถเล่ามาได้ทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ Aeroscopia Museum เพราะที่นี่ ยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมาย ที่สำคัญผมรู้สึกได้เลยว่า ที่นี่เป็น….

“พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวในอดีต แล้วมาสร้างแรงบันดาลใจให้คนในปัจจุบัน”

โดยส่วนตัวผมนั้น ผมค่อนข้างชอบที่นี่เลย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปสัมผัสเครื่องบิน Airbus A400M อย่างใกล้ชิดเหมือนลำอื่น ๆ ก็ตาม ทุกอย่างที่นี่ จัดได้ดี มีอะไรให้ดูได้ทั้งวันแบบไม่เบื่อแน่นอน โดยเฉพาะคนที่หลงไหลเครื่องบิน หากมีโอกาสได้มาที่นี่ ผมก็อยากแนะนำให้แวะมาเที่ยวที่นี่แบบห้ามพลาดเด็ดขาดเลยครับ

หากถามว่า พิพิธภัณฑ์อากาศยานดี ๆ แบบนี้ในเมืองไทย มีไหม ? ผมขอตอบครับว่า “มี” ครับ

ผมขอแนะนำพิพิธภัณฑ์อากาศยานที่กองบิน 6 สนามบินดอนเมือง ฝั่งถนนพโหลโยธิน ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่มีเครื่องบินลำใหญ่ ๆ แบบ A400M มาจัดแสดง แต่ที่พิพิธภัณฑ์อากาศยานกองบิน 6 ก็มีเครื่องบินโบราณสมัยสงครามที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย มาจัดแสดงให้ดูอย่างดีเช่นเดียวกัน รวมถึงเครื่องบินรบต่าง ๆ ที่น่าสนใจด้วย ลองแวะไปดูกันได้ครับ

เมื่อถึงเวลาอันสมควร ผมก็ได้ขึ้นรถบัส เพื่อไปยังจุดหมายต่อไป นั่นคือ Capitole de Toulouse ซึ่งตั้งอยู่กลางใจเมืองตูลูส โดยทีมงาน Airbus จะมีนัดเลี้ยงอาหารมื้อค่ำกันที่นี่ ดังนั้น ผมและชาวคณะเดินทางจึงมีเวลาเดินเล่นแถว ๆ นี้อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ผมจึงไม่พลาดที่จะเดินเล่นในย่านนี้ แล้วถ่ายรูปมาฝากให้ดูกัน

0005

ระหว่างทางที่ผมนั่งรถบัส ผมก็มองดูบ้านเมืองและวิถีชีวิตของชาวเมืองตูลูส ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ขาไปพิพิธภัณฑ์พอสมควร เพราะสิ่งที่เห็นคือ เป็นชีวิตของคนในเมือง อาคารส่วนใหญ่ สร้างด้วยโทนสีน้ำตาลออกชมพู สร้างด้วยอิฐบ้าง ปูนบ้าง ดูคลาสสิคดีเหมือนกันนะ ได้เห็นผู้คนเดินไปมา รถก็ไม่เยอะ ขับรถกันช้า ๆ มีคูคลองเล็ก ๆ พร้อมต้นไม้ที่อยู่ริมคลองเรียงกันอย่างสวยงามและร่มรื่น  ก็รู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ดู Slow life ชิล ๆ ดีจังเลย ไม่นาน รถบัสก็ขับเข้าซอยเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง เป็นลานกว้าง ๆ มีผู้คนมากมายเดินไปเดินมา บ้างก็นั่งอยู่ตามร้านข้างทาง บ้างก็นั่งอยู่ข้างถนน แล้วรถก็จอดสนิท….

“เรามาถึงแล้วครับ Capitole de Toulouse”

img_0854

img_0858หอระฆัง ด้านหลังอาคาร Capitole

img_0764

Capitole de Toulouse ตั้งอยู่กลางใจเมืองตูลูส ปัจจุบันใช้เป็นอาคารเทศบาลของเมืองตูลูส อาคาร Capitole ที่เห็นอยู่นี้เป็นแบบปรับปรุงใหม่ มีความยาว 135 เมตร ทำด้วยอิฐสีชมพู ด้านในยังคงตกแต่งให้เหมือนในสมัยศตวรรษที่ 16 นอกจากใช้อาคารเป็นเทศบาลเมืองตูลูสแล้ว ยังมีโรงแสดงละครโอเปล่าและวงดุริยางค์ซิมโฟนี รวมไปถึงผลงานศิลปะสมัยศตวรรษที่ 19 อยู่ด้านในด้วย. ด้านหลังอาคารทางทิศเหนือ มีหอคอยระฆัง ที่เมื่อก่อนตรงจุดนี้เอาไว้ใช้สอบสวนคดีต่าง ๆ ส่วนด้านหน้าอาคาร มีลานกว้าง ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาอย่างยาวนาน เดิมทีลานกว้างแห่งนี้ เคยใช้เป็นจุดตัดสินลงโทษ ตั้งแต่ทรมานร่างกายไปจนถึงประหารชีวิตมาก่อน แต่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ลานกว้างแห่งนี้ ได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นถนนคนเดิน สงวนไว้สำหรับคนเดินเท้า มีการใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ กับชาวเมืองแห่งนี้

img_0762img_0776 img_0789

img_0788รูปนี้ สังเกตุคนในรถนะครับ มีส่งยิ้มให้กล้องด้วย

ระหว่างนี้ ผมได้นั่งพักผ่อนกับทีม Social Thai อยู่ที่ร้านข้างทาง รอบ ๆ ลาน Capitole de Toulouse เนื่องจากที่นี่สวยงามมาก น่าถ่ายรูปมาก ผมจึงได้ชวนพี่ ๆ ในทีมงานไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกัน  อาคารบ้านเรือนแถวนี้เป็นแบบทรงสมัยโบราณ เป็นอิฐสีชมพู เรียงรายกันอย่างสวยงาม ผู้คนที่นี่ก็ขี้เล่นดีนะ บางจังหวะที่ผมกำลังถ่ายรูปให้พี่ในทีมงาน Social Thai อยู่ ก็มีคนแอบย่องมาเข้าเฟรม ขอร่วมถ่ายรูปด้วยซะงั้น ขนาดคนขับรถอยู่ในรถเห็นผมถ่ายรูปอยู่ ยังหันมายิ้มให้กล้องก็ยังมีเลยครับ ซึ่งเป็นสีสันที่ทำให้ผมประทับใจและมีความสุขจนผมก็คิดในใจนะว่า

“อะไรที่ทำให้ คนที่นี่มีอารมณ์ดีขนาดนี้นะเนี่ย ?”

เมื่อผมนั่งแถวลาน Capitole de Toulouse ซักพักนึงจนหายเหนื่อยแล้ว ผมจึงเริ่มเดินสำรวจบริเวณนี้ น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่งคือ วันเวลาที่ผมมาที่นี่นั้น เป็นวันอาทิตย์ช่วงเย็น ทำให้ร้านค้าที่นี่โดยส่วนใหญ่นั้น ปิดให้บริการกันแทบทั้งสิ้น เหลือเพียงแต่ร้านอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ และ ร้านอาหารรอบ ๆ ลาน Capitole de Toulouse เท่านั้น จึงทำให้ผมอด shopping ไปอย่างน่าเสียดาย จึงทำได้เพียงเดินเล่นรอบ ๆ บริเวณนี้ และผมก็ไปเจอสถานที่แห่งหนึ่งเข้าในซอยเล็ก ๆ ผมมองเข้าไปในซอย ก็พบกับโบสถ์ขนาดใหญ่พร้อมหอคอยที่สูงมาก โบสถ์นี้มีมีชื่อว่า …

“Couvent des Jacobins”

img_0831

Couvent des Jacobins เป็นโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบกอธิค ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1229  โบสถ์นี้ค่อย ๆ สร้างขึ้นมาเรื่อย ๆ ใช้ระยะเวลายาวนาน จนมาเสร็จเมื่อปี 1341 ในตอนแรกของโบสถ์นี้มีขนาดไม่ใหญ่เลย แต่ในระยะเวลากว่า 100 ปีที่สร้างโบสถ์นี้ขึ้นมา ก็ได้มีการขยับขยายเนื้อที่ออกมาเรื่อย ๆ และสร้างตัวอาคารให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีกำแพงสูงล้อมรอบ ด้านในกลายเป็นชุมชนขนาดย่อม และมีการสร้างหอคอย 8 เหลี่ยม สูง 7 ชั้นขึ้นมาอย่างโดดเด่น.

img_0830

ที่นี่เป็นที่ฝังร่างของนักบุญ โทมัส ควีนาส  (Thomas Aquinas) บาทหลวงศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิค สังกัดคณะดอมินิกัน. ครั้งหนึ่ง โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกกองทัพทหารนโปเลียนยึดมาใช้ เพื่อเป็นที่พักของเหล่าทหาร ทำเป็นโรงพยาบาล เป็นที่เก็บอุปกรณ์และคลังอาวุธ บางส่วนของที่นี่ได้ถูกทำลายลงไปบ้างในช่วงนั้นด้วย จนต้องย้ายร่างของนักบุญ โทมัส ควีนาส ออกไปอยู่ที่วิหาร Saint-Sernin ชั่วคราวก่อน และเมื่อกองทัพได้ออกไป ก็เริ่มมีการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการเชิญร่างของนักบุญ โทมัส ควีนาส กลับมาที่เดิม. ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมโบสถ์แห่งนี้ ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนคนเลยทีเดียว

img_0848

น่าเสียดายที่เวลาผมมีไม่มาก ผมจึงได้แค่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก ไม่ได้เข้าไปด้านในตัวโบสถ์ ผมจึงเก็บภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากกับท่านผู้อ่านได้เพียงเท่าที่เห็นนี้ครับ

img_0823 img_0824 img_0826 img_0827 img_0845 img_0849 img_0863

ผมเดินสำรวจบริเวณชุมชนย่านนี้อยู่ซักพัก ได้เห็นวิถีชีวิตของคนแบบ Slow life ได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตาของตัวเอง จากเมื่อก่อนที่เคยเห็นแต่ในทีวี ผมเลยรู้สึกชอบที่นี่อย่างบอกไม่ถูก เดินเพลิน ๆ ซักพัก ก็ไปเจอร้านขายของที่ระลึก เลยซื้อ Post card กลับมาเป็นที่ระลึก 1 ใบ เป็นรูป Capitole de Toulouse ยามค่ำคืนที่ผมดูแล้วชอบเป็นพิเศษ น่าเสียดายที่ผมหาที่ทำการไปรษณีย์ไม่เจอ เพราะผมตั้งใจว่าจะส่ง Post card ใบนี้กลับมาที่บ้านผมที่ประเทศไทยเป็นที่ระลึกเหมือนทุกครั้งที่ผมทำเวลาผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจึงทำได้เพียงเก็บใส่กระเป๋า แล้วเดินเที่ยวแถวนั้นต่อ จนกระทั่งถึงเวลานัดหมายตอน 18.00 น.

img_0913

ผมกลับมาที่ร้านอาหารที่เราได้นัดหมายกันอีกครั้ง โดยมื้อนี้ Airbus เป็นผู้จัดเลี้ยงพวกเราด้วยอาหารที่รสชาติอร่อย และในตอนนี้เองที่ผมและคณะทีมงาน Social Thai ได้พบปะพูดคุยกับทีมงาน Airbus อย่างเป็นทางครั้งแรกบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้น เป็นแบบสบาย ๆ เป็นกันเองมาก พวกเราคุยกันเรื่องงานที่จะไปดูโรงงาน Airbus กัน ทั้งเรื่องการเตรียมตัวก่อนเข้าไปในเขตโรงงาน สิ่งที่ควรปฏิบัติ กฏข้อห้ามต่าง ๆ และเมื่อคุยเรื่องงานกันเสร็จแล้ว พวกเราก็คุยกันเรื่องทั่วไปกันต่อ แล้วสร้างมิตรไมตรีกันระหว่างทีมงาน Social Thai และ ทีมงาน Airbus เช่นการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ เล่าเรื่องท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ทาง Airbus ได้ฟัง จนกระทั่งจบมื้อ Dinner แล้วถึงเวลาที่ต้องกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนในคืนแรก

img_0916 img_0919 img_0927

เราเดินทางขึ้นรถบัสกลับไปยังโรงแรม แต่ก่อนจะขึ้นรถ ผมกลับไปมอง Capitole de Toulouse ในยามค่ำคืน มีการเปิดไฟอย่างสวยงามน่าประทับใจ ระหว่างทางกลับโรงแรมนั้น ผมมองไปยังระหว่างทาง บ้านเมืองที่นี่สงบดีจัง เป็นกลางคืนที่ไม่วุ่นวาย มีแต่แสงไฟที่กระทบกับพื้นถนน และไฟบ้านเรือนที่สะท้อนสีชมพูอมน้ำตาลออกมา จนผมนึกในใจว่า

“ที่นี่ดูสงบสุข เหมือนเมืองในฝันเลยแฮะ”

เมื่อรถบัสมาถึงโรงแรม ผมและทีมงานต่างก็แยกย้ายกลับไปยังห้องของตัวเองด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผมกลับถึงห้อง ก็จัดการ Backup ภาพถ่ายใส่ Notebook พร้อมอัพเดทข่าวสารให้แฟนแพจที่ประเทศไทยได้ติดตามข่าวความคืบหน้าอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะไปอาบน้ำ และเข้านอนเป็นคืนแรกของที่นี่ …

“เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส”


เรื่องราวในตอนต่อไป จะเป็นเรื่องราวของโรงงาน Airbus ที่ผมได้เข้าไปดูงานด้านใน ได้แก่ Airbus Mock-up Center และ Airbus A350 Final Assembly Line เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามได้ตอนต่อไปครับ

img_1080


และนี่คือบทความทั้งหมดในซีรีย์  “บินตรงไปรับมอบเครื่องบิน Airbus A350 ลำแรกของการบินไทย ณ เมืองตูลูส ประเทศ ฝรั่งเศส” จำนวน 4 ตอนหลัก และ 1 ตอนพิเศษ

ตอนที่ 1 :บินดีอย่างมีระดับ กับเที่ยวบินตรงไปฝรั่งเศสด้วยชั้นธุรกิจ “Royal Silk” โดยการบินไทย Airbus A380
ตอนที่ 2 :ชวนมาดูเครื่องบินรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน ณ พิพิธภัณฑ์อากาศยาน Aeroscopia เมืองตูลูส ฝรั่งเศส
ตอนที่ 3 :  อยากรู้ไหมว่าเขาสร้างเครื่องบินกันยังไง ? เราไปดูเขาประกอบเครื่องบินที่โรงงาน Airbus ประเทศฝรั่งเศสกันเถอะ
ตอนที่ 4 : ประสบการณ์จากตูลูสถึงเมืองไทย กับเที่ยวบินส่งมอบเครื่องบิน Airbus A350 ลำแรกของการบินไทย
ตอนพิเศษ : รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ กับข้อมูลน่ารู้ของเครื่องบินแบบใหม่ล่าสุด Airbus A350 XWB


  • ขอบคุณการบินไทย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารภาพลักษณ์องกรณ์ ฝ่ายโซเชียลมีเดีย ที่ได้ให้โอกาส Blogger อย่างผม ได้มีโอกาสไปร่วมงานแห่งความทรงจำครั้งนี้ และให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ครับ
  • ขอขอบคุณ Wi-Ho! ผู้สนับสนุน Pocket Wifi ให้เราได้ใช้ Internet กันในทริปนี้
  • ขอบคุณพี่แก้ว พี่หนึ่ง ที่คอยให้การสนับสนุนการทำงานของผมได้เป็นอย่างดี และให้คำแนะนำที่ดีเสมอมา
  • ขอบ คุณพี่เทิน กัปตันสุดหล่อ ที่คอยให้คำแนะนำต่าง ๆ และให้ความรู้ด้านการบินเพิ่มเติมกับผมได้อย่างสนุกสนาน พี่เป็นพี่ชายที่น่ารักมากครับ
  • ขอบคุณพี่ได๋ ไดอาน่า พี่สาวสุดน่ารัก ที่ชวนผมไปถ่ายภาพและชวนผมคุยตลอด พี่โพสท่าสวยมาก ผมนับถือในความเป็นมืออาชีพของพี่เลย
  • ขอบคุณพี่วิน Vin Buddy ที่ถ่ายภาพสวย ๆ ให้กับงานนี้อย่างมืออาชีพ จนผมต้องทึ่งในความเก่งของพี่
  • ขอบคุณทีมงานการบินไทยทุกคน ที่ช่วยทำให้งานนี้ออกมาดีจนผมรู้สึกประทับใจ
  • และสุดท้าย ผมขอขอบคุณพี่แอ๊ด ที่คอยให้การสนับสนุนผมมาตลอดครับ

aeroscopia-cover-all

3 คิดบน “ชวนมาดูเครื่องบินรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน ณ พิพิธภัณฑ์อากาศยาน Aeroscopia เมืองตูลูส ฝรั่งเศส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.