10 วันสุดมันส์ ทริปล่าฝันของคนรักการถ่ายภาพ
ณ ประเทศญี่ปุ่น DAY 1

ชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่ถ่ายรูปไปวัน ๆ แล้วเอามาแชร์เล่าเรื่องให้อ่านกันอย่างผมเนี่ย ก็เคยมีความคิดอะไรแปลก ๆ ไว้เหมือนกันนะ ? ผมเคยคิดไว้ว่า หากวันหนึ่งผมมีโอกาสได้เดินทางไปถ่ายภาพที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ ผมจะอยากไปที่ไหนมากที่สุด … คำตอบในเบื้องลึกของหัวใจของผมก็คือ ที่นี่

“ประเทศญี่ปุ่น”

ผมเคยมีความฝันไว้ว่า อยากจะจัดทริปเดินถ่ายภาพในประเทศญี่ปุ่นเพื่อถ่ายภาพอย่างเดียว เสพสุขกับบรรยากาศให้เต็มที่และลั่นชัตเตอร์อย่างสำราญใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา เพราะผมจะจัดเวลาเพื่อการถ่ายภาพอย่างเต็มที่ เรื่องช๊อป เรื่องกิน เป็นเรื่องเล็ก ที่จะเป็นของแถมนอกเหนือเวลาเท่านั้น และเมื่อมีคนอีก 2 คนที่มีเป้าหมายเดียวกันสนใจที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทริปในฝันนี้จึงได้เป็นจริงขึ้นมา

ครั้งนี้ผมเลือกที่จะเดินทางไปยังโตเกียว โดยเลือกลงที่สนามบินฮาเนดะ สนามบินที่ผมอยากจะมาใช้บริการซักครั้งหนึ่ง เพราะเคยดูสารคดีมาว่าเป็นสนามบินที่เป็นมิตรกับผู้มาใช้งานมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และแน่นอนว่า ผมเลือกใช้บริการสายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” ซึ่งมีเส้นทาง กรุงเทพ ฯ – ฮาเนดะไว้ให้บริการ ด้วยเครื่องบิน Boeing 747 ลำใหญ่นั่งสบาย

ถึงแม้ว่าการเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกของผม แต่อย่างที่บอกไว้แล้วว่า การมาในครั้งนี้มีเป้าหมายแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ นั่นคือ “มาเพื่อถ่ายภาพ” เป็นจุดประสงค์หลัก โดยมีสมาชิกช่างภาพอีก 2 ท่านที่มีความคิดความฝันเดียวกันที่อยากจะเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น และที่สำคัญคือนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งคู่ได้มาประเทศญี่ปุ่น ผมจึงขอรับหน้าที่เป็นคนคิดวางแผนในครั้งนี้อย่างเต็มใจ โดยได้ศึกษาข้อมูลร่วมกันกับสมาชิกร่วมทริปนี้จนตกผลึกออกมาแผนท่องเที่ยวในแต่ละวันกันได้ในที่สุด

“เพราะประเทศญี่ปุ่น แค่คิดวางแผนเที่ยว ก็สนุกแล้ว”


ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ


19 มีนาคม 2017 20.00 น. ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

พวกเราทั้งสามคนได้นัดหมายเจอกันที่นี่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอันเป็นหน้าตาของประเทศไทย เมื่อสมาชิกมากันครบแล้ว เราก็ทำการ Check-in โหลดกระเป๋าให้เรียบร้อยที่ Row C ของการบินไทย.

ตามแผนของเราที่วางไว้ก่อนที่จะเข้าไปด้านในหลังจากผ่านพิธิตรวจคนออกนอกเมืองแล้ว มีสมาชิกในทริปนี้ท่านหนึ่งได้พกอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปมาเต็มพิกัด รวมราคาแล้วก็สูงพอสมควรมาในทริปนี้ด้วย เขาต้องการที่จะไปทำเรื่องสำแดงของก่อนออกนอกประเทศกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งอยู่ตรงบริเวณจุดทำ Vat Refund นั่นเอง แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นเนื่องจากเอกสารที่เตรียมมานั้นไม่ครบถ้วน สมาชิกท่านนี้ได้เตรียมไปแค่ใบแจ้งราคาอุปกรณ์แต่ละชิ้นพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ แต่ขาดรูปถ่ายประกอบ จึงทำให้การสำแดงของก่อนออกนอกประเทศนั้นไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่เขาไม่ยอมรับเอกสารที่ไม่ครบถ้วน พวกเราก็กังวลอยู่พอสมควร เพราะของที่พกไปก็มีมูลค่าอยู่มาก แต่ตอนนี้เวลาไม่พอที่จะมานั่งทำเอกสารเหล่านี้แล้ว สมาชิกท่านนี้เลยตัดใจไม่ทำเรื่องสำแดง แล้วรีบเข้าไปด้านใน ผ่าน ต.ม. เรียบร้อย ด้วยช่อง Auto Immigration Gate อย่างรวดเร็วแบบไม่มีคิว แล้วเราก็มานั่งรอดื่มกาแฟ Starbuck กันด้านในเพื่อรอเวลาเรียกขึ้นเครื่องที่ Gate A3

** มาถึงตรงนี้หลายคนคงงงว่า ทำไมต้องสำแดงของก่อนออกนอกประเทศด้วย ผมสรุปให้คร่าว ๆ ก็คือ ตามกฏหมายไทย หากมีการนำทรัพย์สินมีค่าที่มีมูลค่าเกิน 2 หมื่นบาทออกนอกประเทศ เรามีหน้าที่สำแดงสิ่งของเหล่านั้นก่อนออกนอกประเทศด้วย หากตอนขาเข้ากลับมาในประเทศแล้วเจ้าหน้าที่ตรวจเจอสิ่งของของเราเองที่มีมูลค่าเกินกว่ากำหนดแล้วไม่ได้สำแดงก่อนออกนอกประเทศนั้น ก็มีสิทธิ์โดนปรับครับ **

เที่ยวบินที่เราจะบินไปญี่ปุ่นในวันนี้ เป็นเที่ยวบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ TG682 เส้นทาง สุวรรณภูมิ – ฮาเนดะ (BKK-HND) 23.15 น. – 06.55 น โดยเที่ยวบินนี้ ใช้เครื่องบิน Boeing 747-400 ทะเบียน HS-TGG นามพระราชทาน “ปทุมาวดี”

สำหรับใครที่ต้องการจะบินมาประเทศญี่ปุ่นลงที่สนามบินฮาเนดะอย่างพวกเรานี้ ผมก็ขอแนะนำคร่าว ๆ ว่า ในเส้นทาง กรุงเทพฯ – โตเกียว ฮาเนดะ ปัจจุบันที่ผมเขียนบทความนี้ (ปี 2017) การบินไทยบินวันละ 2 เที่ยวบิน คือ

(1) ขาไป TG660 เวลา 13.00 – 21.10 ขากลับ TG661 เวลา 00.20 – 04.50
(2) ขาไป TG682 เวลา 22.45 – 06.55 ขากลับ TG683 เวลา 10.35 – 15.05

ตรงนี้ก็แล้วแต่เลยครับว่า ใครอยากจะไปถึงเช้า และกลับในตอนดึก ก็เลือกได้ตามใจชอบ และเครื่องบินที่ใช้ในตอนนี้คือ Boeing 747-400 ส่วนใครจะจองตั๋ว ก็ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ Walk-in ไปจองเองที่สำนักงานการบินไทย จองผ่านเอเย่นต่าง ๆ จนไปถึงจองผ่านออนไลน์ที่ http://www.thaiairways.com ใครชอบวิธีไหน ก็เชิญตามสะดวกเลยครับ

ส่วนเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกมาลงที่ Haneda นั่นก็เพราะว่า ครั้งหนึ่งผมเคยไปลงที่ Narita มาแล้ว จึงอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้างเลยอยากมาใช้บริการที่สนามบิน Haneda และอีกเหตุผลหนึ่งคือ สนามบินแห่งนี้อยู่ใกล้กับโตเกียวมากกว่าที่นาริตะอยู่พอสมควร ทำให้ประหยัดเวลาได้เป็นชั่วโมง อีกทั้งแผนการเดินทางของเราในครั้งนี้ เรามีแผนจะไป Kawaguchiko กันต่อด้วยรถบัส ซึ่งที่ Haneda ก็มีบริการรถบัสวิ่งตรงไปที่นั่น แถมถึงตอนเช้า เราก็อยากถ่ายรูปสนามบินฮาเนดะ ตอนเช้าคู่กับฉากหลังที่เป็นภูเขาไฟฟูจิ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเลือกมาใช้บริการสนามบินแห่งนี้

เรามานั่งรอที่หน้า Gate ซักพัก ก็พบกับผู้โดยสารจำนวนมากที่เดินทางไปกับพวกเรานั่งรออยู่ เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง พวกเราก็แสดงบัตรโดยสารพร้อมหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเข้าไปในงวงเพื่อเดินเข้าไปในตัวเครื่องบิน ซึ่งวินาทีของก้าวแรกที่ได้เหยียบบนเครื่องบินลำนี้ ผมรู้สึกได้เลยว่า

“การเดินทางที่แท้จริง ได้เริ่มขึ้นแล้ว”

พวกเราได้แสดงบัตรโดยสารให้กับ Cabin Crew (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าลูกเรือ) อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารควรต้องทำทุกครั้ง เพราะนอกจากลูกเรือจะช่วยแนะนำว่าที่นั่งเราอยู่ที่ไหน ต้องเดินไปทางไหนแล้ว ก็จะเป็นการ recheck อีกครั้งหนึ่งว่า เราขึ้นเครื่องมาถูกเที่ยวบินนั่นเอง สำหรับที่นั่งของพวกเรา 3 คนในวันนี้ จะอยู่ในแถว 53 ที่นั่ง A B C ซึ่งเป็นที่นั่งด้านหน้าในโซนท้ายเครื่องด้านซ้าย อยู่ใกล้ทางออกฉุกเฉิน ข้อดีคือ เราสามารถนั่งยืดขาได้อย่างสบาย แต่ที่นั่งตรงนี้ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันที่ อยู่ใกล้กับครัวที่ลูกเรือจัดเตรียมอาหารและทำอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้บางทีมีเสียงและกลิ่นมารบกวนอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรครับ แลกกับได้นั่งยืดขาก็ถือว่าดีงามเลยหละ และเนื่องจากที่นั่งตรงนี้ใกล้กับทางออกฉุกเฉิน จึงมีขั้นตอนพิเศษจากลูกเรือที่จะมาขอความร่วมมือกับพวกเราให้ช่วยเหลือเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และที่นั่งตรงนี้ ในตอนเครื่อง Take off และ Landing นั้น เราจะได้นั่งสบตากันกับลูกเรือด้วยครับ เพราะที่นั่งของลูกเรือ 2 ที่นั้นหันหน้าเข้าหาพวกเรานั่นเอง ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน แต่ก็เป็นระยะเวลาไม่นานเท่าไร เมื่อเครื่องบินไต่ระดับจนได้ที่แล้ว สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เหล่าลูกเรือก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเองกันแต่ละจุดกันต่อไป

ไม่นาน เหล่าลูกเรือก็เริ่มเล่นมายากลให้ดูครับ ด้วยการแจกผ้ามหัศจรรย์ให้กับผม นั่นคือ ผ้าร้อน ๆ ที่พอใช้ไปแล้วก็กลายเป็นเย็นขึ้นมาได้ ก่อนที่จะทำการเสิร์ฟน้ำดื่มของว่างตามลำดับ ระหว่างนี้ ผมก็นั่งเล่นหน้าจอ IFE ( In flight Entertainment) ที่แอบซ่อนอยู่ใต้ขาเอาไว้ เฉพาะที่นั่งแถวหน้าสุด ซึ่งต้องก้มลงไปดึงแล้วกางออกมา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไรนะ ดีซะอีก เวลาไม่ใช้ ก็แค่เอาเก็บ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัด

พวกเรานั่งดูหนังฟังเพลงไปได้ซักพัก เหล่าลูกเรือก็ได้เริ่มเสิร์ฟอาหาร โดยวันนี้มีเมนู ข้าวกับไก่ผัดเปรี้ยวหวาน และไส้กรอกกับไข่ออมเล็ต ให้เลือกทาน พวกเราทุกคนได้เลือกทานเมนูข้าวกับไก่ผัดเปรี้ยวหวานกันทุกคน เมื่อกันจนหมดและลงความเห็นว่า รสชาติดีมาก อร่อยมาก ซึ่งตรงนี้ผมขอชมครัวการบินไทยเลยครับว่าทำเมนูนี้ออกมาได้อร่อยจริง ๆ เมื่อทานจนอิ่มแล้ว

ไม่นานลูกเรือก็มาเก็บอุปกรณ์พร้อมกับหรี่ไฟในห้องโดยสารให้มึด เนื่องจากนี่เป็นเที่ยวบินกลางคืน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องการพักผ่อนแล้วนั่นเอง และเนื่องจากที่นั่งเราอยู่ใกล้กับครัวของลูกเรือที่เปิดไฟอยู่ตลอดเวลา มีเพียงผ้าม่านกั้นไว้เท่านั้น จึงทำให้เวลาลูกเรือเปิดปิดม่าน ทำให้มีแสงสว่างแว๊บออกมารบกวนสายตาอยู่เสมอ แต่ลูกเรือก็ทราบถึงปัญหานี้ดีด้วยการนำเสนอที่ปิดตาให้กับผู้โดยสารที่ต้องการ ซึ่งผมก็นำมาใช้แล้วก็ได้ผลเป็นอย่างดี ที่ปิดตาอันเล็ก ๆ เบา ๆ ใส่สบายไม่เทอะทะ ใส่แล้วหลับสบายเลยหละ

ผมตื่นมาอีกทีก็ตอนที่เครื่องบินอยู่แถวเกาะคิวชูแล้ว จำได้ว่าก่อนหลับ ดูจอ IFE ตอนนั้นยังอยู่แถว ๆ ฮ่องกง ก็น่าจะหลับไปประมาณ 2 ชั่วโมงได้ ตื่นขึ้นมาก็นอนไม่หลับแล้วครับ ตาสว่าง ก็เลยดูหนังยาวไป ไม่นานเหล่าลูกเรือก็แจกของว่างน้ำดื่มอีกครั้ง จนเครื่องใกล้ถึงที่ Haneda  น่าเสียดายที่วันนี้มีหมอกลง ทำให้ไม่เห็นฟูจิจากมุมมองบนเครื่องบิน

เมื่อสัญญาณรัดเข็มขัดแสดงขึ้นมา เหล่าลูกเรือต่างก็ประจำที่นั่งของตัวเอง พวกเรานั่งสบตากับลูกเรืออีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ ลูกเรือได้ชวนพวกเราคุยด้วย ลูกเรือถามพวกเราว่ามีแผนไปเที่ยวที่ไหนบ้าง แล้วกลับเมื่อไร อีกทั้งผมยังโดนลูกเรือแซวเรื่องเสื้อที่ผมใส่มาว่า ที่นี่เป็นถิ่นจัมโบ้นะ เพราะผมใส่เสื้อการบินไทยที่ปักคำว่า A380 เล่นเอาผมเขินเลย (จัมโบ้ เป็นคำเรียกสั้น ๆ ของเครื่องบิน Boeing 747 ส่วน A380 คือชื่อรุ่นของเครื่องบินจากบริษัท Airbus ซึ่งเป็นค่ายคู่แข่งกับ Boeing กันนั่นเอง)

วินาทีที่ล้อเครื่องบินแตะสู่พื้น คือวินาทีแรกที่ผมได้กลับมาสัมผัสกับประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ด้วยใจที่รู้สึกว่า ได้กลับมาที่ ๆ คุ้นเคย ความรู้สึกและประสบการณ์จากครั้งก่อน ๆ ได้หวนย้อนกลับมาอีกครั้ง ก้าวแรกที่ผมเดินออกมาจากเครื่องบินเข้าสู่งวงอาคารผู้โดยสารสนามบินฮาเนดะ นอกจากความหนาวเย็นที่แตกต่างจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิงแล้ว ผมยังรู้สึกอีกว่า

“เวลาของความสนุก ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

โดยหารู้ไม่ว่า จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้งดี ทั้งแย่ และคาดไม่ถึง อีกมากมายรออยู่ …


“ประสบการณ์โดน ต.ม.ญี่ปุ่นสัมภาษณ์ครั้งแรก”

เราเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อไปทำพิธีตรวจคนเข้าเมืองกันก่อน โดยระหว่างทาง ก็มีแวะถ่ายภาพบ้าง เข้าห้องน้ำบ้างกันตามปกติ จนกระทั่งเรามาเข้าคิว ต.ม. ก็สังเกตุได้เลยว่า ที่นี่คิวน้อยรอไม่นาน ไม่เหมือนกับสนามบินอื่น ๆ ที่ผมเคยมาใช้บริการที่ญี่ปุ่น (เช่นที่ Kansai KIX , Narita NRT) ที่ผมไปมาทีไร รอนานทุกที แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผมคิดไม่ถึงว่าตัวผมจะโดน นั่นคือ การโดน ต.ม. ญี่ปุ่นสัมภาษณ์

เรื่องมันมีอยู่ว่า หนังสือเดินทางเล่มที่ผมใช้ครั้งนี้ เป็นเล่มที่ผมทำใหม่แทนอันเก่าที่เพิ่งหมดอายุไป โดยอันเก่านั้น เคยมี VISA ญี่ปุ่นในสมัยที่ยังต้องทำ VISA เข้าประเทศอยู่ด้วย และก็มีประวัติเดินทางเข้าญี่ปุ่นอยู่ 3 ครั้ง รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ อีกเล็กน้อย แต่เล่มใหม่นี้ มีแต่ VISA เชงเก็น ที่ผมไปฝรั่งเศษมา 1 ครั้งถ้วน เท่านั้น จึงให้เจ้าหน้าที่ได้สอบถามผมว่า มากี่วัน มากันกี่คน ผมก็ตอบไปว่า มา 10 วัน กับเพื่อนอีก 2 คน เจ้าหน้าที่เลยให้ผมเล่าให้ฟังหน่อยว่า จะไปที่ไหนบ้างในแต่ละวันใน 10 วันนี้ เล่นเอาผมอึ้งเลยครับ เพราะไม่คิดว่าจะโดนถามละเอียด ผมเลยพูดรัว ๆ ใส่เลยว่า วันนี้ไปนู่น วันนู้นไปนี่ จนคิดว่า จนท. ฟังไม่ทันแน่ เขาเลยขอดูเอกสารแผนการเที่ยวของผม ซึ่งโชคดีที่ผมทำเอาไว้แล้ว ก็เลยให้ดูไปพร้อมกับใบจองโรงแรม เจ้าหน้าที่นั่งดูอยู่ซักพักนึง สมาชิกในทริปนี้อีกคน ที่เข้าช่องข้าง ๆ ผมก็โดนถามเหมือนกัน แต่สมาชิกท่านนี้ตอบไม่ได้ เขาก็เรียกผมว่าขอเอกสารด้วย ผมก็เลยส่งเอกสารให้สมาชิกท่านนี้เอาให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วบอกว่า เรามาด้วยกัน และอีกคน กำลังเข้าอีกช่องที่อยู่ไกล ๆ ซึ่งก็ถือว่าเราโชคดีที่เข้าช่อง 2 ช่องนี้ที่อยู่ติดกัน ในคูหาเดียวกัน ต.ม. ทั้งสองคนเลยช่วยดูเอกสารด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็ให้ผ่านไปได้ ส่วนสมาชิกอีกท่าน ที่ไปเข้าอีกช่องหนึ่ง ก็ผ่านมาได้อย่างสบาย ไม่มีคำถามใด ๆ เลย

ซึ่งเรื่องนี้ผมก็พลาดเองด้วย เพราะผมลืมเอาเอกสารให้ทุกคนพกติดตัวไว้ตอนเครื่องลง เผื่อในกรณีแบบนี้ ผมยังแอบคิดเลยว่า หากสมาชิกท่านนี้ ไม่ได้เข้าช่องข้าง ๆ ติดกัน แล้วโดนสัมภาษณ์ เหตุการณ์จะจบลงแบบเดียวกันรึป่าวก็ไม่รู้ ผมจึงขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่มีแผนจะไปญี่ปุ่นว่า เราควรจะมีแผนการท่องเที่ยวและเอกสารที่สำคัญติดตัวไปคนละ 1 ชุดเสมอ โดยเฉพาะตอนจะผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง เพราะเอกสารเหล่านี้ จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างในทริปของเราว่า เรามาทำอะไร พักที่ไหน อย่างละเอียดที่สุด ให้เจ้าหน้าที่เขาดูครับ และที่สำคัญที่สุด

“ผู้ร่วมเดินทางต้องศึกษาเรื่องราวการเดินทางในเอกสารนี้ให้เข้าใจด้วย”

เมื่อเราผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว ก็เป็นขั้นตอนของการรอรับกระเป๋า เรารอไม่นานกระเป๋าก็มา เมื่อทุกคนได้กระเป๋าที่โหลดไว้จนครบหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การผ่านศุลกากร ซึ่งตรงนี้ ผมมักจะโดนเจ้าหน้าที่ซักถามแทบทุกครั้งที่มาญี่ปุ่น ผมเองก็เตรียมใจไว้แล้วครับว่า น่าจะโดนถามแบบเมื่อกี้อีกรอบแน่ แต่ปรากฏว่า จนท. ไม่ถามซักคำ แค่ขอเอาใบสำแดงของที่เรากรอกตามขั้นตอนไปแค่นั้น แล้วก็เชิญออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว

เมื่อพ้นประตูเขตตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ผมก็เห็นอาคารผู้โดยสารขาเข้าในอาคาร Internation ซึ่งบรรยากาศดูโล่ง ๆ โปร่งสบาย ไม่อึดอัด มีสถานที่จำหน่ายตั๋วรถบัสไปยังที่ต่าง ๆ มีทางเชื่อมไปยังสถานีรถไฟ ทั้ง Mono rail และ Subway ทั้ง 2 สายให้เลือกใช้เข้าออกสนามบินแห่งนี้ รวมไปถึง Counter จำหน่ายตั๋วโดยสาร Pass ต่าง ๆ ซึ่งที่นี่เราสามารถซื้อ Tokyo Metro Pass ได้ โดยเจ้า Pass ตัวนี้ เป็น Pass ที่ทำขึ้นมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มี 3 แบบให้เลือกใช้คือ 24 ชั่วโมง , 48 ชั่วโมง , 72 ชั่วโมง โดยเราสามารถใช้ Pass นี้นั่งรถไฟของ Tokyo Metro และ Toei Subway ได้อย่างไม่จำกัดเที่ยวภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเริ่มนับตั้งวินาทีแต่เราสอดตั๋วเข้าไปครั้งแรกที่สถานีรถไฟไปจดหมดอายุตามชั่วโมงที่เราซื้อประเภทตั๋วไว้ วิธีซื้อก็ง่าย เพียงแค่เราแสดงหนังสือเดินทางที่ประทับว่าเราเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อมาท่องเที่ยว (Tourist) เราก็มีสิทธิ์ซื้อเจ้า Pass สุดประหยัดใบนี้ได้แล้วหละครับ คนที่มาญี่ปุ่นเพื่อจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่ท่องเที่ยว และ ชาวญี่ปุ่นหรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ไม่มีสิทธิ์ซื้อ Pass ใบนี้ครับ

ถึงแม้ว่าการเดินทางในวันนี้ จะยังไม่ได้ใช้ Pass ใบนี้ แต่เราก็ต้องซื้อไว้ก่อนเพราะเราจะเริ่มใช้ในวันพรุ่งนี้เป็นวันแรกหลังจากกลับมาจาก Kawaguchiko แล้ว และเราเลือกแบบ 72 ชั่วโมง เพื่อให้ครอบคลุมกับระยะเวลาที่เราอยู่โตเกียวเป็นเวลา 3 วันพอดีนั่นเองครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ http://www.tokyometro.jp/th/ticket/value/travel/index.html

อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเราต้องซื้อจากที่นี่นั่นคือ ตั๋วรถบัสที่จะพาเราไป Kawaguchiko สถานที่ชมวิวภูเขาไฟฟูจิชื่อดังที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยว ซึ่งผมวางแผนไว้ว่า พวกเราจะออกเดินทางจากสนามบินฮาเนดะนี้ในช่วงเที่ยงไปที่ Kawaguchiko โดยตรง โดยไม่ไปขึ้นที่ Shinjuku หรือ Shibuya ที่คนอื่นเขานิยมไปใช้บริการกัน ในส่วนของราคาค่าบัตรโดยสารนั้นจะอยู่คนละ 2470 Yen ซึ่งแพงกว่าการไปขึ้นรถบัสที่ Shinjuku หรือ Shibuya ไม่มากนัก (ขึ้นที่นั่น ราคา 1750 Yen) แต่เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายที่ไม่ต้องลากกระเป๋าไกล ๆ ประหยัดเวลา และ ราคาค่ารถไฟที่เราจะต้องเสียเพิ่มเพื่อเดินทางไปยัง Shinjuku หรือ Shibuya แล้ว นั้น นับว่าคุ้มค่ามากกว่าแน่นอนอย่างไม่ต้องคิดมากเลยหละ 

รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://hnd-bus.com/airport/route/kawaguchiko.html

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ได้ตั๋วรถบัสแล้ว ได้ Tokyo Metro Pass แล้ว ภารกิจแรกที่พวกเราทั้ง 3 คนตั้งใจจะทำเมื่อมาประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มต้นขึ้น นั่นคือ “การถ่ายภาพเครื่องบินที่สนามบินฮาเนดะ” นั้นเอง เพราะพวกเราทั้งสามคนนั้นเป็นนักถ่ายภาพเครื่องบินที่เรียกกันว่า “Plane Spotter” ที่ชอบดู ชอบถ่ายภาพเครื่องบินเป็นชีวิตจิตใจ เราได้เดินลากกระเป๋าสัมภาระไปยังชั้นล่างของอาคารผู้โดยสาร International เพื่อขึ้นรถ Shutter Bus ที่ให้บริการฟรีไปยังอาคาร Domestic Terminal 1 (T1) ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพที่เราวางแผนเอาไว้ว่าต้องมาถ่ายภาพให้ได้ เพราะเราสามารถถ่ายภาพเครื่องบินโดยไม่ย้อนแสงในช่วงเวลาเช้าได้ที่นี่ และ หากวันไหนฟ้าเปิด เราก็สามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังอาคาร International ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ด้วยหละ ซึ่งเป้าหมายของเราคือ เราต้องการภาพ ๆ นี้ ภาพภูเขาไฟฟูจิเคียงคู่กับสนามบิน

เมื่อเรานั่งรถ Shuttle Bus มาถึงอาคาร Domestic T1 แล้ว วิธีการมาจุดชมเครื่องบินนั้นก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่เราเดินเข้ามาในตัวอาคาร แล้วขึ้นลิฟมายังชั้น 6 เมื่อออกจากลิฟแล้ว ก็เห็นป้ายนำทางไปยังจุดชมเครื่องบินทันที เราเดินตรงตามป้ายมาอย่างเดียว ก็จะเห็นทางออกไปยังระเบียงนอกอาคาร ซึ่งนั่นก็คือจุดชมเครื่องบินดี ๆ ของสนามบินฮาเนดะแห่งนี้แล้วหละ

สิ่งแรกที่ผมเห็นก็คือ ผมเจอเหล่าบรรดา Plane Spotter มาถ่ายภาพกันเป็นจำนวนหนึ่งท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและมีลมพัดอยู่ตลอด เราก็ไม่รอช้า รีบไปจัดหาจุดถ่ายภาพดี ๆ ทันที สายตาผมก็มองไปเรื่อย …. “ไหนหละ ฟูจิ ?” ผมคิดในใจ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า วันนี้มีหมอกนี่ ตั้งแต่บนเครื่องแล้วที่หมอกบังฟูจิ จนเรามองไม่เห็น … ผมก็เลยรู้สึกเฟลทันทีเลยครับ ที่ภารกิจแรกของเราในการถ่ายภาพฟูจิคู่กับอาคารสนามบินแห่งนี้ได้ล้มเหลวลงในท่ามกลางสายหมอก อากาศในวันที่มาถ่ายนี้ มีแดดแรงควบคู่กับหมอก มีลมพัดอยู่เรื่อย ๆ ท่ามกลางความหนาวเย็น แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ถึงแม้พวกเราไม่ได้ภาพฟูจิคู่กับสนามบิน แต่อย่างน้อยเราก็มาถ่ายภาพเครื่องบินที่นี่กัน ซึ่งยังคงพอถ่ายได้บ้าง เพราะหมอกไม่ได้เยอะมากเกินไปจนถึงกับถ่ายไม่ได้. ผมถ่ายภาพกันไปซักพักก็รู้สึกหนาว ผมเลยไปหาอะไรร้อน ๆ ทาน ตรงบริเวณนี้ มีตู้ขายน้ำอัตโนมัติด้วย ผมเลยซื้อกาแฟขวดร้อน ๆ มาดื่มไป ถ่ายภาพเครื่องบินไป เรียกได้ว่า ดีงามเลยทีเดียวกับบรรยากาศที่ชวนให้เราเพลิดเพลินจนแทบลืมเวลา …

ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่อง Plane Spotter แล้ว ผมก็ขอเล่าเรื่องราวของการถ่ายภาพเครื่องบินกันซักเล็กน้อยก็แล้วกัน … การถ่ายภาพอากาศยาน หรือ เครื่องบินนั้น ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพนั้นเราสามารถใช้ถ่ายได้ตั้งแต่กล้องมือถือ กล้องพกพา กล้อง Mirrorless จนไปถึงกล้องใหญ่อย่าง DSLR เพราะจุดหมายของการถ่ายภาพอากาศยานนั้น เป็นเรื่องของการเล่าเรืองราวในภาพว่า เครื่องบินนี้ คือเครื่องบินอะไร สายการบินอะไร เครื่องบินลำนี้มีอะไรพิเศษไหม มีท่าทางในภาพอย่างไร ฉากหลังเป็นอย่างไร ซึ่งก็แล้วแต่เราว่าจะสื่อภาพนั้นออกมาแบบไหน เลนส์ที่ใช้ถ่ายนั้น ก็ใช้ได้ตั้งแต่เล่น Wide กว้าง ๆ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศโดยรวม จนไปถึงระดับ Tele-Zoom ถ่ายเจาะระยะไกล … ผมเชื่อครับว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคน มันต้องมีซักครั้งที่ท่านเห็นเครื่องบินแล้วอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้ดูเล่น ถึงแม้ว่าภาพจะถ่ายออกมา สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง ดูไม่รู้เรื่องบ้าง ซึ่งนี่คือความรู้สึกของพวกเราครับ มันคือความสุขอย่างหนึ่ง และอาจเป็นคำตอบว่า เราถ่ายภาพเครื่องบินไปทำไม ? และทำไมพวกเราถึงต้องมาถ่ายภาพเครื่องบินกันถึงที่นี่ ? คำตอบหนึ่งจากหลาย ๆ เหตุผลก็เพราะว่า …

“กิจกรรมการถ่ายภาพนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่ประเทศญี่ปุ่น”

เราถ่ายภาพกันซักพัก แสงแดดก็เริ่มแรงขึ้น ที่พื้นสนามบินก็มีคลื่นความร้อน (Heat) มากขึ้น  เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลา 11.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่แสงแข็งมากแล้ว เราจึงออกจากอาคาร Domestic 1 กลับไปยังอาคาร International อีกครั้งเพื่อเตรียมขึ้นรถบัสไป Kawaguchiko ที่นี่ แต่เวลาเรายังเหลืออีกมาก เราจึงแวะไปดูจุดถ่ายภาพเครื่องบินของอาคาร International ก็พบว่า ที่นี่ก็ดีไม่แพ้กัน คนเยอะมาก มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาดูเครื่องบินกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเป็นมิตรและดูดีที่หาได้ยากในสนามบินเมืองไทยเรา (อุ๊ปปปส์) ที่นี่มีร้านอาหารอยู่ด้วย เราสั่งข้าวแกะกะหรี่กินกันที่จุดชมเครื่องบินนี่แหล่ะ ก็ได้กินข้าวไป ดูบรรยากาศไป เห็นเด็กวิ่งเล่น เกาะรั้วดูเครื่องบินกันเพลิน ๆ เลยขอหยิบกล้องมาถ่ายภาพบรรยากาศความสุขเหล่านี้เอาไว้เป็นความทรงจำแล้วมาเล่าเรื่องราวให้เห็นกันซักหน่อยก็แล้วกัน ว่าสนามบินที่นี่ เขามีจุดที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้ ไม่แน่ซักวันหนึ่ง เด็ก ๆ เหล่านี้อาจจะมาทำงานในตำแหน่งที่ตนเองรักในสนามบินแห่งนี้ หรือที่ไหน ๆ ก็ได้นะ … เห็นแล้วอิจฉาเด็กที่นี่จริง ๆ เลย

เมื่อใกล้เวลาเที่ยง เราก็เตรียมไปขึ้นรถที่เราจองที่นั่งเอาไว้เพื่อเดินทางไป Kawaguchiko วิธีเดินไปขึ้นรถก็ไม่ยาก ที่ขึ้นรถอยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร แล้วเราหาหมายเลขชานชาลาที่รถจอดให้เจอ จากนั้นก็รอเวลา ซึ่งรถจะมาจอดรอก่อนเวลาประมาณ 10 นาที เมื่อรถมาถึงแล้ว พนักงานขับรถก็จะมาตรวจตั๋วโดยสารอีกครั้ง และสอบถามว่าเราจะไปลงที่ไหน และจะมีพนักงานอีกคนช่วยเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่ใต้ท้องรถให้อย่างเรียบร้อย เมื่อขึ้นไปบนรถก็พบกับที่นั่งอันแสนสบาย ที่ชอบคือ มีรู USB ให้เสียบชาร์ตมือถือด้วย เมื่อถึงเวลารถออก ก็พบว่า มีผู้โดยสารทั้งคันประมาณ 10 คนเท่านั้นเอง จึงทำให้เรานั่งที่นั่งกันได้อย่างตามใจชอบ จองกันไปเลยคนละแถวแบบไม่ต้องนั่งเบียดกัน สบายหละการเดินทางในครั้งนี้

รถบัสก็ได้ขับไปเรื่อย ๆ เข้าสู่กลางเมืองโตเกียว ผ่านใกล้ Tokyo Tower ด้วย แล้วรถก็เริ่มขึ้นทางด่วนจากแถว Tokyo Tower มุ่งหน้าตรงสู่ Kawaguchiko โดยจอดแวะระหว่างทางน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ผมเคยนั่งจาก Shinjuku เมื่อปีที่แล้ว การจราจรไม่ติดขัดเท่าไร รถวิ่งสบาย ๆ คนขับก็ขับได้นิ่มมาก จนผมเริ่มรู้สึกง่วง จึงหยิบที่ปิดตาที่ลูกเรือการบินไทยแจกให้บนเครื่องบินมาใช้อีกครั้ง แล้วก็หลับไป ตื่นมาอีกทีก็ใกล้ถึง Kawaguchiko แล้ว ไม่นานเราก็เห็นภูเขาไฟฟูจิแบบลาง ๆ ท่ามกลางหมอกที่บดบังอยู่พอสมควร ไม่นานผมก็เห็น Chureito Pagoda เจดีย์สีแดงที่ตั้งอยู่บนเขา ซึ่งเป็นเป้าหมายที่พวกเราต้้งใจจะไปถ่ายภาพกันที่นี่โดยเฉพาะ และไม่นาน รถบัสก็ลงทางด่วนบริเวณสวนสนุก Fuji Q Highland ซึ่งตามกำหนดแล้วรถบัสจะต้องแวะจอดเพื่อส่งคนที่นี่ด้วย แต่เพราะผู้โดยสารในรถคันนี้ไม่มีใครลงที่ Fuji Q Highland กันเลย รถจึงมุ่งหน้าไปที่ Kawaguchiko Station เพื่อส่งคนที่นี่ทันที เมื่อรถจอดลงที่นี่แล้ว ก็มีคนลงอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งที่นี่ เป็นจุดหลักในการเริ่มต้นท่องเที่ยวรอบ ๆ ทะเลสาบ Kawaguchi แต่พวกเราไม่ได้ลงที่นี่ เพราะที่พักของเรานั้น อยู่ใกล้กับ Fuji Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟเช่นเดียวกัน และเราก็ลงที่ Fuji Station ซึ่งเป็นสุดระยะของรถบัสคันนี้พอดี รวมระยะเวลาการเดินทางแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นเองครับ

เมื่อลงมาจากรถแล้ว พนักงานก็ขอเก็บตั๋วโดยสารคืน และรีบไปยกกระเป๋าเดินทางของเราที่อยู่ใต้ท้องรถให้ เรามาถึงที่ Fuji Station ก็แวะเข้าห้องน้ำกันซักครู่ จากนั้นเราก็เดินไปยังที่พัก ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินไม่นานนัก ระหว่างทางที่เราเดินไปที่พักในคืนนี้ เราเดินผ่านบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นที่รู้สึกได้เลยว่า ที่นี่คือบรรยากาศท้องถิ่นแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ เพราะตรงนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่คนญี่ปุ่นอาศัยอยู่กันจริง ๆ ร้านค้าจึงแทบไม่มี บ้านเรือนก็มีทั้งแบบสมัยโบราณเก่า ๆ จนไปถึงสมัยใหม่ ผสมควบคู่กันไป เราเดินทางไปไม่นาน ก็ถึงที่พัก ที่นี่คือ Mt Fuji Hostel Michael’s เป็น Hostel เล็ก ๆ ที่มีทั้งห้องนอนรวม และห้องนอนเดี่ยวแยกพิเศษ ตั้งอยู่ชั้นสองของตึก โดยชั้นล่างนั้นเป็นร้านบาร์เบียร์ ซึ่งตอนที่ผมไปพักนั้น ไม่ได้เปิดให้บริการแต่อย่างใด ก่อนที่จะขึ้นไปด้านบนนั้น เราก็พบกับแปลงปัดรองเท้า ที่เจ้าของ Hostel นั้นขอให้เราทำความสะอาดรองเท้ากันก่อนที่จะขึ้นบันได แค่ป้ายนี้ผมก็รู้สึกได้เลยว่า Hostel ที่นี่ น่าจะสะอาดแน่ ๆ เพราะใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่คาดไม่ถึงแบบนี้ด้วย

เมื่อเข้ามาด้านในผมก็ได้คุยกับพนักงานเพื่อทำการ Check-in โดยผมจองที่พักนี้ผ่าน Expedia และชำระเงินโดยตรงกันที่ Hostel เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เราก็เอากระเป๋าไปเก็บและเดินสำรวจบริเวณ Hostel กันต่อ และรู้สึกชอบขึ้นมาทันที เพราะที่นี่นอกจากความสะอาดที่ผมคาดเอาไว้แล้ว ยังจัดสรรพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ใช้เท่าที่จำเป็น โดยบางสิ่งบางอย่างต้องหามาเอง เช่น ผ้าขนหนู สบู ยาสีฟัน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราเตรียมมากันอยู่แล้ว ส่วนห้องอาบน้ำและสุขา ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบรวม แต่ก็แยกชายหญิงออกมาอย่างชัดเจนและสะอาดมาก ที่นี่ใช้ส้วมญี่ปุ่นแบบสมัยใหม่ที่ใช้ระบบไฟฟ้า ในส่วนห้องนอนที่เราเลือกนั้น เป็นห้องนอน 3 คนแบบญี่ปุ่น ที่ปูที่นอนบนพื้น ซึ่งนอนได้สบายมาก ๆ อีกทั้งยังมีที่นั่งริมหน้าต่าง ให้เราดูบริเวณหน้าโรงแรม และโซนสูบบุหรี่ ที่จัดอยู่ระเบียงด้านนอกอีกด้วย ซึ่งจากมุมนี้ เราสามารถเห็นฟูจิได้ เราเดินไปดูห้องนอนห้องอื่น ก็พบห้องนอนรวมที่เป็นเตียงสองชั้นที่ทำด้วยเฟอร์นิเจอไม้ที่ดูดีและดูอบอุ่น ถูกจัดเรียงกันอย่างเป็นสัดส่วน ไม่ดูอีึดอัด ที่นี่ยังมีบริการเครื่องดื่มฟรี เช่น ชา กาแฟ และมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางจำหน่ายอีกด้วย

และเหตุผลสำคัญที่เราเลือกพัก Hostel แห่งนี้ ก็เพราะอยู่ไม่ไกลจาก Chureito Pagoda หรือเจดีย์แดงเท่าไรนัก ใกล้พอที่จะปั่นจักรยานไปได้ หรือแม้กระทั่งเดินไปก็ยังได้ เดินเรื่อย ๆ เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ซึ่งตามแผนแล้วพวกเรามาฟูจิในครั้งนี้เพื่อตั้งใจจะมาถ่ายภาพที่เจดีย์แห่งนี้กันในตอนเช้ามึดของวันถัดไปนั่นเอง

ข้อมูลที่พัก

ชื่อที่พัก : Mt. Fuji Hostel Michael’s
Web site : http://www.mfi.or.jp/mtfujihostel/
Map : https://goo.gl/maps/TbxYxtbkB3Q2
วิธีเดินทาง : ถ้ามาด้วยรถไฟ ให้ลงที่สถานี Gekkouji จะใกล้ที่สุด ระยะทางจากสถานีรถไฟถึง Hostel เพียง 350 เมตร แต่ถ้าหากมาด้วยรถบัสจากโตเกียว ให้บอกคนขับว่าลงที่สถานีรถไฟ Fujisan station แล้วเดินอีกประมาณ 1 กิโลเมตร หรือถ้าต้องลงที่ Kawaguchiko station ก่อน ก็ให้นั่งรถไฟมาลงต่อที่สถานี Gekkouji แล้วเดินไปที่ Hostel ได้เลย


พวกเราเริ่มรู้สึกหิวกันแล้ว เราเลยไปเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ Hostel ว่า มีอะไรน่าสนใจอีกไหมนอกจากร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้าม Hostel แห่งนี้ โดยเรามุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ Gekkouji ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไร ก็พบว่า ระหว่างทางนั้นไม่มีร้านอาหารอยู่เลย มีเพียงร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เพียงร้านเดียวเท่านั้น เราเลยซื้อขนมกินกันเล่น ๆ แล้วยืนกินด้วยกันที่หน้า 7-Eleven จนเสร็จ แล้วก็เดินกลับไปยังร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้าม Hostel นั่นเอง

เมื่อเรามาถึงหน้าร้านก็พบว่า หน้าร้านเขียนป้ายภาษาญี่ปุ่นแขวนเอาไว้ที่ประตูที่ปิดอยู่จนมองไม่เห็นด้านใน ผมเลยไม่มั่นใจว่า ร้านปิดไปแล้วรึยัง ก็เลยลองเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า ด้านในเปิดไฟไว้เหมือนกับร้านยังไม่ปิด แต่ก็ไม่พบพนักงานหรือพ่อครัวซักคน เลย ส่งเสียงเข้าไปว่า “ซื้อหมี่มาเซ่น” จึงได้ยินเสียงขานรับจากด้านในว่า “ไฮ” แล้วพ่อครัวก็วิ่งออกมา สอบถามไปก็พบว่า ร้านยังไม่ได้ปิดนะ สั่งกันได้เลย พวกเราเลยไปนั่งที่โต๊ะด้านในแล้วสั่งอาหารกัน โดยอาหารในร้านนี้รสชาติดีมากเลยทีเดียว รู้สึกสัมผัสถึงรสชาติความเป็นญี่ปุ่นแบบท้องถิ่นของที่นี่ คือรสชาติไม่เหมือนที่เคยกินตามร้านอาหารทั่วไปเลย มันมีอะไรที่แตกต่างกันที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ อีกทั้งร้านอาหารนี้ตกแต่งกันแบบเหมือนอยู่ในบ้านชาวญี่ปุ่นท้องถิ่น มีความเก่าที่ดูดี พ่อครัวเป็นคนมีอายุหน่อยนึง พนักงานเสิร์ฟก็น่าจะเป็นภรรยาเขาเอง ไม่นานก็มีคนเข้ามาในร้าน ก็น่าจะเป็นลูกสาวที่เหมือนไปซื้อของมาจากด้านนอก ซึ่งซักพักนึงลูกสาวก็มาช่วยเสิร์ฟอาหาร … ความรู้สึกที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตของครอบครัวแบบใกล้ชิดนี้ มันดีสุด ๆ เลยหละ

เรากินกันจนอิ่มแล้ว ดูเวลาแล้วก็เริ่มค่ำแล้ว เราก็เริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับแผนของวันพรุ่งนี้ ว่าเราควรจะตื่นกันกี่โมงดีเพื่อไปถ่ายภาพวิวฟูจิบนเจดีย์แดง Chureito Pagoda ในตอนเช้ามึด แต่แล้วเราก็ทราบข่าวร้ายจาก App พยากรณ์อากาศว่า พรุ่งนี้จะมีหิมะตก 100 % นั่นหมายความว่า เราจะมองไม่เห็นฟูจิแน่นอน ซึ่งทำเอาพวกเรารู้สึกเฟล และเสียดายมาก เพราะพวกเรามาที่ Kawaguchiko ครั้งนี้ เราตั้งใจจะมาถ่ายภาพฟูจิในแสงเช้าเคียงคู่กับเจดีย์แดง Chureito Pagoda พวกเราจึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับความจริง และภาวนาว่าขอให้พยากรอากาศไม่เป็นความจริงเถอะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะพยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นนี้ ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำจนน่าตกใจ เมื่อเราทำอะไรกันไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เราจึงกลับ Hostel ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านอาหารนี้ แล้วก็พักผ่อนเอาแรงกันอย่างเต็มที่ เพื่อชาร์ตพลังให้กับตัวเองให้มีแรงสู้ต่อไปในวันถัดไป ….

สรุปภารกิจวันแรกของเราในวันนี้ ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะได้ภาพอาคารผู้โดยสาร International ของสนามบิน Haneda กับวิวภูเขาไฟฟูจินั้นได้ล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย รวมถึงแผนการเดินไปสำรวจเจดีย์แดงในช่วงเย็นก็ล้มเหลว เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่อำนวยกับการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง หมอกเยอะแบบนี้ นับว่าเป็นฝันร้ายของเราเลยหละ

สำหรับตอนต่อไปใน Day 2 จะมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ผมต้อง “เปลี่ยนแผน” อย่างกระทันหัน ซึ่งเป็นแผนที่คิดกันสด ๆ เนื่องจากความโหดร้ายของธรรมชาติที่มารังแกช่างภาพอย่างพวกเรา จะเป็นอย่างไร ไว้ติดตามอ่านกันตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้

Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net
Odd กฤตธน : https://www.facebook.com/odd.odd.904

 

1 thought on “10 วันสุดมันส์ ทริปล่าฝันของคนรักการถ่ายภาพ ณ ประเทศญี่ปุ่น DAY 1

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.