10 วันสุดมันส์ ทริปล่าฝันของคนรักการถ่ายภาพ
ณ ประเทศญี่ปุ่น DAY 2

สวัสดีท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านอีกครั้งครับ ตอนนี้ก็เป็น ตอนที่ 2 วันที่ 2 ใน 10 วัน กับเรื่องราวการเดินทางของคน 3 คน ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ และมีความฝันเดียวกันว่าอยากจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อไปถ่ายภาพโดยเฉพาะ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นภาพแนวไหน ขอแค่ให้ได้ถ่ายภาพกันแบบสบายใจ พวกเราก็มีความสุขแล้ว เรื่องถ่ายภาพเป็นเรื่องหลัก เรื่องกินเป็นเรื่องรอง เรื่องช๊อปปิ้งแทบไม่อยู่ในสมอง และนี่คือทริปถ่ายภาพสไตล์ของพวกเราใน 10 วันนี้ครับ

ความเดิมจาก ตอนที่แล้ว วันแรกของการเดินทาง พวกเราได้มาถึง Kawaguchiko ในช่วงเย็น แล้วทราบข่าวร้ายจากพยากรณ์อากาศว่า พรุ่งนี้จะมีหิมะตกตั้งแต่เช้า ทำให้แผนการไปถ่ายรูปเจดีย์แดงเคียงคู่กับฟูจินั้นมีโอกาสล่มสูง แล้วคืนนั้นพวกเราได้นอนกันที่ Hostel เพื่อรอเช้าวันถัดไปว่าพยากรณ์อากาศนั้นจะแม่นจริงไหม ?

สำหรับ “แผนที่วางเอาไว้ล่วงหน้า” ในวันที่ 2 ของพวกเราคือ ในตอนเช้า เราจะรีบตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อเดินทางไปเจดีย์แดง Chureito Pagoda แล้วเราจะถ่ายภาพฟูจิแสงเช้า เคียงคู่กับเจดีย์แดงกันอย่างเต็มอิ่ม จนเมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว เราจะกลับโรงแรมแล้วไปเอากระเป๋าเดินทาง Check out ออกจากโรงแรม แล้วนั่งรถไฟไปยัง Kawaguchiko Station แล้วเอากระเป๋าไปเก็บที่ Locker จากนั้นเราจะซื้อ Kawaguchiko Retro Bus Pass เพื่อไปท่องเที่ยวในเส้นทางทะเลสาบ Kawaguchi เช่น จุดชมฟูจิสะท้อนน้ำในทะเลสาบที่ Oishi Park กระเช้าขึ้นดูฟูจิบนเขา Kachi Kachi Rope Way จากนั้นก็จะกลับโตเกียวในช่วงบ่าย ถึงโตเกียวประมาณบ่าย 3 เราก็จะเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรม แล้วเดินทางไปยังเกาะ Odaiba เพื่อถ่ายภาพสะพานสายรุ้งในแสงเย็น จากนั้นก็กลับที่พัก ซึ่งนี่คือแผนที่สวยหรูของเราที่วางแผนล่วงหน้าไว้สำหรับวันนี้

“แต่เหตุการณ์จริง มันไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้”

เพราะอะไร ? แผนอันสวยหรูนี้ถึงล่มไม่เป็นท่า แล้วเราแก้ปัญหากันแบบไหนเพื่อให้ได้เป็นทริปถ่ายภาพให้ได้ตามความต้องการของพวกเรา… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาลุ้นกันต่อกับตอนที่ 2 กันเลยครับ


ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ


วันที่ 21 มีนาคม 2017 เวลา 06.00 น.
ณ Fujiyoshida , Kawaguchiko

ผมตื่นขึ้นมาก่อนใคร เพราะใจไม่อยากจะนอนต่อแล้ว จึงขอออกมาดูผลว่าพยากรณ์อากาศที่บอกไว้เมื่อวานว่าหิมะจะตกนั้น แม่นแค่ไหน ผลคือ … หิมะไม่ตกครับ !!! แต่ ๆ ๆ กลายเป็นฝนตกแทนซะอย่างนั้น ผมก็รู้สึกเฟลตั้งแต่เช้าเลย เพราะแผนการที่จะออกไปถ่ายภาพเจดีย์แดงเคียงคู่ฟูจินั้น ล้มเหลวแน่นอนแล้ว 100%

บอกตรง ๆ ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น ผมนอนไม่หลับเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ที่นอนก็นุ่ม อากาศในห้องก็อบอุ่นสบาย บรรยากาศก็น่านอน แต่เพราะใจยังกังวลเรื่องฝนอยู่ ตื่นมากลางดึกบ่อย ๆ ก็ได้ยินเสียงฝนตกจากด้านนอกดังเข้ามาถึงด้านในนี่แหล่ะ หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่หลายรอบ พอรู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว.  ผมเปิดดู App พยากรณ์อากาศอีกครั้งก็ทราบข้อมูลว่า ฝนที่ตกอยู่นี้จะกลายเป็นหิมะตั้งแต่เวลา 8.00 น. เป็นต้นไป และจะตกแบบนี้ยาวทั้งวันเลย แล้วก็เลื่อนไปดูที่ Tokyo ก็พบว่า อากาศไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า ที่โตเกียวนั้นมีฝนตกตลอดจนถึงช่วงค่ำ ไม่มีหิมะแต่อย่างใด

ทำอย่างไรดีหละครับ 1 วันกับทริปถ่ายภาพของพวกเราในวันนี้ พวกเราเจอหิมะตอนเช้าจนเที่ยง และเย็นนี้เรากลับโตเกียวก็เจอฝนอีก นี่คือโจทย์ที่เข้ามาท้าทายพวกเรา แล้วเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้กันอย่างไรดี ? … คำตอบคือ

“หากถ่ายวิวไม่ได้ ก็ถ่ายแนว Street Photography ซะเลยสิ”

นี่เป็นแผนสองของพวกเราครับ พวกเราตกลงกันตามนี้ แน่นอนว่า นี่คือทริปถ่ายภาพ พวกเราจะถ่ายภาพกันอย่างสำราญใจ จะเปลี่ยนแนวถ่ายภาพเป็นแบบไหน ภาพจะออกมาสวยหรือไม่ เราก็จะสนุกกับมันให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เห็น เพื่อเพิ่มประสบการณ์การถ่ายภาพที่ญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด ซึ่งถ้าหากเป็นทริปปกติ ถ้าเจอฝน เจอหิมะแบบนี้ ผมจะแก้แผนเป็นไปเที่ยวตามสถานที่ที่อยู่ในร่ม หรือไม่ก็พาไป Shopping เลย แต่นี่ไม่ใช่แนวของพวกเราสามคนครับ เรื่องช๊อปปิ้งไม่มีอยู่ในหัว ในหัวมีแต่เรื่องอยากถ่ายภาพอย่างเดียว

เราอยู่โรงแรมกันซักพักจนหิมะเริ่มตกหนักขึ้น เม็ดเริ่มใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดโจทย์ให้เราต้องแก้ไขคือ จากเดิม แผนของเราที่กำหนดไว้ว่า จะไปถ่ายภาพที่เจดีย์แดง แล้วกลับมาที่โรงแรม เพื่อเอากระเป๋า แล้วนั่งรถไฟไปที่สถานี Kawaguchiko เพื่อนั่งรถบัสกลับ Tokyo กับกลายเป็น เราติดหิมะอยู่ที่โรงแรม จะเดินลากกระเป๋าไปที่สถานีรถไฟก็ไปไม่ไหวแน่ ดังนั้น มีสิ่งเดียวที่เราเลือกได้ในตอนนี้คือ บริการ Taxi ของญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องราคาที่โหดร้าย แต่เราไม่มีทางเลือกแล้วครับ หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงให้ทาง Hostel เรียกรถ Taxi ให้พวกเรา…  

รอไม่นาน รถ Taxi ก็มารับถึงหน้า Hostel คนขับรถ Taxi แม้จะเป็นชายสูงอายุ แต่บริการได้อย่างรวดเร็ว ช่วยยกกระเป๋าของพวกเราใส่หลังรถ Taxi แต่ก็ไม่พอ กระเป๋าบางส่วนต้องเอาไว้ในรถด้านในบนหน้าตักของพวกเราเอง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้นั่ง Taxi ญี่ปุ่นครับ เราตื่นเต้นกันมาก เพราะนอกจากสายตาที่เราจะมองวิวข้างทางที่ชวนให้ถ่ายภาพอยู่ตลอดแล้ว “สายตาเราก็ตื่นเต้นกับตัวเลขมิตเตอร์ที่ขยับขึ้นอย่างไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าพวกเรา” … ภายใน Taxi นั่งสบายดีครับ ในรถก็เปิด Heater ให้เราได้อุ่นกัน เบาะนุ่ม คนขับก็สุภาพ ขับนิ่มมาก ไม่นาน เราก็ถึงจุดหมายที่ Kawaguchiko Station ที่ ๆ เราต้องรอรถบัสกลับ Tokyo

เมื่อเรามาถึง เราก็พบกับภาพสถานีรถไฟ Kawaguchiko Station ที่ดูสวยงามมากเมื่อมีหิมะตกลงมา แต่ผมก็คิดในใจว่า “มันจะสวยกว่านี้นะ ถ้าได้เห็นฟูจิเป็นฉากหลัง” แล้วคนขับรถก็มาจอดส่งเราที่ด้านข้างสถานี แล้วเอากระเป๋าลงจากท้ายรถให้ เราจ่ายเงินค่า Taxi ไปเป็นจำนวน 2170 Yen กับระยะทาง 3.7 กิโลเมตร ก็ถือว่าราคาแพงนะเนี่ย แต่พอเอามาหาร 3 คน ราคาก็พอรับได้นะ

ชื่อสถานที่ : Kawaguchiko Station
Maphttps://goo.gl/maps/1HCgapfH7Ku
วิธีเดินทาง : จาก Tokyo เดินทางด้วยรถไฟสาย JR Chuo Line ไปยังสถานี Otsuki เพื่อเปลี่ยนขบวนมาใช้รถไฟ Fujikyu Railway แล้วมุ่งหน้าสู่ Kawaguchiko หรือจาก Narita จะมีรถไฟ Narita Express (NEX) ให้บริการวิ่งตรงจากสนามบินนาริตะ ไปยัง Kawaguchiko ในบางเวลา อีกวิธีที่ขอแนะนำคือ Highway Bus รถบัสวิ่งตรงจาก Shinjuku , Shibuya ไปยัง Kawaguchiko สามารถเลือกขึ้นได้ตามสะดวก
Highway Bushttp://highway-buses.jp/thai/

เราเดินลากกระเป๋าเข้าไปยังอาคารสถานีรถไฟ ด้านในจะถูกแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เช่น โซนจำหน่ายตั๋ว โซนทางขึ้นรถไฟ โซนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว โซนร้านขายของฝาก โซนร้านอาหาร มีบริการตู้ Locker หยอดเหรียญ และ ห้องน้ำ เรียกได้ว่าอยู่ในตัวสถานี มีครบในสิ่งที่เราต้องการหมด เราเข้าไปในโซนร้านอาหารก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อไปจับจองที่นั่ง โชคดีของเราที่ตอนนั้นที่นั่งว่างเยอะมาก เพราะคนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไร เอากระเป๋าวางเสร็จปุ๊ป เราก็มาสั่งอาหารเช้ามาทานรองท้อง เมนูมื้อเช้าของเราวันนี้คือ อุด้งผักรวม รสชาติงั้น ๆ ธรรมดา ๆ พอกินแก้หิวได้ และไม่นานร้านค้าก็เริ่มจำหน่ายอาหารมื้อเที่ยง คือ ข้าวแกงกะหรี่ เราสั่งมาทานกันอีกรอบ รสชาติก็โอเคดีนะ 

เมื่อเราทานเสร็จเราสามคนก็คุยกันว่า เรายังอยากจะนั่งรถบัสไปเที่ยวรอบทะเลสาบกันต่อไหม แต่ด้วยสภาพอากาศด้านนอกที่มีหิมะตกแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มองไปด้านนอกก็แทบไม่เห็นอะไร พวกเราจึงตัดสินใจยกเลิกแผนการท่องเที่ยวรอบทะเลสาบออกไปอย่างน่าเสียดาย แผนการถ่ายภาพฟูจิสะท้อนน้ำทะเลสาบ และ แผนนั่งรถกระเช้า Kachi Kachi Ropeway ไปถ่ายภาพฟูจิบนภูเขาก็ล่มอย่างเป็นทางการ

เมื่อเราตัดสินใจที่จะไม่ไปรอบทะเลสาบแล้ว ผมจึงเสนอว่า งั้นเราเลื่อนเวลาเดินทางกลับโตเกียวให้เร็วขึ้นกว่าเดิมดีไหม ? เพราะกำหนดการของเรา รถจะออกช่วงบ่าย งั้นเราเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเลยดีกว่า. ทุกคนก็เห็นด้วย ผมจึงไปจัดการเรื่องเลื่อนตั๋วที่ห้องจำหน่ายตั๋วรถบัส แต่พอไปถึงก็พบกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนต่อคิวกัน ซึ่งคิวที่ต่อนั้น คือคิวที่จำหน่ายตั๋วรถบัสกลับโตเกียว ผมก็คิดในใจว่า สงสัยไม่ได้เลื่อนแน่เลย…

ในนาทีนั้นเอง ผมก็เห็นเครื่องจำหน่ายตั๋วรถบัสอัตโนมัติ ซึ่งไม่มีใครมากดใช้บริการซักคนเดียว ด้วยความซนของผม ผมเลยออกจากคิว แล้วไปสำรวจเจ้าเครื่องจำหน่ายตั๋วเครื่องนี้ดู ผมได้ลองค้นหารถบัสในเที่ยวที่เร็วที่สุด ก็พบว่าที่นั่งเต็มหมด รวมถึงเที่ยวถัดไปเรื่อย ๆ เต็มหมดทุกเที่ยว แน่นอนครับว่า เราไม่ได้เลื่อนตั๋วแล้ว ทุกที่นั่งเต็มหมด ผมจึงทำได้แค่กดเลือกตั๋วตามที่ผมจองเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งวิธีใช้เครื่องนี้ก็ง่ายมาก เพียงแค่ใส่หมายเลขโทรศัพท์ที่ีผมกรอกเอาไว้ตอนจอง ข้อมูลการจองก็จะขึ้นมา แล้วเลือกได้ว่า จะชำระผ่านเงินสด หรือ บัตรเครดิต ผ่านเจ้าเครื่องนี้ได้ทันที ทุกอย่างง่ายมาก แป๊ปเดียวเราก็ได้ตั๋วมาแล้วโดยไม่ต้องไปต่อคิวให้เสียเวลา แต่มันก็น่าเสียดายอยู่ดีที่เราเลื่อนเวลาไม่ได้ สรุปว่า เราต้องรอกลับโตเกียวในช่วงบ่ายตามกำหนดการเดิม

เรากลับมานั่งที่ร้านอาหาร พร้อมกับสั่งของกินมาทานเล่นกันต่อ เราก็คุยกันว่า ไหน ๆ ก็เลื่อนไม่ได้แล้ว เราก็ถ่าย Street Photography แถวนี้ท่ามกลางหิมะกันเลยดีกว่า เราจึงผลัดกันไปถ่ายรูปบริเวณสถานีรถไฟกันอย่างเพลิดเพลิน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นฟูจิแล้ว แต่หิมะมันก็ช่วยเราเล่าเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ได้เหมือนกัน เพราะนี่คือหิมะครั้งแรกของพวกเรา แต่เป็นหิมะที่เราไม่อยากจะเจอ ซึ่งเราก็ต้องอยู่กับมัน ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส มันจะมีซักกี่ครั้งในชีวิตนี้ที่หิมะจะมาตกให้คนที่อยู่เมืองร้อนอย่างพวกเราได้เห็นกันจริง ๆ เนอะ

การถ่ายภาพแนว Street Photography นั้น เราจะเน้นเล่าเรื่องราวความเป็นจริงของเหตุการณ์สถานการณ์ในตอนนั้นว่า เกิดอะไรขึ้นโดยไม่มีการจัดฉากปรุงแต่งใด ๆ . หากในภาพถ่ายมีภาพบุคคลประกอบในเฟรมด้วย การถ่ายภาพที่ผมชอบจะเป็นการถ่ายแบบไม่ให้ผู้ถูกถ่ายภาพรู้ตัวว่ากำลังโดนถ่าย หรืออาจจะรู้ตัว แต่ไม่ได้มองกล้องที่เรียกกันว่า Candid Photography ครับ. ซึ่งการถ่ายภาพบุคคลโดยไม่ได้บอกล่วงหน้านั้น เราต้องคำนึงถึงมารยาทและความเหมาะสมด้วย หากภาพใดเป็นภาพหลุดที่ดูไม่งาม เราก็ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ให้คนอื่นได้เห็นครับ.

ส่วนเทคนิคการถ่ายภาพแนว Street Photography แบบ Candid นั้น เป็นความสามารถที่ต้องฝึกฝนกันพอสมควร การถ่ายภาพแนวนี้ เราต้องสังเกตุสิ่งรอบข้างตลอดเวลา ต้องมีสมาธิอยู่เสมอ เพราะเหตุการณ์ที่เราจะได้ภาพสวย ๆ นั้น มันอาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีและผ่านแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่อาจย้อนกลับมาอีก. อีกทั้งเราต้องถ่ายภาพด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเมื่อไรที่เรายกกล้องขึ้นมาโดยไม่ระวัง ผู้ที่อยู่ในเฟรมภาพเห็นว่าเรายกกล้องขึ้นมา เหตุการณ์ในภาพที่เราเห็นแล้วอยากจะได้ ก็จะเปลี่ยนไปทันที มีตั้งแต่ท่าทางที่เปลี่ยนไป หันมามองกล้องบ้าง จนไปถึง เดินมาบอกเลยว่าห้ามถ่ายรูปนี้ หนักหน่อยก็มาสั่งให้ลบรูปทิ้งไปเลยก็มีครับ.

เราถ่ายรูปกันจนพอใจ จนถึงใกล้เวลาขึ้นรถบัสแล้ว เราก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมายังจุดยืนรอรถบัสไป Tokyo โดยเที่ยวนี้เราจะไปลงที่สถานี Shinjuku เราไปถึงคิวรอรถบัส ก็พบกับพนักงานยืนอำนวยความสะดวกอยู่ ผมก็เอาตั๋วให้เขาดูแล้วถามว่า รถมาจอดตรงนี้ใช่ไหม ? พนักงานก็ตอบกลับมาว่า ใช่ แต่ต้องขออภัยด้วย เพราะรถบัสจะมาช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่อำนวย แต่ให้เรารอบริเวณนี้ได้ เพราะรถบัสใกล้จะมาถึงแล้ว

เรายืนหลบหิมะใต้หลังคาสถานีรถไฟกันซักครู่ ก็มีรถบัสมาจอดตรงป้ายที่เรายืนรอกัน ผมก็เดินไปถามอีกครั้ง เขาบอกว่า ยังไม่ใช่รถคันนี้จ้า รอต่อไปอีกนะ ไม่นานซักพัก พนักงานที่ยืนอำนวยความสะดวกที่ผมถามตอนแรก ก็เดินมาเรียกผมให้ไปขึ้นรถอีกป้ายหนึ่ง พวกเราก็แปลกใจที่รถไปจอดไม่ตรงป้ายซะอย่างนั้น ซึ่งผมเดาว่า เพราะรถมาช้า เลยทำให้ป้ายที่รถจะจอดจริง ๆ นั้น ไม่ว่างแล้ว เลยต้องไปจอดอีกป้ายหนึ่งที่ไม่ตรงกัน เป็นโชคดีของเราที่ก่อนหน้านี้เราไปถามพนักงานก่อนจนพนักงานจำได้ว่า ยังมีอีก 3 คนที่จะขึ้นรถรอบนี้ ยืนรออยู่ตรงนี้นะ พนักงานเลยมาเรียกเราไปขึ้นรถได้นั่นเองครับ.

เมื่อผมมองไปเห็นรถที่เราจะเดินทางแล้ว ผมก็ยิ้มออกเลยเพราะ “รถน่ารักมาก” รถบัสคันนี้ เป็นรถบัสลายการ์ตูนรถไฟโทมัส อารมณ์เหมือนพวกเราจะได้ไปนั่งรถโรงเรียนอนุบาลเลยหละ เราเดินไปที่รถ ยื่นตั๋วให้คนขับ พร้อมนำกระเป๋าให้พนักงานเก็บใต้ท้องรถให้เรียบร้อย พอเข้ามาในตัวรถ ก็ทำให้ผมยิ้มออกอีกแล้ว เพราะเบาะภายในก็ตกแต่งด้วยเบาะลายการ์ตูนโทมัสอย่างน่ารัก แต่เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพมา เพราะมีคนนั่งอยู่ในรถเต็มไปหมด ถ้าถ่ายภาพตรงนี้มาจะมองเห็นด้านหน้าของทุกคน มันจะดูเสียมารยาทมาก เราเลยรีบไปนั่งตามที่นั่งที่จองไว้ ซักพัก รถบัสก็ออกเดินทาง โดยแวะรับผู้โดยสารเพิ่มเติมที่สวนสนุก Fuji Q Highland แล้วก็ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าสู่โตเกียว ภายในรถ มีบริการ Free Wifi ให้ใช้บริการด้วยนะ เรานั่งกันซักพัก ดูวิวข้างทางไปเรื่อย ๆ พอออกจากเขต Kawaguchiko แล้วจากหิมะ ก็กลายเป็นฝนแทนซะอย่างนั้น …

เนื่องจากบรรยากาศฝนตกที่ชวนง่วง บวกกับอากาศภายในรถ อบอุ่นกำลังดี จึงทำให้รู้สึกง่วงนอนขึ้นมา ผมจึงหยิบที่ปิดตาของการบินไทย ที่ได้รับแจกจากลูกเรือบนเครื่องบินเมื่อวานนี้มาใช้งานอีกครั้ง พอปิดตาปุ๊ป ก็หลับยาวจนถึงโตเกียวเลยหละครับ ตื่นมาอีกที ก็เข้าเขตโตเกียวแล้ว เจอรถติดพอสมควร ฝนก็ยังคงตกไม่หยุดอยู่ดี จนกระทั่งรถบัสเลี้ยวเข้าไปในอาคารจอดรถที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสถานีรถไฟ Shinjuku ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเรา

พวกเราลงจากรถ คืนตั๋วโดยสารให้พนักงาน แล้วรับกระเป๋าเดินทาง ผมมองไปรอบ ๆ ก็ถึงกับมึนว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของชินจุกุหว่า ผมรู้มาแค่ว่า ที่จอดรถบัสอยู่ทางทิศใต้ของสถานีรถไฟ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วที่ผมมาขึ้นรถบัสไป Kawaguchiko จุดขึ้นรถบัสก็ไม่ใช่ตรงนี้ เพราะเขาเพิ่งจะย้ายมาใช้งานที่ใหม่เมื่อไม่นานมานี้เอง พอตั้งสติได้ ผมเลยหยิบแผนที่ผมทำเอาไว้ออกมาดู ก็พบข้อมูลว่า เราต้องไปขึ้นรถไฟกันที่ไหน แต่เพื่อความสดใหม่ของข้อมูล ผมจึงเปิด App ที่ผมโหลดเตรียมมาก่อนในมือถือที่ชื่อว่า Tokyo Subway Navigation for Tourists ซึ่ง App ตัวนี้ เป็น App ที่เราใช้อ้างอิงควบคู่ไปกับ Tokyo Metro Pass ที่เราซื้อมาเมื่อวานได้แน่นอน โดย App นี้ จะแสดงเส้นทางการเดินทางไปยังสถานีต่าง ๆ ที่ Tokyo Metro Pass ใช้งานได้ หากใครมีแผนจะใช้ Tokyo Metro Pass ก็อย่าลืมโหลด App ตัวนี้ติดเครื่องไว้ด้วยนะครับ

Tokyo Subway Navigation for Tourists โดย Tokyo Metro Co., Ltd.
Download > https://appsto.re/th/tMQwY.i

เมื่อเปิด App แล้ว ใส่ข้อมูลต้นทางไปว่า Shinjuku ปลายทาง Asakusa ก็พบกับผลลัพท์ว่า ให้เราไปที่สถานีรถไฟเส้นสีเขียว Shinjuku Line [S01] Shinjuku ไปลงที่สถานี [S09] Bakuro-Yokoyama และเดินออกไปต่อรถไฟเส้นสีชมพู Asakusa Line [A15] Higashi-Nihombashi ไปลงที่สถานี [A18] Asakusa ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 27 นาที ครับ และให้ใช้ทางออก 1 หรือ 3 เพื่อออกมายังวัดเซนโซจิ เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่เราจะพักในคืนนี้ โรงแรม “Hotel Trend Asakusa” ซึ่งเราต้องเดินผ่านวัดเซนโซจิ และแหล่งช๊อปปิ้งของย่าน Asakusa ระหว่างนี้ฝนก็ยังคงตกไม่เลิก เราก็เดินตากฝนนิดหน่อย แต่ก็มีบางช่วงที่เป็นถนนในร่ม มีหลังคา เดินสบาย ๆ เพลิน ๆ ไม่นานก็ถึงหน้าโรงแรมครับ

เหตุผลสำคัญที่ผมใช้ App ตัวนี้เป็นหลัก แต่ไม่ใช้ Hyperdia หรือ Google Map ในการนำทาง เนื่องจาก App นี้จะยืนยันได้ว่า ขบวนรถที่เรานั่งนั้น ใช้ได้กับ Tokyo Metro Pass ที่เราถืออยู่ได้แน่นอนครับ หากผมใช้ Hyperdia หรือ Google Map รถไฟที่แสดงออกมานั้น อาจจะไม่ได้รวมอยู่ใน Pass ตัวนี้ก็ได้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมจึงใช้ App Tokyo Subway อันนี้เป็นหลักครับ.

ชื่อที่พัก : Hotel Trend Asakusa
Web site : http://hotel-trend.jp/asakusa/
Map : https://goo.gl/maps/UJhvwbJnmam ** ใน google street view จะไม่เห็นโรงแรม
วิธีเดินทาง : ถ้ามาด้วยรถไฟ Tokyu Metro สาย Ginza line ให้ออกทางออกที่ 1 หรือ 3 หรือ หรือ Asakusa line ให้ออกทางออก A4 เดินตามถนนมาเรื่อย ๆ จะเห็นถนนย่าน Shopping ของวัดเซนโซจิ ให้เดินมาทางทิศตะวันออกเรื่อย ๆ จนเจอ McDonald’s ตรงหน้า แล้วโรงแรมจะอยู่ด้านซ้ายมือ ถ้ามาด้วยรถไฟสาย Tsubuka Express จากสถานี Asakusa ให้ออกทางออก South A เลี้ยวซ้ายเข้าซอย จะเจอกับ McDonald’s โรงแรมจะอยู่ขวามือถัดจาก McDonald’s ไม่ไกล

เมื่อถึงโรงแรม ผมก็ได้คุยกับพนักงานเพื่อทำการ Check in ให้เรียบร้อย เราได้ห้องที่ชั้น 3 แต่ข่าวร้ายคือ โรงแรมนี้ ไม่มีลิฟ !! พวกเราอึ้งมาก เพราะว่าเราลากกระเป๋ามาเหนื่อย ๆ แล้วยังจะต้องหิ้วกระเป๋าขึ้นชั้น 3 อีก แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป พวกเราจึงหิ้วกระเป๋าขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ จนถึงห้องพัก เมื่อถึงห้องพัก เราก็ตะลึงกับขนาดของห้องที่เล็กกว่าที่คาดไว้มาก คือเล็กมากสำหรับ 3 คน ความเล็กของห้องทำให้เรามีปัญหาอยู่นิดหน่อยในเรื่องการวางกระเป๋าเดินทาง ซึ่งหากใครจะเปิดกระเป๋า ก็ต้องโยกย้ายสลับตำแหน่ง เลยรู้สึกลำบากพอสมควร แต่เมื่อผมกลับมาคิดอีกที ห้องพักเล็ก ๆ ขนาดนี้ มันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับโรงแรมประเภท Business Hotel ของโตเกียวอยู่แล้วหละ ส่วนข้อดีของโรงแรมนี้ก็มีอยู่บ้างนะ คือ ใหม่ และ ไม่แพง อยู่ใกล้กับแหล่งของกิน ซึ่งเราชอบมาก และแหล่งช๊อปปิ้ง ซึ่งเราเฉย ๆ เรียกได้ว่า อยู่แถวนี้ ไม่อดแน่นอน มีของกินเพียบ

เรานั่งพักผ่อนที่ห้องซักพัก ก็เริ่มคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะตามแผนคือ เราจะไป Odaiba ไปถ่ายสะพานสายรุ้ง แต่ฝนตกแบบนี้ ถ่ายภาพที่นั่นไม่ได้แน่นอน สมาชิกคนหนึ่งได้เสนอว่า งั้นเราไป Shibuya กันไหม ? ไปถ่าย Street Photography ที่แยกวุ่นวายกัน โดยภาพที่ต้องการคือ “คนกางร่มข้ามแยกวุ่นวายในช่วงกลางคืน” … เอ้อ เข้าท่า ๆ เป็น Idea ที่ดีเลย ทุกคนเห็นด้วย ไม่รอช้า เราก็ออกจากโรงแรมไปยัง Shibuya ทันที แต่พวกเราก็เริ่มหิวแล้ว เราตั้งใจจะหาร้านเนื้อย่างกินกัน แต่ก็ไม่มีร้านไหนถูกใจ สุดท้าย เราก็ไปนั่งทานร้านอาหารบนห้าง Matsuya Asakusa ซึ่งตั้งอยู่บนสถานีรถไฟที่เราจะเดินทางไปพอดี พอทานกันเสร็จ เราก็เดินทางไปยัง Shibuya กันต่อทันที

วิธีเดินทางไป Shibuya จาก Asakusa นั้นก็ไม่ยาก แค่ไปที่รถไฟสาย Ginza Line สถานี [G19] Asakusa นั่งยาว ๆ ไปจนสุดสายที่สถานี [G01] Shibuya โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายใด ๆ

แต่ในการเดินทางครั้งนี้ หนึ่งสมาชิกของเราได้พบกับ Event ที่คาดไม่ถึง นั่นคือสมาชิกท่านนี้ได้ทำบัตร Tokyo Metro Pass หล่นหายไประหว่างเดินทาง หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ตอนนั้นก็ทำเอาช๊อคไปตาม ๆ กัน ตอนนั้นผมก็คิดวิธีแก้ปัญหาเรื่องแรกเลยคือ “ทำยังไงถึงจะออกจากสถานี Shibuya ได้ ในกรณีบัตรหาย” เราจึงไปคุยกับนายสถานี สอบถามว่าในกรณีแบบนี้ เราต้องทำอย่างไร นายสถานีก็ใจดี ให้สมาชิกที่ทำบัตรหาย ออกจากสถานีได้เลย ส่วนที่เหลือ ก็สอดบัตรออกมาตามปกติ แต่ครั้งต่อไป ก็ต้องซื้อตั๋วตามปกติแล้วนะ พวกเราก็ขอบคุณนายสถานี แล้วก็เดินออกมาจากสถานี เดินมาเรื่อย ๆ หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเรื่อย ๆ จนเดินมาถึงแยกวุ่นวาย อันเป็นสัญลักษณ์ของ Shibuya

เราเล็งเป้าหมายจุดถ่ายภาพจุดแรกของค่ำนี้ไว้ที่ร้าน Starbuck อันเป็นจุดถ่ายภาพแยกวุ่นวายจุดหนึ่งที่เราต้องมาเยือนให้ได้ เพราะที่นี่เป็นจุดยอดนิยมที่หลายคนนิยมมาถ่ายภาพกันที่จุดนี้. เราสั่งเครื่องดื่มกันคนละแก้ว แล้วเดินขึ้นมาชั้นสอง ก็พบว่ามีลูกค้าที่มาจับจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมบรรยากาศแยกวุ่นวายนี้อยู่เต็มทุกที่นั่ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีคนยืนเพื่อต่อคิวที่จะนั่งที่นั่งกันต่อ พวกเราก็ต้องทำตามเขา ยืนรอกันไป ไม่นานเราก็ได้ที่นั่ง จึงเริ่มถ่ายภาพกันทันที

การถ่ายภาพที่นี่ก็มีปัญหามารบกวนอยู่นะ มีอยู่ 3 เรื่องที่ผมสรุปได้ คือ 1. ปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากด้านหลัง เพราะภายในร้านนั้นมีแสงไฟ เมื่อเราถ่ายภาพออกไปที่ด้านนอกผ่านกระจก ก็จะมีแสงไฟสะท้อนกระจกออกมา 2. โต๊ะที่นั่งริมหน้าต่าง อยู่ไม่ติดกับริมหน้าต่าง ก็ทำให้ปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากข้อ 1 มีมากขึ้นกว่าเดิม 3. มีคนรอคิวอยู่ด้านหลังตลอด ทำให้ผมรู้สึกเกรงใจ ไม่มีสมาธิในการถ่ายภาพ จึงรู้สึกไม่ค่อย Happy กับการถ่ายภาพในบรรยากาศแบบนี้เท่าไร เราถ่ายกันไม่นาน กาแฟยังไม่ทันหมดแก้ว เราก็ออกมาด้านนอก เพื่อไปยังจุดถ่ายภาพอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ

จุดถ่ายภาพอีกจุดหนึ่ง อยู่ตรงข้ามกับร้าน Starbuck เลยครับ ทางขึ้นอยู่ที่ห้าง Tokyu เป็นทาง Sky Walk เชื่อมระหว่างตึก โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตรงจุดนี้มากกว่าที่ Starbuck จุดถ่ายภาพนี้น่าสนใจกว่าจุดแรกก็ตรงที่ เราไม่ต้องไปต่อคิวถ่ายภาพจากใคร ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ เพราะเราสามารถวางกล้องแล้วถ่ายได้เลย ถ่ายแนบกระจกได้ และมีแสงรบกวนจากด้านในน้อย เราถ่ายภาพกันซักพักจนพอใจแล้ว เราจึงตัดสินใจกลับที่พัก เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยต่อไปในวันพรุ่งนี้

ชื่อสถานที่ : Shibuya
Map : https://goo.gl/maps/pP7Nj51pCPE2
วิธีเดินทาง : เดินทางด้วยรถไฟสะดวกที่สุด สายหลัก ๆ ที่ผ่านที่นี่คือ JR Yamanote Line ส่วน รถไฟ Subway ก็มีสาย Ginza Line , Fukutoshin Line , Hanzomon Line  เมื่อถึงแล้วหากต้องการไป 5 แยกวุ่นวาย ให้ออกทางออกหมายเลข 8 จะเจอกับรูปปั้นหมาฮาจิโกะ ซึ่งตรงนี้คือ 5 แยก Shibuya

แต่ Event พิเศษยังไม่จบเท่านี้ เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มทำ Tokyo Metro Pass หาย ผมคำนวนในใจคร่าว ๆ แล้ว ถ้าหากจะเดินทางด้วยการจ่ายเงินแบบปกติ มันก็จะสิ้นเปลืองเกินไปมาก ผมจึงอาสาที่จะเดินทางไปซื้อ Tokyo Metro Pass ให้ที่สนามบิน Haneda คนเดียว และก็ให้สมาชิกที่เหลือกลับโรงแรมกันไปก่อน โดยการเดินทางกลับโรงแรมในรอบนี้ สมาชิกที่ทำ Pass หาย ก็ต้องจ่ายเงินค่าเดินทางตามปกติ 240 เยน โดยนั่งย้อนกลับไปแบบเดิมที่เรามา นั่นคือ นั่งสาย Ginza Line เส้นสีเหลือง จากสถานี [G01] Shibuya ไปลงที่ [G19] Asakusa แล้วก็เดินกลับโรงแรม ส่วนผมนั้น ต้องลงที่สถานี [G08] Shimbashi แล้วเปลี่ยนสายไปเป็น Asakusa Line สีแดงอ่อน [A10] Shimbashi แล้วนั่งยาวไปจนถึงปลายทางที่ Haneda Airport International Terminal ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 410 Yen เพราะเป็นการเดินทางออกนอกเส้นทางที่ Pass ครอบคลุม โดยให้จ่ายเงินเพิ่มกับนายสถานีที่สถานีปลายทาง พร้อมยื่นบัตร Tokyo Metro Pass ควบคู่กันไปด้วย

เมื่อเข้ามาถึงในอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ของสนามบิน Haneda ผมก็รีบไปซื้อ Tokyo Metro Pass ทันทีที่จุดจำหน่ายตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยว แต่คราวนี้ผมซื้อแบบ 48 ชั่วโมงให้แทน เพราะเรายังเหลือเวลาอีก 2 วันที่จะอยู่ในโตเกียว ดังนั้น 48 ชั่วโมงจึงเพียงพอแล้วหละ วิธีการซื้อก็ง่าย ๆ เพียงแค่แสดง Passport ที่มีตราประทับ VISA แบบนักท่องเที่ยวให้เจ้าหน้าที่ดู เราก็มีสิทธิ์ซื้อแล้วครับ

พอซื้อเสร็จปุ๊ป ภารกิจหลักก็เสร็จสิ้น ภารกิจลับที่ผมคิดเอาไว้ตอนระหว่างนั่งรถไฟมาก็เริ่มขึ้น นั่นคือ “การถ่ายภาพที่จุดชมเครื่องบินเวลากลางคืน” เนื่องจากไหน ๆ ผมได้มาสนามบิน Haneda ตอนกลางคืนแบบนี้แล้ว เลยอดไม่ได้ที่แวะแว๊บไปทำภารกิจดูจุดชมเครื่องบินอีกครั้ง คราวนี้ผมอยากจะลองถ่ายภาพแนว Night Shot ที่สนามบินดูบ้าง แต่พอไปถึงปรากฏว่า ฝนยังตกไม่เลิก ก็ทำให้ผมรู้สึกเซ็งกับธรรมชาติที่ยังไม่เลิกรังแกผม ฝนตกไม่ยอมหยุดซักที แต่เมื่อผมเห็นเครื่องบินลำหนึ่งจอดอยู่ไกล ๆ นั่นคือ ANA ลาย Starwar BB-8 ลำที่ผมชอบมาก จอดอยู่ แต่ผมไม่ได้พกเลนส์ Tele-Zoom มาด้วย ก็เลยทำได้เพียงใช้เลนส์ระยะ Normal ถ่ายมาแบบไกล ๆ ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา ผมยืนตากฝนถ่ายรูปเครื่องบินแบบหนาว ๆ นั่นแหล่ะ แต่ก็ยืนได้แป๊ปเดียว เพราะทนกับความหนาวและฝนที่ตกลงมาไม่ไหว เลยขอยอมแพ้ เอารูปเท่าที่ได้เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าอยู่นานกว่านี้ เกิดป่วยเป็นหวัดขึ้นมา แผนการวันอื่น ๆ คงได้พังพินาศแน่นอน

สรุปภารกิจลับนี้ เรียกได้ว่าเกือบสำเร็จดีกว่า เพราะถ่ายได้ไม่เต็มที่ตามที่ใจต้องการ เลนส์ระยะ Tele-Zoom ก็ไม่ได้พกมา แต่อย่างน้อยก็ได้ภาพมานิดหน่อย ไม่ถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงครับ

ผมเดินทางกลับไปยัง Asakusa ด้วยรถไฟสายเดิม นั่งยาว ๆ แบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวน เพราะรถไฟนี้ เป็นสาย Keikyu Airport Express แต่เมื่อวิ่งไปถึงสถานี Sengakuji รถไฟขบวนนี้ ก็จะกลายเป็นสาย Asakusa Line ซึ่งจะวิ่งตรงไปถึง Asakusa ได้โดยที่ไม่ต้องลงจากรถไฟ เรียกได้ว่า นั่งยาว ๆ สบาย ๆ ได้เลยครับ และแน่นอนว่า มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 410 Yen สำหรับการนั่งรถไฟสาย Keikyu Airport Express ซึ่งสายนี้อยู่นอกเหนือ Pass ที่เราใช้ โดยวิธีออกจากสถานีครั้งนี้จะต่างจากครั้งแรกเล็กน้อยตรงนี้ เราไปกดซื้อตั๋วที่ตู้ได้ในราคา 410 Yen หรือถ้าหากใครไม่ถนัดกดตั๋วที่ตู้ ก็คุยกับประชาสัมพันธ์หน้าสถานีก็ได้ บอกพนักงานไปว่า เราต้องการจะไป Asakusa พร้อมกับใช้ Tokyo Metro Pass นี้ ต้องทำอย่างไร เดี๋ยวพนักงานจะอธิบายเอง พร้อมกับให้ซื้อตั๋ว 410 Yen

เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว ก็เข้าสถานีด้วยการสอดตั๋วลงไปตามปกติ โดยไม่ต้องสอด Tokyo Metro Pass จากนั้นเราก็นั่งรถไฟไปจนถึงสถานีปลายทางแล้ว ตอนเราจะออกจากสถานี เราไม่ต้องสอดตั๋วที่เครื่องตรวจตั๋วนะ ให้เราโชว์ตั๋วที่เราสอดเข้ามาตอนแรกที่สถานีต้นทาง พร้อมกับ Tokyo Metro Pass ให้กับนายสถานี แล้วบอกว่า เรามาจากไหน นายสถานีจะตรวจตั๋วของเรา เมื่อเรียบร้อย นายสถานีก็จะเก็บตั๋วพร้อมคืน Pass ให้กับเรา แล้วเราก็จะออกจากสถานีได้

หากใครคิดไม่ออกว่าจะพูดกับนายสถานีว่าอย่างไร ก็ให้พูดง่าย ๆ ว่า “ซื้อหมี่มาเซ่น ไอ คัม ฟอร์ม ฮาเนดะ แอร์พอท แอ่น ไอ ว๊อน ทู เก็ต เอ๊า ฟอร์ม ดิส สะเตชั่น” พร้อมกับยื่นตั๋วพร้อม Pass ให้ แล้วอย่าลืมกล่าวขอบคุณว่า “อาริกาโตะ” เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยด้วยนะครับ

เมื่อมาถึง Asakusa แล้ว ฝนก็หยุดตกพอดี ผมก็เดินทางกลับโรงแรม ระหว่างทางก็ได้ผ่านประตูโคมแดงของวัดเซนโซจิอันเลื่องชื่อ ที่มีคนนิยมมาถ่ายภาพกันมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ตอนกลางคืน ก็ยังมีคนมาถ่ายภาพคู่กับโคมแดงกันเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมเลยถือโอกาสถ่ายภาพประตูวัดเซนโซจิกับโคมแดงนี้ไว้ในยามค่ำคืน ซึ่งได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ีงที่ดูไม่วุ่นวาย สามารถรอจังหวะปลอดคนได้ด้วย ถือว่าเป็นโบนัสปลอบใจสำหรับวันนี้ วันที่ธรรมชาติรังแกส่งฝนมาให้ชุ่มฉ่ำทั้งวัน

เมื่อถ่ายภาพจนพอใจแล้ว ผมก็เดินกลับไปที่โรงแรม และก่อนเข้าโรงแรม ก็ได้แวะซื้อของกินจากร้าน Lawson เข้าไปนั่งกินที่โรงแรมด้วย และผมก็ได้ลองซื้อน้ำเลม่อนผักชี ซึ่งผมได้ข่าวมาจากเพจ WA-Japan ว่าเพิ่งจะวางขายวันนี้เป็นวันแรกมาลองดื่มดูด้วย จะเป็นอย่างไร ลองชม Video รีวิวสั้น ๆ นี้เป็นของแถมให้สำหรับบทความในวันนี้

“วันที่ธรรมชาติรังแก แต่เราไม่ขอแยอมแพ้ต่อโชคชะตา”  

สำหรับตอนต่อไป Day 3 จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อถ่ายภาพในโตเกียว ที่เป็นไปตามแผนบางส่วน และมีปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อยตามสถานการณ์ ซึ่งวันนี้เราได้ถ่ายภาพกันอย่างเต็มอิ่ม โดยไม่มีฝนมากวนใจ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป เร็ว ๆ นี้ครับ


Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net
Odd กฤตธน : https://www.facebook.com/odd.odd.904

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.