10 วันสุดมันส์ ทริปล่าฝันของคนรักการถ่ายภาพ
ณ ประเทศญี่ปุ่น DAY 3

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับตอนที่ 3 ของบทความการเดินทางท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพื่อการถ่ายภาพ ซึ่งแผนการท่องเที่ยวของเราครั้งนี้จะเน้นการถ่ายภาพ เน้นเดินชมบรรยากาศ ส่วนเรื่องกินเป็นเรื่องเล็ก เรื่องช๊อปไม่มีในแผน ภายใต้คอนเซ็ป “ช๊อปไม่ยุ่ง มุ่งถ่ายภาพ” ครับ

ในวันที่ 3 ของการเดินทางทริปนี้ เป็นวันแรกที่ท้องฟ้าอากาศเอื้ออำนวยให้กับพวกเราในการถ่ายภาพอย่างดีเป็นครั้งแรกของทริปนี้เลยครับ อากาศวันนี้ยังคงหนาวเช่นทุกวัน แต่ไม่มีฝน ไม่มีหมอก ท้องฟ้ามีเมฆเป็นบางส่วน มีแสงแดดอาทิตย์ส่องแสงสวย ๆ ให้เราถ่ายภาพกันอย่างเพลิดเพลินจนถึงช่วงค่ำกันเลยหละ

ตามแผนการท่องเที่ยวคร่าว ๆ ของเราในวันนี้ เราจะไปที่ตลาดปลา Tsukiji ในตอนเช้า และสาย ๆ เราจะไปใต้ Tokyo Tower กันต่อ ช่วงบ่าย เราจะไป Harajuku และ Shibuya และตบท้ายเราจะไปถ่ายภาพแสงเย็นกันที่ Odaiba ตามแผนเก่าของเราเมื่อวานวันที่ 2 ที่เราไปถ่ายกันไม่ได้ เนื่องจากฝนตกครับ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร การเดินทางในวันนี้จะมีอะไรที่ไม่คาดคิดไหม ? ไปติดตามอ่านกันเลย


ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ


วันที่ 22 มีนาคม 2017 เวลา 07.00 น. ณ Hotel Trend Asakusa

เช้าวันที่ 3 ของการเดินทาง พวกเรารีบตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเรามีแผนจะไปตลาดปลา Tsukiji เพื่อไปดูวิถีชีวิตพ่อค้าปลาที่นั่นกัน เราออกมาจากโรงแรมก็พบกับอากาศที่แจ่มใส ฟ้าเปิด อากาศเย็นสบาย เห็นสภาพอากาศท้องฟ้าแบบนี้แล้วพวกเรายิ้มออกเลยหละ เพราะแสงแบบนี้เราคงถ่ายรูปกันสนุกแน่ ไม่มีหมอก ไม่มีฝน มาคอยกวนใจเหมือน 2 วันที่ผ่านมาแล้วสินะ.

พวกเราเห็น Tokyo Sky Tree เด่นสง่าอยู่ในซอยในสภาพที่ย้อนแสงอาทิตย์ ผมจึงนึกได้ว่า ทางที่เราจะไปขึ้นรถไฟ มันก็เกือบจะถึงจุดถ่ายรูปริมแม่น้ำซุมิดะ ที่เป็นจุดถ่ายภาพตึก Tokyo Sky Tree เคียงคู่กับตึกเบียร์อาซาฮี ที่เป็นรูปฟองเบียร์สีทองอันเลื่องชื่อแล้วนี่น่า ผมจึงเสนอสมาชิกว่า ก่อนเราไปตลาดไป Tsukiji เราควรจะแวะไปถ่ายรูปที่นี่กันก่อนนะ เพราะวันนี้ แสงดี น่าถ่าย ระหว่างทางก็แวะถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ผ่านประตูทางเข้าวัดเซนโซจิ ก็แวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซักหน่อย คนน้อยดีแฮะ เช้า ๆ แบบนี้

เมื่อเดินมาถึงก็พบกับบรรยากาศที่ชวนให้ถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศริมตลิ่งแม่น้ำสุมิดะ ที่มีต้นซากุระเรียงรายยาวกันตลอดริมฝั่งแม่น้ำ. เพียงแต่ว่า ต้นซากุระ ก็ยังเป็นแค่ต้นไม้ที่ไร้ดอกซากุระบานออกมาให้พวกเราได้เห็นกันเท่านั้นเอง แถวนี้มีคนพาสุนัขมาจูงเล่น บ้างก็มาวิ่งออกกำลังกายก็มี เดินเล่นก็มี ผมหันมองไปที่ Tokyo Sky Tree อีกครั้ง แล้วก็คิดได้ว่า เวลานี้มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะกับการถ่ายจุดนี้ เพราะ ณ เวลานี้ แสงได้ย้อนเข้ามาเต็ม ๆ ทำให้ภาพที่ได้จะเป็นภาพย้อนแสงซะหมด จะถ่ายแนวซิลูเอท (ย้อนแสง) ก็รู้สึกแปลก ๆ แต่ถ้าหากมาถ่ายช่วงเวลาเย็นกันตรงนี้ ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมมากกว่า. พวกเราเลยอยู่จุดนี้ได้ไม่นาน ก็เดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า เพื่อเดินทางไปยังตลาดปลา Tsukiji ตามแผนเดิม


Tsukiji Fish Market

ชื่อสถานที่ : ตลาดปลาสึกิจิ Tsukiji Fish Market
Location : https://goo.gl/maps/Edik8if1eZ72
วิธีการเดินทาง จาก Asakusa ไปตลาด Tsukiji ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass

  1. เริ่มต้นจากให้เราไปยังสถานีสาย Asakusa Line ที่สถานี (A18) Asakusa ไปลงที่สถานี (A09) Daimon เพื่อเปลี่ยนรถไฟไปสาย Oedo Line
  2. เมื่อเราเดินมาถึงสถานีสาย Oedo Line แล้ว ให้เรานั่งรถไฟจากสถานี (E20) Daimon ไปลงที่สถานี (E18) Tsukijishijo ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

08.30 น. เรามาถึงสถานี Tsukijishijo พวกเราเดินออกทาง A1 เพื่อไปตลาด Tsukiji พอเดินขึ้นมา ทางเข้าตลาด Tsukiji ก็จะอยู่ด้านซ้ายมือของเรา ผมสังเกตุเห็นป้าย ๆ หนึ่งติดอยู่ตรงทางเข้าก็รู้สึกตกใจทันที เพราะป้ายนั้นได้ประกาศว่า ห้ามเข้าไปในเขตซื้อ-ขายก่อนเวลา 10 โมงเช้า และ ห้ามถ่ายภาพ (แต่ในคำอธิบาย บอกแค่ว่า ห้ามใช้แฟลต ในการถ่ายภาพ) “งานเข้าสิครับ” คือเราตั้งใจจะมาถ่ายภาพพ่อค้าขายปลา บรรยากาศในตลาดสด แต่เขาห้ามเข้า เพราะเรามาก่อนเวลาเป็นชั่วโมง แถมถ้าเข้าไปได้ ก็ห้ามถ่ายภาพอีก แบบนี้ก็ฝันร้ายของพวกเราสิครับ ผมบอกสมาชิกไปว่า ปีที่แล้วที่ผมมา ยังเข้าไปถ่ายได้อยู่เลย กฎพวกนี้ก็ไม่มีนะ พวกเราเลยทำได้แค่ ถ่ายภาพบรรยากาศบริเวณรอบนอกตลาดเท่านั้นเองครับ

พวกเราถ่ายภาพบริเวณรอบ ๆ ตลาดไปซักพัก ผมก็ชวนเดินไปที่ศาลเจ้า Tsukiji เพื่อไปถ่ายภาพบรรยากาศเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นั่น ก่อนที่จะไปหาอะไรทานเป็นมื้อเช้า ซึ่งศาลเจ้า Tsukiji กับโซนร้านอาหารนั้น อยู่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก

เมื่อพวกเราถ่ายภาพกันจนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะหามื้อเช้ารับประทานกันเสียที พวกเราตั้งใจกันว่า ไหน ๆ ก็มาถึงตลาดปลา Tsukiji แล้ว ก็ต้องมาทานปลาดิบให้ได้ ผมได้เตือนให้ทุกคนทราบว่า ให้ระวังเงินในกระเป๋าด้วย เพราะถ้าไม่ระวัง เงินอาจจะละลายไปกับของกินระหว่างทางในตอนที่เราเดินหาร้านอาหารนี่แหล่ะ… ไม่ทันไร ผมเห็นชายหนุ่มหน้าตาดี กำลังขายหอยเชลล์เสียบไม้อยู่ “หอยตัวใหญ่ ๆ โปะด้วยไข่หอยเม่นด้านบน ที่วางอยู่ตรงหน้า ชั่งเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน” และตอนนั้นเป็นจังหวะที่ไม่มีลูกค้าพอดี ผมจึงตรงดิ่งเข้าไปด้วยความสนใจ แล้วสั่งไป 1 ไม้อย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มหน้าตาดีก็ตอบรับแล้วหยิบหอยเชลล์หน้าไข่หอยเม่นไปเบิร์นด้วยไฟ เสียงไฟที่เบิร์นออกมานั้นได้เรียกความสนใจกับคนแถวนั้นได้อย่างดี รวมถึงตัวผมด้วย ระหว่างนี้ ผมก็ถ่ายรูปไม่หยุด จนคนแถวนั้นได้หันมาสั่งตามกันหลายคน รวมถึงสมาชิกอีก 2 ท่านในทริปด้วยที่อดใจไม่ไหวแล้วสั่งทานกันคนละ 1 ไม้ในที่สุด

รสชาติของหอยเชลล์ที่โปะด้วยไข่หอยเม่น เบิร์นด้วยไฟอ่อน ๆ สุกกำลังดี กัดเข้าไปคำแรก ก็รู้สึกถึงความสดใหม่ของหอย ได้ความชุ่มฉ่ำจากน้ำที่อยู่ในหอย จนหลับตาพลิ้มจินตนาการรู้สึกได้ถึงคลื่นทะเลซัดเข้าสู่โขดหินในดินแดนอาทิตย์อุทัย และมีชาวประมงแถวนั้นกำลังการค้นหาหอยดี ๆ สด ๆ มาให้กับพวกเราได้ทานกันในมื้อนี้ บวกกับความหอมของไข่หอยเม่นที่ไม่คาวเลย ได้กลิ่นหอมย่างนิด ๆ มันลงตัวจนเหมือนสองสิ่งนี้เกิดมาเพื่อคู่กัน กินไปไม่กี่คำ ก็หมดแล้ว … 1000 เยน 1 ไม้ มี 2 ตัว แพงได้ใจจริง ๆ  แต่อร่อยสุดยอดจนลืมเรื่องความแพงลงไปเลยหละ

เมื่อกินกันหมดแล้ว สติก็เริ่มกลับมา … เมื่อกี้ใครนะ ที่เตือนว่า “ให้ระวังเงินในกระเป๋ากับร้านของกินข้างทาง” เนี่ย ผมลืมไปแล้ว … ไป ๆ ๆ ไปหาร้านอาหารกันต่อเถอะ !

เดินไปไม่ไกลเท่าไร ก็พบกับร้านไข่ม้วนเสียบไม้ ผมจำร้านนี้ได้ เพราะเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนผมที่มาร่วมทริปด้วยกัน ได้ซื้อไข่ม้วนร้านนี้กิน แล้วอร่อยมาก ผมเลยแนะนำให้สมาชิกว่า ร้านนี้ ไข้ม้วนอร่อยมากเลยนะ ไม่ทันขาดคำ สมาชิกท่านหนึ่งก็พูดว่า “อร่อยหรอ” แล้วเดินไปสั่งอย่างไม่รีรอ … เอ๊า เสร็จร้านข้างทางอีกแล้ว

เราทุกคนฝากสมาชิกที่เดินไปสั่ง ให้ซื้อมากันคนละ 1 ไม้ ระหว่างรอที่เขากำลังทำไข่ม้วนกระทะใหม่ให้อยู่นั้น เราก็ถ่ายรูปไปพลาง ๆ เพลิน ๆ เผลอแป๊ปเดียว ก็เสร็จแล้ว ได้มาทานกันสมใจคนละ 1 ไม้ รสชาติอร่อย หวานกำลังดี ทานตอนร้อน ๆ เนื้อเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลิน ๆ หากใครมาที่นี่ ก็ขอแนะนำว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ราคาเพียงไม้ละ 100 เยน เท่านั้น ไม่แพงเลยครับ

เมื่อทานกันจนหมดแล้ว ถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว เราก็ตั้งสติได้ว่า “เรากำลังหาร้านอาหารทานกันอยู่นะ” ผมเลยพาเดินเข้าไปในซอยที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร แล้วก็ไปพบกับร้านหนึ่งที่สะดุดตากับโมเดลปูคู่กับปลาขนาดใหญ่ที่ติดไว้ด้านบนหน้าร้าน อีกทั้ง พนักงานหน้าร้านก็กำลังแจกใบปลิวอยู่ด้วย ก็เลยรับมาดู ก็ทราบว่า ร้านนี้เป็นร้านข้าวหน้าปลาดิบ ตอนนี้มีโปรโมชั่นนาทีทอง ลดราคาพิเศษ และ แถมซุปปูให้ฟรีด้วย ดูราคาในใบปลิวแล้วก็รู้สึกว่าไม่แพงเกินไป พวกเราจึงตัดสินใจเข้าไปทานร้านนี้กันครับ

บรรยากาศภายในร้านได้ถูกตกแต่งเป็นอารมณ์บรรยากาศตลาดปลา เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็ทำจากไม้ มีติดรูปบรรยากาศตลาดปลา และมีเมนูภาษาญี่ปุ่นแปะไว้ตามผนัง พนักงานพาเรามานั่งที่โต๊ะพร้อมกับแจกเมนู ก็พบว่ามีเมนูน่ากินอยู่หลายอย่างจนเราลังเลที่จะสั่ง “อันนู้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่าสน” ราคาก็พอรับได้ ไม่แพงอะไรมากมาย ตอนเราสั่งอาหาร เราก็โชว์ใบปลิวที่เราได้รับมาจากหน้าร้านนี่แหล่ะเพื่อใช้สิทธิ์ราคาพิเศษและแถมซุปปูฟรี พนักงานก็ตอนรับแล้วก็เอาใบปลิวกลับไปเก็บด้วย รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ รสชาติของร้านนี้นับว่าทำได้ดีเลยทีเดียวหละ ความสดของปลาถือว่าสดมาก ข้าวซูชิก็หุงได้ดี โดยรวมแล้วพวกเราประทับใจร้านนี้เลยหละ

เมื่อเราทานกันจนอิ่มแล้ว ก็เรียกพนักงานมาชำระเงินจนเรียบร้อย เราก็เดินออกมาจากร้าน แล้วก็ถ่ายรูปบรรยากาศที่นี่กันเล็กน้อย จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ Tsukijishijo เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ต่อไปที่เราจะไปถ่ายรูปกัน คือ Tokyo Tower โดยเราจะนั่งรถไฟไปยังสถานี “Akabanebashi” ซึ่งใช้เวลาไม่นานเท่าไรนัก


Tokyo Tower

ชื่อสถานที่ : โตเกียว ทาวเวอร์ Tokyo Tower
Location : https://goo.gl/maps/ejbMcohw1jE2
วิธีการเดินทาง จากตลาด Tsukiji ไป Tokyo Tower ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass
ให้เราเดินกลับมาที่สถานี (E18) Tsukijishijo ที่เรามาถึงในตอนแรก เดินเข้าสถานีมา แล้วนั่งรถไฟไปยังสถานี (E21) Akabanebashi โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟแต่อย่างใด

เมื่อเรามาถึงสถานี “Akabanebashi” แล้ว เราเดินขึ้นมาด้านบนแล้วออกจากสถานี ภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าคือ Tokyo Tower สีแดงใหญ่เด่นสง่า อยู่ใกล้ ๆ เรานี่เอง พวกเราเดินมุ่งหน้าไปยัง Tokyo Tower ทันที ระหว่างเดินไปก็ถ่ายภาพไปด้วยเพลิน ๆ ไม่นานก็ถึง Tokyo Tower พวกเราก็ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเสาส่งสัญญาณสีแดงเสานี้ในระยะใกล้ โดยใต้ Tokyo Tower มีตึกอาคารอยู่ด้วย เราจึงเดินเข้าไปด้านในก็พบกับที่จำหน่ายตั๋วขึ้นไปชมวิวด้านบน ร้านขายของฝาก รวมไปถึง พิพิธภัณฑ์การ์ตูนเรื่อง One Piece ด้วย เราเดินอยู่รอบ ๆ ซักพักหนึ่งก็ให้ความเห็นกันว่า เราควรจะถอยออกมาจาก Tokyo Tower นิดหน่อยนะ เราจะได้ถ่ายรูปกันได้สวย ๆ เพราะเราอยู่ใกล้เกินไป ถ่ายไปก็เห็นแค่เสาแดง ๆ เราจึงเดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วแวะที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เราเดินผ่านมาในตอนแรก

สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นจุดถ่ายภาพ Tokyo Tower ที่ผมชอบเลยทีเดียว เพราะมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ระยะห่างจาก Tokyo Tower ก็กำลังพอดี ไม่ใกล้ ไม่ไกล จนเกินไป ในตอนที่เรามาถ่ายภาพที่นี่ ก็มีคนมาใช้บริการสวนสาธารณะกันอยู่บ้าง มีทั้งคุณครูพาเด็กอนุบาลมาทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ มีทั้งคุณป้าสูงอายุ ที่มาเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่ผมไม่รู้จักว่ามันคืออะไร เป็นกีฬาที่เอาไม้ มาตีลูกเหล็กนี่แหล่ะครับ

เราถ่ายภาพกันซักพักจนพอใจ ก็เดินกลับไปยังสถานีรถไฟ “Meiji-jingumae Harajuku” เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปคือ Harajuku


Harajuku

ชื่อสถานที่ : ฮาราจุกุ Harajuku
Location : https://goo.gl/maps/HcKHm1REmST2
วิธีการเดินทาง จาก Tokyo Tower ไป Harajuku ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass

  1. ให้เราเดินกลับมายังสถานีเดิมที่เรามา คือ (E21) Akabanebashi ซึ่งเป็นสาย Oedo Line แล้วนั่งรถไฟไปลงที่สถานี (E24) Aoyama-itchome เพื่อเปลี่ยนสายรถไฟไปเป็น Ginza Line
  2. เมื่อเราเดินมาถึงสถานีรถไฟสาย Ginza Line (G04) สถานี Aoyama-itchome แล้ว ให้นั่งรถไฟไปลงที่สถานี (G02) Omote-sando เพื่อเปลี่ยนสายรถไฟไปเป็น Chiyoda Line
  3. เมื่อเราเดินมาถึงสถานีรถไฟสาย Chiyoda Line สถานี (C04) Omote-sando แล้ว ให้นั่งรถไฟไปลงที่สถานี (C03) Meiji-jingumae Harajuku ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

เมื่อเราเดินทางมาถึง Harajuku เป้าหมายแรกที่เราจะไปนั่นคือ “ศาลเจ้าเมจิ” ในความเห็นของผม ที่นี่สวยงามร่มรื่นมากก็จริง แต่ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าถ่ายรูปเท่าไร เป้าหมายที่จะมาก็คือ อยากพาสมาชิกในทริปมาเดินเล่นให้รู้ว่า ที่โตเกียวก็มีสถานที่ที่เงียบสงบอย่างน่ามหัศจรรย์เหมือนกันนะ. เราเดินเข้ามาในเขตศาลเจ้า ก็พบกับเสาโทริอิที่ใหญ่โต อันเป็นเขตแบ่งระหว่างดินแดนมนุษย์และเทพเจ้า ตามความเชื่อของลัทธิชินโต

เราเดินเข้ามาด้านในซักพัก ก็พบกับถังสาเกเรียงรายอยู่ ตรงจุดนี้ มีคนมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันพอสมควร รวมถึงผมและสมาชิกด้วย. เดินเข้าไปอีกนิด ก็เป็นเขตของศาลเจ้าด้านใน ผมเห็นไกล ๆ ก็รู้สึกใจไม่ค่อยดี เพราะว่าเห็น ”นั่งร้าน” เด่นมาแต่ไกล. เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบกับความจริงอันโหดร้าย สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าคือ …. “ศาลเจ้าเมจิ กำลังปิดบูรณะปรับปรุง” ความรู้สึกของผมในตอนนั้นมันเหมือนฟ้าถล่มแผ่นดินทลายเลยหละ ที่อาคารหลัก และ ประตูบางส่วน ปิดปรับปรุงจนถ่ายภาพไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่มีบางส่วนที่ยังถ่ายภาพได้ เช่น จุดล้างมือ ประตูทางเข้า และต้นไม้ใหญ่ที่ถูกล้อมด้วยป้ายคำอธิฐาน อันเป็นจุดเด่นของศาลเจ้าเมจิแห่งนี้.

เราถ่ายรูปกันเท่าที่จะทำได้จนพอใจแล้ว ก็เดินออกมาทางเดิม เพื่อไปยังถนน Takeshita อันเป็นแห่ง Shopping แนวแฟชั่นชื่อดังของ Harajuku แต่เมื่อเราเดินมาถึงก็พบกับมวลมหาชนอันมหาศาลที่ทำให้พวกเราถึงกับคิดว่า เราควรจะเข้าไปเดินดีไหม ? สุดท้ายแล้วเราตัดสินใจว่า “เราจะไม่เข้าไป” เหตุผลเพราะ จำนวนคนที่มีมากเกินไป และ มันก็ไม่ใช่แนวของพวกเราอยู่แล้วที่จะมาเดิน shopping แนวแฟชั่น เราเลยถ่ายรูปประตูทางเข้าเป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่ง เรามาถึงทางเข้าแล้วนะ แล้วก็เดินทางไปที่ต่อไป Shibuya เพื่อหาร้านอาหารทานมื้อเที่ยงกัน


Shibuya

ชื่อสถานที่ : ชิบุยะ Shibuya
Location : https://goo.gl/maps/1WoFQMeP3gz
วิธีการเดินทาง จาก Harajuku ไป Shibuya ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass
ให้เราเดินกลับมายังสถานี (F15) Meiji-jingumae Harajuku โดยครั้งนี้เราจะนั่งสายรถไฟ Fukutoshin Line สีน้ำตาลอ่อน ไปลงยังสถานี (F16) Shibuya ซึ่งห่างเพียงสถานีเดียวเท่านั้น

เรามาถึง Shibuya ด้วยเวลาอันรวดเร็ว เพราะที่นี่อยู่ไม่ห่างกันกับ Harajuku เลย เรามาถึง เราก็ออกมาพบกับน้องหมา “ฮาจิโกะ” กันอีกครั้ง และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเล็กน้อย ก่อนที่จะไปเดินหาของกิน เพราะเวลานี้ เป็นเวลาเกือบบ่ายสองแล้ว เรายังไม่ได้ทานอะไรเลยนับตั้งแต่มื้อเช้าที่ตลาดปลา Tsukiji พวกเราคิดกันไม่ออกว่าจะกินอะไรดี สุดท้ายเลยไปกินอะไรง่าย ๆ ที่ร้านข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ประหยัด รวดเร็ว พออิ่มแล้วก็เดินออกมาถ่ายภาพบรรยากาศที่ Shibuya อีกเล็กน้อย และเราตัดสินใจที่จะไม่ไปถ่ายภาพที่จุดถ่ายภาพต่าง ๆ เพราะเราได้ถ่ายภาพที่นี่มาแล้วเมื่อวานตอนค่ำ อีกทั้งเรายังอยากทำเวลา อยากรีบไปสถานที่ต่อไปให้เร็ว ๆ ซึ่งสถานที่ต่อไปนั้นเป็นไฮไลท์ของทริปถ่ายภาพในวันนี้ … ที่ Odaiba


Odaiba

ชื่อสถานที่ : โอไดบะ Odaiba
Location : https://goo.gl/maps/nWBChibpfAM2
วิธีการเดินทาง จาก Shibuya ไป Odaiba ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass

  1. ให้เราไปที่สถานีรถไฟสาย Ginza Line สถานี (G01) Shibuya เพื่อนั่งรถไฟไปลงที่สถานี (G08) Shimbashi แล้วเดินออกจากสถานีมาต่อรถไฟ Mono rail ซึ่งรถไฟสายนี้ เราจะใช้ Tokyo Metro pass ไม่ได้ เราต้องจ่ายเงินเพิ่มต่างหากเพื่อเดินทางไปยังเกาะ Odaiba หรือหากใครจะใช้รถไฟสายนี้เดินทางภายในเกาะ Odaiba มากกว่า 3 เที่ยวขึ้นไป ขอแนะนำให้ซื้อ 1 Day Pass ราคา 820 Yen ซึ่งใช้นั่งรถไฟ Mono rail นี้ได้ไม่จำกัดภายในวันที่ซื้อ pass ใบนี้

           ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.yurikamome.tokyo/fare_ticket/other_ticket/

  1. เมื่อเราได้ตั๋วรถไฟเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เราอยู่ที่สถานีต้นทาง คือ Shimbashi จุดหมายปลายทางของเราที่จะไปคือบริเวณเทพีเสรีภาพ ซึ่งจะอยู่ที่สถานี “Daiba” หากเรามาลงที่นี่ ค่าโดยสารจะอยู่ที่ 320 Yen (ห้ามลงที่สถานี Odaiba นะครับ คนละสถานีกัน)

เมื่อเรามาถึงสถานี Daiba แล้ว พวกเราก็เดินลงมาจากสถานี ก็พบกับตึก Fuji TV อันโดดเด่น และข้าง ๆ ก็มีห้าง Aqua City และเมื่อมองไปยังริมทะเล ก็จะพบกับสะพานสายรุ้ง และ เทพีเสรีภาพจำลอง ที่เป็น Landmark สำคัญของ Odaiba และเป็นจุดหมายที่เราจะมาถ่ายภาพกันในเย็นวันนี้. เราทั้งสามคนตัดสินใจแยกย้ายกันไปถ่ายรูปกันอย่างอิสระ สมาชิกท่านหนึ่งได้วางแผนไว้ว่าจะไปถ่ายรูปบนตึก Fuji TV สมาชิกอีกท่านหนึ่ง ก็อยากจะเดินถ่ายรูปบรรยากาศไปเรื่อย ๆ ส่วนผม มาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ก็อยากไปถ่ายรูปที่เดิม ที่ริมชายหาด แต่เปลี่ยนมุมถ่ายไปเป็นอีกมุมหนึ่งเพื่อแก้มือ เพราะครั้งที่แล้วที่ผมมา ผมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมาด้วย เลยต้องไปวางกล้องถ่ายรูปบนเก้าอี้ ทำให้โดนจำกัดมุม รูปที่ได้เลยยังไม่พอใจเท่าไร คราวนี้ ผมพกขาตั้งกล้องมาด้วย เลยอยากมาแก้มืออีกครั้ง ในสถานที่เดิมแต่เป็นมุมใหม่

แต่เวลานี้ ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปถ่ายรูปที่จุดที่ผมต้องการ ผมเลยเดินไปยังริมหาด บริเวณท่าเรือที่เราสามารถนั่งเรือเส้นทาง Asakusa – Odaiba ได้ที่นี่ (คราวที่แล้ว ผมนั่งเรือมาครับ) ชายหาดบริเวณนี้ มีชาวญี่ปุ่นมาเดินเล่นอยู่พอสมควร เลยทำให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีแต่ความสุข รอยยิ้ม ของคนที่มาเที่ยวที่นี่ ผมถ่ายรูปเล่น ๆ เพลิน ๆ แล้วก็เดินย้อนกลับมา เพื่อไปสำรวจจุดถ่ายภาพที่ตัวเองต้องการ จากนั้นก็เดินเล่นถ่ายภาพแถวเทพีเสรีภาพเพื่อรอเวลาแสงที่เหมาะสม เมื่อใกล้ได้เวลาแล้ว ผมก็เดินกลับไปจุดถ่ายภาพที่เล็งเอาไว้ กางขาตั้งกล้อง แล้วถ่ายภาพอย่างมีความสุข ท่ามกลางอากาศที่หนาว มีลมพัดอยู่พอสมควร

ระหว่างที่ผมถ่ายภาพในจุดริมชายหาดอยู่นั้น สมาชิกท่านหนึ่งที่ขึ้นไปถ่ายภาพบนตึก Fuji TV ก็เดินมาหา ผมก็แปลกใจว่าทำไมกลับมาเร็วก่อนเวลาแสงทไวไลท์ ? ก็เลยทราบมาว่า จุดถ่ายภาพบนตึก Fuji TV นั้น เขาให้ถ่ายจนถึง 18.00 น. เท่านั้น เขาก็เชิญออกมาจากตึกแล้ว ซึ่งเวลานั้น แสงยังไม่เริ่มทไวไลท์เลย สมาชิกท่านนั้นเลยรีบมาหาผมที่ริมหาด แต่ก็ไม่ทันช่วงแสงสวยที่สุดของวันแล้ว นับว่าเป็นความโชคร้ายของสมาชิกท่านนี้เลยหละ ซึ่งเรามาทราบกันตอนหลังว่า จุดถ่ายภาพที่อาคาร Fuji TV นั้น เขานิยมมาถ่ายภาพในช่วงฤดูหนาว หรือ ช่วงที่พระอาทิตย์ตกเร็วกว่าปกติ (ประมาณเดือน พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์) ซึ่งพวกเรามาในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทำให้ถ่ายภาพในช่วงแสงสวยไม่ทันเวลาปิดนั่นเอง

มาถึงจุดนี้ ผมขอแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศในช่วงเวลากลางคืนให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านซักเล็กน้อยนะครับ. การถ่ายภาพทิวทัศกลางคืนนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่เรารู้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้ครับ

  1.  เราต้องมีอุปกรณ์หรือตัวช่วยซักเล็กน้อย ถ้าไม่มีอุปกรณ์ก็ใช้เทคนิคประยุกต์ เอาสิ่งรอบตัวมาใช้แทนก็ได้ครับ อุปกรณ์ที่ว่านี้คือ “ขาตั้งกล้อง” และ “สายกดชัตเตอร์” นั่นเอง เหตุผลที่ต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้ เพราะเราต้องทำให้กล้องเรา “นิ่ง” ที่สุด. การสั่นเพียงเล็กน้อยบนตัวกล้องในระหว่างที่เราถ่ายภาพที่ต้องใช้ speed shutter ต่ำนั้น จะทำให้ภาพเบลอและเสียทันที ขาตั้งกล้อง จะทำหน้าที่ช่วยเราวางกล้องให้นิ่ง ปรับตำแหน่งภาพได้อย่างอิสระตามความสามารถของขาตั้งกล้องในแต่ละรุ่น ส่วนสายกดชัตเตอร์ จะช่วยให้เรากดชัดเตอร์ได้โดยไม่ต้องสัมผัสตัวกล้อง ซึ่งการสัมผัสตัวกล้องในตอนกดชัดเตอร์นั้นมันทำให้เกิดการสั่นไหวบนกล้องทุกครั้งนั่นเอง.

หากเราไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ เราสามารถประยุกต์ได้ ด้วยการหาที่วางกล้องให้เหมาะสม มั่นคง ไม่มีการสั่นไหว เช่น บนโต๊ะ เก้าอี้ หรืออะไรก็ตาม แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย ต้องระวังกล้องจะหล่น หรือ มีใครเดินมาชนเข้าหละ ส่วนสิ่งที่มาใช้แทนสายกดชัตเตอร์ กล้องส่วนใหญ่จะมีโหมดนับเวลาถอยหลัง ให้เราใช้โหมดนี้เป็นตัวช่วยแทน เช่น นับเวลาถอยหลัง 3 วินาที หลังจากกดชัดเตอร์ อย่างน้อยกล้องก็ลดความสั่นลงไปได้หลังจากมือของเรากดชัตเตอร์ลงไปแล้วนั่นเอง

  1. การตั้งค่ากล้องในการถ่ายภาพทิวทัศเวลากลางคืน หากเราใช้กล้องที่สามารถตั้งค่าพื้นฐานได้ครบ เช่น รูรับแสง , Speed Shutter , ISO หรือที่เรียกว่า M Mode ก็ให้ตั้งค่าประมาณนี้เลยครับ. ให้ใช้รูรับแสงอย่าให้เกิน 11 , Speed Shutter ให้ตั้งให้ต่ำเข้าไว้ ตามสภาพแสงของสถานที่นั้น ๆ ให้เราดูด้วยว่า แสงของเรา Over หรือ Under มากเกินไปไหม ให้เราตั้งตามภาพแสงที่เราอยากได้เลย และสุดท้าย ISO ให้คงค่าที่ 100 หรือต่ำที่สุดที่กล้องของเราทำได้ไว้เลยครับ. ซึ่งสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องเอามาประยุกต์ตามสถานการณ์หน้างานว่าเราจะต้อง set ค่าแบบไหน รวมไปถึงดูความสามารถของกล้องของเราประกอบด้วยครับ

มาดูในส่วนอุปกรณ์กันบ้าง แน่นอนว่า กล้องของเราต้องอยู่บนขาตั้งกล้องหรืออะไรที่มั่นคง ปรับองค์ประกอบภาพให้ดี ๆ ไว้เลย และหากเลนส์ของท่านที่ใช้มีระบบกันสั่น ให้ปิดระบบกันสั่นด้วย และการโฟกัสภาพ ให้เราใช้ระบบแมนนวลโฟกัส โดยให้เราเปิดโหมด Live View บนกล้อง เพื่อปรับ Focus ภาพให้ได้ตามที่เราต้องการไว้ก่อนเลยครับ.

ภาพที่ได้จากการตั้งค่าตามนี้ เราจะได้ภาพที่สว่างมากกว่าที่ตาเห็น มีเส้นแสงจากการเคลื่อนไหวภายในภาพให้ดูแปลกตา มีโมชั่นการเคลื่อนไหวของภาพ หากในเฟรมของเรามีการเคลื่อนไหว เพราะเรามีการเปิดหน้ากล้องรับแสงไว้นานกว่าปกติ จากการตั้งค่า Speed Shutter ที่ต่ำกว่าปกติ , เราจะได้ภาพที่มีความคมกำลังดี มีความชัดลึก ไม่ฟุ้งเกินไป เพราะเราใช้ค่ารูรับแสงที่ไม่มากเกินไป , มี noise น้อยมาก เพราะเราใช้ ISO ทีี่ต่ำที่สุด สุดท้ายแล้ว ภาพที่ได้ ก็จะเป็นภาพที่สวย ดูแปลกตาครับ

สุดท้าย สไตล์ภาพของเราเป็นแบบไหน เราชอบแนว Under คือ ให้มึดนิด ๆ หรือ Over คือ ให้สว่างกว่าปกติหน่อย ๆ ก็แล้วแต่เราครับว่า เราอยากได้ภาพแนวไหน แล้วจะเอาภาพไปปรับแต่งต่ออีกไหม ถ้าหากให้ผมแนะนำ ผมจะแนะนำว่าให้ถ่าย Under ไว้ แล้วไปปรับดึงในโปรแกรมอีกครั้งต่อไปครับ.

และนี่คือเทคนิคขั้นพื้นฐานของการถ่ายรูปทิวทัศในเวลากลางคืน ลองนำไปใช้กันดูนะครับ อาจจะดูยุ่งยาก แต่หากเข้าใจแล้วลองทำตามดู ก็จะทราบว่า มันไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และมันจะช่วยพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเรื่องการถ่ายภาพของเราไปด้วย ลองฝึกฝนกันดูนะครับ

เราถ่ายภาพจนพอใจ ได้ภาพที่ต้องการแล้ว พวกเราก็เข้าไปหลบหนาวในห้าง Aqua City แล้ววางแผนกันว่า ค่ำนี้เราจะไปทานอะไรกันดี พวกเราดูร้านอาหารในห้างนี้ก็ไม่มีร้านไหนถูกใจ ผมจึงเสนอว่า “งั้นเราไปทานราเมนข้อสอบกันไหม ?” ทุกคนเห็นด้วย เพราะอารมณ์ของพวกเราในตอนนี้ เราเพิ่งเจออากาศที่หนาวเย็นบวกกับลมแรงมาปะทะจนหน้าชากันหมด เราเลยอยากทานอะไรร้อน ๆ ยิ่งเป็นน้ำซุปร้อน ๆ ยิ่งดี ราเมนจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของพวกเรา

เมื่อพูดถึงราเมนข้อสอบ ผมเลยนึกถึงร้านที่สาขาอุเอะโนะขึ้นมาทันที เพราะผมเคยมาทานที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง อีกทั้งเดินทางง่าย ไม่ไกลจากโรงแรมเราที่อยู่ Asakusa ด้วย พวกเราจึงตัดสินใจไปทานที่สาขา Ueno ตามคำแนะนำของผมในที่สุด


Ueno

ภาพสถานีรถไฟ JR Ueno (ภาพเก่า จาก Tokyo Trip ปี 2016)

ชื่อสถานที่ : อุเอะโนะ Ueno
Location : https://goo.gl/maps/aqAepFoMS1D2
วิธีการเดินทาง จาก Odaiba ไป Ueno ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass

  1. เริ่มต้นจากสถานีที่เรามา คือ Daiba ให้เรานั่งรถไฟ Mono rail มาลงที่สถานี Shimbashi
  2. เดินไปยังสถานีสาย Ginza Line เพื่อขึ้นรถไฟจากสถานี (G08) Shimbashi ไปยังสถานี (G16) Ueno ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

เรามาถึงสถานี Ueno แล้ว เราก็เดินออกมาจากสถานี เพื่อให้ผมตั้งหลักหาทิศทางเดินไปที่ร้านราเมนข้อสอบอีกครั้ง วิธีมาที่ร้านนี้ก็ไม่ยาก เพราะร้านอยู่ริมถนนฝั่งสถานีรถไฟเลยครับ ถ้าเราออกมาจากสถานีรถไฟ Ueno ให้เราเดินมาทางขวาจนสุดทาง แล้วให้เลี้ยวขวาโดยไม่ต้องข้ามถนนใด ๆ เดินตามทางมาเรื่อย ๆ ไม่ไกล เราก็จะพบกับร้านราเมนข้อสอบ ซึ่งจะอยู่ด้านขวามือของเรา

ชื่อร้าน : Ichiran Ramen
Website : http://en.ichiran.com/index_en.html
Location : https://goo.gl/maps/AoggE4HUxwQ2 (Ueno)

เมื่อเรามาถึงก็พบกับคนมายืนต่อคิวกันไม่มาก ซึ่งระหว่างรอคิวนั้น ก็มีพนักงานมาคอยอำนวยความสะดวกให้พวกเรา เพราะว่าเราต้องทำข้อสอบกันก่อนที่จะเข้าไปในร้าน โดยข้อสอบนั้นคือ กระดาษที่เราสามารถเลือก Option ราเมนของเราที่ต้องการได้ตามความชอบของเรา เช่น อยากได้เส้นแข็งหรือนุ่ม ลดละดับความมันไหม อยากให้เผ็ดระดับไหน อยากใส่ผักแบบไหน และอื่น ๆ เป็นต้น เราก็ทำข้อสอบกันไป ลอกข้อสอบกันไปบ้าง แล้วก็ถือกระดาษแผ่นนี้ไว้ในมือ ซึ่งเราจะใช้ด้านในต่อไป

ตัวอย่างโพยข้อสอบ (ภาพเก่า จาก Tokyo Trip 2016)

เรารอคิวกันไม่นาน ก็ได้เข้าไปด้านในแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการสั่งอาหาร วิธีการสั่งอาหารร้านนี้ เราต้องใช้ตู้หยอดเหรียญในการสั่งเมนู วิธีการใช้งานก็ง่ายมาก แค่เราหยอดเหรียญหรือสอดแบงค์เข้าไปในตู้ ให้พอกับอาหารที่เราจะสั่ง เมื่อใส่เงินจนครบแล้ว ก็จะมีไฟสีแดงปรากฏอยู่ในเมนูอาหารที่สามารถสั่งได้ตามจำนวนเงินที่เราหยอดไป เราอยากทานอะไร ก็กดปุ่มนั้น หากมีเงินต้องทอน ก็มีปุ่มหมุนเอาเงินทอนออกมา สิ่งที่ได้มาคือ กระดาษใบหนึ่งคล้าย ๆ ตั๋วรถไฟ ซึ่งเราจะใช้กระดาษใบนี้แหล่ะ สั่งอาหารทานกัน

พวกเราเดินเข้ามาที่โต๊ะ ซึ่งพนักงานจัดไว้ให้ 3 ที่เรียงติดกัน ลักษณะโต๊ะจะเป็นเคาเตอร์ อารมณ์เหมือนห้องสมุดมากกว่าห้องสอบนะ เมื่อเรานั่งกันเรียบร้อย ก็เป็นขั้นตอนการส่ง Order ให้กับพนักงาน ด้วยวิธีการกดปุ่มเรียกที่โต๊ะ จากนั้นพนักงานก็จะมาหาเราที่โต๊ะ พร้อมกับรับตั๋วที่เรากดมาที่ตู้ และ ใบข้อสอบ ที่เราเขียนไปตอนที่เราต่อคิวอยู่ด้านนอกร้าน. ระหว่างที่เรารอนั้น ผมก็บอกกับสมาชิกทุกคนว่า โต๊ะนี้ สามารถพับเปิดได้นะ ไม่ต้องอึดอัดกันอยู่ในคอกหรอก พร้อมกับพักที่กั้นเพื่อเปิดให้โต๊ะกว้างขึ้น รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องอึดอัดแล้ว.

เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เราก็ทานกันทันที ในความเห็นผม รสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิม น่าประทับใจเหมือนเดิม ซึ่งสมาชิกทุกคนก็เห็นตรงกันว่า “อร่อยมาก” ด้วยความหิว เราทานแป๊ปเดียวก็หมด แต่ก็ยังไม่อิ่ม เราจึงสั่งเพิ่ม ซึ่งทำได้ง่าย ๆ โดยการทำข้อสอบอีกครั้ง ซึ่งบนโต๊ะจะมีกระดาษกับปากกาเตรียมไว้แล้ว กระดาษแผ่นนี้ จะเป็นรายการว่า เราจะสั่งอะไรเพิ่ม พร้อมกับราคา ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราสั่งเพิ่มได้หมด ยกเว้น น้ำซุป ที่ไม่สามารถสั่งเพิ่มได้ วิธีการสั่งก็ง่าย ๆ เพียงแค่เลือกรายการที่ต้องการ พร้อมกับเตรียมเงินให้พอดี จากนั้นกดปุ่มเรียกพนักงาน พนักงานก็จะเปิดม่านมารับ Order อีกครั้ง. ผมจึงสั่งเส้นเพิ่มพร้อมกับหมู มาทานกับน้ำซุปที่เหลือจนอิ่ม จากนั้นก็เดินออกมานอกร้าน เพื่อให้คนอื่น ๆ ที่ต่อคิวด้านนอก ได้เข้ามาใช้บริการกันต่อ

มาถึงตรงนี้ สมาชิกทุกคนอิ่มมาก และอยากกลับไปที่โรงแรมแล้ว แต่ว่าผมยังไม่อยากกลับ ยังอยากเดินเล่นต่ออีกนิด ผมจึงพาสมาชิกเดินไปส่งที่สถานีรถไฟ ซึ่งจาก Ueno ไปยัง Asakusa นั้นใกล้นิดเดียว นั่งรถไฟเพียง 2 สถานีก็ถึง ผมจึงขอแยกย้ายกับสมาชิกอีก 2 ท่าน แล้วก็เดินผจญภัยคนเดียวในโตเกียวยามค่ำคืนต่อ

ในทริปนี้ ผมตั้งใจว่า “หากมีเวลาว่าง ผมจะมาเดินหาเครื่องเกม Nintendo Switch” ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวเมื่อตอนต้นเดือนมีนาคม 2017 นี่เอง ตอนนี้ก็เป็นเวลาส่วนตัวของผมแล้ว ผมจึงเริ่มภารกิจตามหาเจ้าเครื่องเกมเครื่องนี้ทันที

เป้าหมายแรกที่ผมไปตามหา คือห้าง Yodobashi สาขา Ueno ซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับสถานีรถไฟ Keisei Ueno เล็กน้อย เมื่อเดินเข้ามาในห้าง ก็พบกับเครื่อง Nintendo Switch ตั้งโชว์อยู่ในตู้โชว์อย่างสวยงาม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเครื่องเกมเครื่องนี้ด้วยตาตัวเอง และรู้สึกชอบมาก มันไม่ใหญ่อย่างที่คิด และคิดว่าน่าจะจับถนัดมือแน่ ผมจึงเดินเข้าไปสอบถามพนักงาน แล้วก็พบกับข่าวร้ายจากพนักงานว่า “Sold Out” พร้อมกับทำแขนเป็นรูปกากบาท. อกหักสิครับ เห็นอยู่ในตู้แท้ ๆ แต่ซื้อไม่ได้ แล้วความคิดผมก็ผุดขึ้นมาอีกว่า “จาก Ueno ไป Akihabara นี่แค่ 1 สถานีเองนะ ลองไปดูที่นั่นดีกว่า” ผมจึงรีบออกจาก Ueno เพื่อเดินทางไปยัง Akihabara ทันที


Akihabara

ชื่อสถานที่ : อะกิฮาบาระ Akihabara
Location
: https://goo.gl/maps/wGWcKPW8eK12
วิธีการเดินทาง จาก Ueno ไป Akihabara ด้วย Tokyo metro & Toei subway pass
วิธีเดินทางนั้นง่ายมาก ให้เราไปที่สถานีสาย Hibiya Line สถานี (H17) Ueno นั่งรถไฟไปลงที่สถานี (H15) Akihabara ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

เมื่อมาถึง Akihabara ผมจึงรีบมุ่งไปยังห้าง Yodobashi สาขา Akihabara ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 10 นาที ห้างก็จะปิดทำการ มีเวลาไม่มากแล้ว สุดท้ายผมก็ไปทันเวลา ผมรีบเข้าไปในห้าง ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเดินออกกัน ไปยังชั้นที่วางจำหน่ายเกมทันที ผมเห็นเครื่อง Nintendo Swtich ถูกจัดวางในตู้อย่างสวยงาม ผมจึงไปถามพนักงานว่า มีของไหม ? และก็พบกับข่าวร้ายเช่นเดียวกันว่า “Sold Out”.

อารมณ์ของผมในตอนนั้นเหมือนฟ้าถล่ม แผ่นดินทลายอีกครั้ง ที่ผมตามหาเครื่องเกมนี้ไม่สำเร็จ ตอนนั้นผมจึงคิดปลอบใจตัวเองว่า “ยังมีเวลาอีกหลายวัน อาจจะมีเวลาแว๊บมาดูก็ได้นะ คงมีซักวันแหล่ะที่ดวงเราต้องได้ซื้อเครื่องเกมเครื่องนี้ได้สิ !” ผมจะซื้อได้หรือไม่ ลองติดตามอ่านดูเรื่อย ๆ จากบทความถัดไปเรื่อย ๆ นะครับ

ในเมื่อซื้อไม่ได้แล้ว ผมก็เลยเดินเล่นย่าน Akihabara ยามค่ำคืนดูซักครั้ง ก็พบว่า ในเวลา 22.00 น. แบบนี้ ร้านค้าต่าง ๆ ก็ปิดกันแทบจะหมดแล้ว แต่ยังจะมีบางร้านที่ยังเปิดอยู่ และยังคงมี Maid สาว มาคอยเรียกแขกไปใช้บริการร้าน Maid Cafe แถวนั้นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะตอนนี้เหนื่อยมากแล้ว อยากจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมแล้ว ผมจึงเดินทางกลับโรงแรม เมื่อมาถึงโรงแรม ผมจึงอาบน้ำ และพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้สู้ในวันพรุ่งนี้ต่อไป สำหรับวันนี้ พวกเราเหนื่อยมาก ๆ เพราะเดินกันเยอะมาก แต่ก็ได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานสำราญใจ

“วันดี ๆ ที่แสงเป็นใจ ให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันสนุกที่สุดวันหนึ่งในทริปนี้”

สำหรับตอนต่อไป จะเป็นการเดินทางของวันที่ 4 วันสุดท้ายที่พวกเราจะได้ตะลุยเมือง Tokyo กัน ซึ่งขอแอบบอกเลยว่า วันที่ 4 นี้ มีการเปลี่ยนแผนทั้งวัน และแน่นอนว่า ต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันตลอด ซึ่งถ้าหากท่านได้อ่านตอนที่ 4 นี้ ท่านจะได้ประสบการณ์วิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเมื่อเราเจอปัญหาเข้ามา ไม่อยากให้พลาดตอนที่ 4 เลยครับ โปรดติดตามตอนที่ 4 ที่นี่ เร็ว ๆ นี้ แล้วพบกันใหม่ครับ


Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net
Odd กฤตธน : https://www.facebook.com/odd.odd.904

1 thought on “10 วันสุดมันส์ ทริปล่าฝันของคนรักการถ่ายภาพ ณ ประเทศญี่ปุ่น DAY 3

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.