เมื่อเราสามคนไปถ่ายภาพ”เครื่องบิน”ที่ประเทศญี่ปุ่นกัน
ขอบอกเลยว่า “มันส์สุด ๆ” [Day 5 – 6]

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน มาถึงตอนที่ 5 แล้ว กับบทความรีวิวท่องเที่ยวเพื่อการถ่ายภาพ ณ ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ป “ช๊อปไม่ยุ่ง มุ่งถ่ายภาพ” สำหรับตอนที่ 5 นี้ จะมีเรื่องราวการผจญภัยให้อ่านกันอย่างเต็มอิ่มถึง 2 วัน กันเลยทีเดียวเชียวหละ

ในวันที่ 5 และ 6 ที่ท่านผู้อ่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นการผจญภัยในภูมิภาคคันไซ (Kansai) ครั้งแรกในทริปนี้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ในตอนนี้ จะเน้นเรื่องราวการไปถ่ายภาพเครื่องบินที่สนามบิน Osaka Itami (ITM) และ Kansai Airport (KIX) 2 สนามบินหลักในภูมิภาค Kansai นี้นี่เอง

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร จะมีอะไรให้ลุ้นระทึกกันอีกหรือไม่ ต้องมาตามอ่านกันครับ กับตอนที่ 5 สองวันเต็มอิ่มที่ไม่อยากให้พลาดเลย เพราะนอกจากจะมีภาพสวย ๆ ให้ดูแล้ว ผมยังได้อธิบายถึงวิธีการเดินทางเอาไว้ให้ด้วย เรียกได้ว่า ….

“ดูรูปเพลิน อ่านได้สาระ ใช้เที่ยวตามรอยได้ทันที“

 ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ

วันที่ 24 มีนาคม 2017 เวลา 7.30 น. ณ Umeda Sky Building

หลังจากที่นั่งรถ Night Bus มาทั้งคืนจาก Tokyo เช้านี้ รถก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งได้จอดใกล้บริเวณตึก Umeda Sky Building พวกเราทั้งสามคนลงจากรถ รับกระเป๋าเดินทาง แวะเข้าห้องน้ำเล็กน้อยที่ตึกนี้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็ได้อธิบายแผนของวันนี้ให้กับสมาชิกให้ทราบคร่าว ๆ กันก่อน ดังนี้

ตอนเช้า พวกเราจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ใน Locker หยอดเหรียญที่สถานี Namba กันก่อน เหตุผลที่เรามาฝากกระเป๋าที่นี่ เพราะคืนนี้ เราจะเดินทางไปยังสนามบิน Kansai โดยเริ่มจาก Namba Station ที่นี่นั่นเอง จากนั้นเราจะไปปราสาท Osaka เพื่อท่องเที่ยวถ่ายภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ

ตอนบ่าย พวกเราจะไปจุดถ่ายภาพเครื่องบินที่สนามบิน Osaka Itami โดยจุดที่เราจะไปคือ Itami Sky Park และ Harada Spotting Point โดยเราจะอยู่ที่นี่จนถึงช่วงค่ำกันเลย

ตอนค่ำ เราจะกลับมาเที่ยวย่าน Namba อีกครั้ง เดินเที่ยวถ่ายรูปแถวคลองดงทมโบริ ถ่ายป้ายไฟกูลิโกะ หาอะไรทานกันก่อนที่จะเดินทางไปยังโรงแรมที่จองเอาไว้คืนนี้ ที่สนามบิน Kansai

มาถึงตรงนี้ ผมขออธิบายเรื่องราวของ Pass หลักต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่ควรนำมาพิจารณาใช้ในภูมิภาค Kansai นี้ให้ท่านผู้อ่านนำไปคิดพิจารณาในแผนการเดินทางในอนาคตของท่านซักเล็กน้อยนะครับ โดย Pass ยอดนิยมที่ผมคิดว่าน่าสนใจ เหมาะสมที่จะนำมาใช้ มี 3 อย่าง คือ

  1. JR West Area Pass

Website : https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/

  1. Kansai Thur Pass

Website : http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_thai.html

  1. Osaka Amazing Pass

Website : https://www.osaka-info.jp/osp/en/

ก่อนอื่นขอพูดถึง JR West Area Pass ก่อน ซึ่งมีอยู่หลายอย่างมาก ตั้งแต่ตัวเล็กที่ใช้ในโซน Osaka และเมืองรอบ ๆ จนไปถึงตัวใหญ่สุด ใช้นั่ง Shinkansen ไปยังเมือง Hakata ที่เกาะคิวชูได้เลยทีเดียว ข้อเสียของ Pass ตัวนี้ คือนั่งได้แค่รถไฟของ JR อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งยังไม่ครอบคลุมกับเส้นทางที่เราจะไปเท่าไรนัก อีกทั้ง การท่องเที่ยวในเมือง Osaka การใช้รถไฟสาย JR มันไม่ครอบคลุมสถานที่สำคัญ ๆ เท่าไร ผมจึงตัด Pass ตัวนี้ออกไปครับ

ส่วนที่ผมตัดสินใจเลือกใช้นั่นคือ Kansai Thru Pass แบบ 2 วัน มาใช้งาน ซึ่งเจ้า Kansai Thru Pass นี้ มี 2 แบบ คือ แบบ 2 วัน (4000 Yen) และ แบบ 3 วัน (5200 Yen) ข้อดีของเจ้า Pass ตัวนี้คือ สามารถนั่งรถไฟที่เป็นของเอกชนครอบคลุมได้ทั่วภูมิภาค Kansai ได้ “เกือบ” ทั้งหมด โดยมีบางอย่างที่ใช้ไม่ได้ นั่นคือรถไฟสาย JR ทั้งหลายนั่นเอง และยังสามารถใช้แบบข้ามวันได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ติดต่อกันทุกวัน ซึ่งนับว่าสะดวกกับการใช้ประกอบวางแผนเที่ยวเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว

เหตุผลที่เลือกแบบ 2 วันมาใช้ ก็เพราะว่า ตามแผนของเรา เราจะอยู่ที่ Osaka  แค่ 2 วัน และอีก 2 วันจะไป Kyoto ซึ่งจะเดินทางด้วยรถบัสเป็นหลักมากกว่า การใช้ pass ตัวนี้ที่ Kyoto ผมมองว่ายังไงก็ไม่คุ้ม และเรายังใช้ Pass ตัวนี้เดินทางไปยังเมือง Kobe และสนามบิน Kansai ได้ ซึ่งมันครอบคลุมมากกว่า Pass อีกตัวที่ผมคิดจะเอามาใช้แต่ตัดสินใจไม่เอาทีหลัง นั่นคือ Osaka Amazing Pass นั่นเอง โดยเจ้า Osaka Amazing Pass นี้ จะครอบคลุมแค่รถไฟเอกชนบางสายที่อยู่ในเมือง Osaka เท่านั้น มันเหมาะสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวในตัวเมือง Osaka อย่างเดียวจริง ๆ ครับ เพราะใน Osaka Amazing Pass จะมีตั๋วให้เข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ได้ฟรี และบางที่ก็ให้เป็นส่วนลดครับ

แต่เพราะ Osaka Amazaing Pass นั้นไป Itami ไม่ได้ (ไปถึงแค่สถานี Mikuni ไม่ถึงสถานี Sone) ไปสนามบิน Kansai ไม่ได้ ตามแผนของเรา… สรุปคือ ออกนอก Osaka ไม่ได้เลย ผมจึงตัดออกไป แล้วหันมาเลือกใช้ Kansai Thru Pass แทนครับ

ดังนั้น การเดินทางทั้งหมดตลอดในบทความนี้ ผมจะอ้างอิงบัตร Pass ที่ใช้เดินทาง คือ “Kansai Thru Pass” แบบ 2 วัน ทั้งหมด “เฉพาะในตอนที่ 5” ตอนนี้เท่านั้นนะครับ

หน้าตาบัตร Kansai Thru Pass แบบ 2 วันที่พวกเราใช้กันเป็นแบบนี้

เมื่อสมาชิกได้ทราบแผนของวันนี้แล้ว จึงได้ลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากตึก Umeda Sky Building เพื่อไปยังสถานีรถไฟ Umeda Station แล้วนั่งรถไฟไปยังสถานี Namba ตามแผนที่วางเอาไว้ ฝากกระเป๋าเสร็จ ก็นั่งรถไฟไปยังปราสาท Osaka กันต่อ


Osaka Castel

ชื่อสถานที่ : ปราสาทโอซาก้า
เว็บไซต์ : http://www.osakacastle.net/english/
Location : https://goo.gl/maps/G3FiUV1ngVE2
วิธีการเดินทาง : จาก Umeda หรือ Namba ให้นั่งรถไฟสาย Midosuji Line มาลงที่สถานี Hommachi เพื่อเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Chuo Line มาลงที่สถานี Morinomiya ตรงนี้จะเป็นประตูทางเข้าด้านหน้าปราสาทโอซาก้า

เมื่อพวกเราออกมาจากสถานีรถไฟ สิ่งแรกที่เราเห็นคือ ปราสาทโอซาก้าอันแสนงดงามอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางต้นไม้ที่ล้อมรอบ โดยทางเดินเข้าไปยังตัวปราสาทนั้น คือสวนสาธารณะดี ๆ ที่แสนร่มรื่น เปรียบเสมือนปอดของชาวโอซาก้าได้เลย ระหว่างทางนั้นมีร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เราเดินเข้าไปนิดหน่อย ก็เจอวงเวียนน้ำพุ และตรงนี้เอง พวกเราก็ได้เจอกับบริการรถนำเที่ยวบริเวณรอบ ๆ สวนสาธารณะแห่งนี้

พวกเราทั้งสามคนปรึกษากันว่า เราจะเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงตัวปราสาทดี หรือว่า จะนั่งรถชิล ๆ ไปจนถึงหน้าทางเข้าปราสาทดี สุดท้ายพวกเราก็เลือกที่จะลองนั่งรถนำเที่ยวนี้ดูซักครั้ง ด้วยเหตุผลเพราะอยากประหยัดเวลา และ อยากเก็บแรงเอาไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อคน ถ้าจำไม่ผิด น่าจะคนละ 600 เยนครับ

ก่อนที่รถจะออก พนักงานก็จะมาปิดม่านใสกันลมให้พวกเรา เพราะกลัวพวกเราจะหนาว แต่พวกเราขอปฎิเสท เนื่องจากเราอยากจะถ่ายรูปไปด้วยระหว่างนั่งรถ ถ้าหากปิดม่านกันลม มันจะถ่ายไม่ได้ “พวกเรายอมหนาวเพื่อที่จะถ่ายภาพครับ” พนักงานก็โอเค แล้วรถก็เริ่มออกเดินทาง …

ระหว่างที่รถกำลังแล่นไปตามทาง พวกเราก็ได้รับฟังคำบรรยายจาก Guide ไปด้วย ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ แน่นอนว่าพวกเราฟังไม่รู้เรื่อง เราก็ได้แต่ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ฟังบรรยายไปเรื่อย ๆ ก็ได้บรรยากาศแบบนักท่องเที่ยวดีเหมือนกันครับ

ซักพัก รถก็มาหยุดที่จุดถ่ายรูปจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมหาชนของปราสาท Osaka คือมุมด้านหลังปราสาทนั่นเอง Guide มาบอกกับพวกเราว่า “ลงจากรถไปถ่ายรูปได้นะก๊ะ” เป็นภาษาไทย ผมถึงกับตกใจ อ้าว พูดไทยได้นี่หว่า เลยชมไปว่า พูดภาษาไทยได้ด้วยเก่งจัง แต่ Guide ก็พูดได้แค่นั้นแหล่ะครับ เพราะหลังจากนั้น ก็เป็นภาษาอังกฤษต่อ เราจึงปฎิเสธไปว่า ขอนั่งบนรถนี่แหล่ะ ไม่อยากลง เพราะเดี๋ยวยังไง เราก็จะเดินกลับมาจังจุดนี้อีกรอบอยู่แล้วในขากลับ. ไม่นาน รถก็ออกเดินทางอีกครั้ง แล้วก็มาถึงจุดหมาย หน้าทางเข้าปราสาท พวกเราลงจากรถ แล้วผมก็ไปยกมือไหว้สวย ๆ แล้วกล่าว “ขอบคุณครับ” เป็นภาษาไทย กับ Guide ที่พูดภาษาไทยกับพวกเราเมื่อซักครู่นี้ด้วยรอยยิ้มแบบไทย ๆ Guide ก็บอก “ขอบคุณก๊าาา” พร้อมยกมือไหว้แข็ง ๆ แบบน่ารักน่าเอ็นดูตอบกลับมาด้วย … ดีจังเลยครับ ที่ได้เห็นคนญี่ปุ่นพยายามพูดภาษาไทยแบบนี้

พวกเราทั้งสามคน เดินข้ามสะพานเข้ามายังเขตปราสาทชั้นใน ซึ่งยังต้องเจอกับกำแพงอยู่อีกเล็กน้อย เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับร้านขายของกินตั้งดักอยู่ระหว่างทาง ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว … “หิวสิครับ” เราเลยทานอะไรกันเล็กน้อยอย่างทาโกะยากิ เรากินรองท้องกันก่อนแล้วก็ถ่ายภาพบริเวณนี้ ซึ่งก็มีอะไรน่าสนใจอยู่เหมือนกัน อย่างเจ้าแคปซูลกาลเวลาของงาน World Expo 70 ที่ถูกฝังเอาไว้หน้าปราสาท Osaka นี้ ที่มีอยู่ 2 อัน คือแคปซูลหมายเลข 1 จะถูกเปิดอีกครั้งในอีก 5000 ปี ถัดไป (ปี ค.ศ.6970) ส่วนแคปซูลหมายเลข 2 จะถูกเปิดในทุก ๆ 100 ปี ซึ่งมีการเปิดครั้งแรกในปี ค.ศ.2000 และกำหนดเปิดครั้งต่อไปคือปี ค.ศ.2100 นั่นเอง

ระหว่างนี้ ก็มีการโชว์เปิดหมวกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย ซึ่งเป็นโชว์แสดงการต่อสู้แบบญี่ปุ่นด้วยดาบ พวกเราก็ยืนดูกันซักพัก แล้วก็ไปถ่ายภาพกันต่อเรื่อย ๆ จนพอใจ เราจึงตัดสินใจเดินทางออกจากบริเวณปราสาทชั้นใน ไปทางด้านหลังปราสาท ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถเข้าออกปราสาทโอซาก้าได้ โดยปลายทางที่เราจะไปนั้นคือ สถานีรถไฟ “Osaka Business Park”

ระหว่างที่เราเดินออกมาทางด้านหลังนั้น เราก็มาเจอกับจุดถ่ายภาพมุมมหาชนอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับรถนำเที่ยวได้แวะจอดให้เราลงไปถ่ายรูป(แต่เราไม่ลง) เรามาถึงจุดนี้ เลยเดินหามุมถ่ายภาพกันอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องมากังวลว่าจะมีใครมารอ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เราไม่ยอมลงไปถ่ายในตอนแรกนั่นเอง เราถ่ายภาพกันซักพักจนพอใจ จึงเดินออกมาตามทางเรื่อย ๆ แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เห็นดอกไม้สวยก็ถ่าย เห็นเครื่องบินบินโฉบตึก ก็ถ่าย อากาศก็เย็นสบาย เสียดายที่เมฆเยอะไปหน่อย ภาพเลยดูตุ่น ๆ ไม่มีมิติเท่าไร แต่เท่านี้ เราก็รู้สึกมีความสุขกันมากแล้วหละครับ สุดท้าย เราก็เดินมาถึงสถานีรถไฟ “Osaka Business Park” จุดหมายปลายทางของเราที่จะไปต่อคือย่าน “Umeda” ย่านสำคัญใจกลางเมืองของ Osaka ที่เราต้องแวะไปทานข้าวกันก่อนที่จะไป Itami


Umeda

ชื่อสถานที่ : Umeda Station (Osaka station)
เว็บไซต์ : https://www.osakastation.com/umeda-area-map-finding-your-way-around-the-umeda-stations/
Location : https://goo.gl/maps/EXSthk5fH2K2
วิธีการเดินทาง : จากปราสาทโอซาก้าออกทางประตูด้านหลัง ไปที่สถานี Osaka Business Park ให้นั่งรถไฟสาย Nagahori Tsurumiryokuchi Line  มาลงที่สถานี Shinsaibashi เพื่อเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Midosuji Line เพื่อมาลงที่สถานี Umeda

เมื่อเรามาถึงย่าน “Umeda” เราก็เริ่มหาอะไรทานกัน ผมจำได้ว่า เมื่อปีที่แล้วที่ผมมา Osaka ผมได้มาทานร้านอาหารใต้สถานีรถไฟที่นี่ ซึ่งมีร้านน่าสนใจอยู่หลายร้านมาก ผมจึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้มาลองทานกันดู เราเดินหลงกันซักพักใหญ่ ก็มาเจอย่านร้านอาหารที่ผมแนะนำ แล้วเราก็เลือกร้านอาหารง่าย ๆ ที่ดูน่าทาน ได้เร็ว อิ่มแน่นอน ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ Salary man นิยมจะมาทานกันในช่วงพักเที่ยง จนมาพบกับร้านหนึ่งที่ขายข้าวหน้าต่าง ๆ มี Model display สวย ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่าย ๆ และร้านนี้ก็ใช้ตู้หยอดเหรียญในการสั่งเมนูอาหาร แล้วเอาตั๋วไปให้กับพนักงาน เราก็สั่งอาหารกันที่เครื่องนี้ โดยผมเลือกทานข้าวแกงกะหรี่กับไข่ แล้วไปนั่งที่โต๊ะที่ว่างพอดี พร้อมกับส่งตั๋วให้กับพนักงานไป. เราสั่งไปไม่นาน พนักงานก็มาเสิร์ฟอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเมื่อลองได้ทานไปก็พบว่า “อร่อยมาก ๆ ชอบมาก” คือเป็นข้าวแกงกะหรี่ที่มีรสชาติเข้มข้นแต่ไม่แรงเกินไป ไข่นุ่มกำลังดี เมื่อได้ทานกับข้าวก็ลงตัวสุด ๆ อร่อยเว่อร์ ส่วนสมาชิกที่เหลือก็สั่งเมนูอื่น ๆ เช่น ข้าวหน้าแฮมเบิร์ก เห็นบอกว่า อร่อยสุด ๆ จนน่าประทับใจเช่นเดียวกัน

เราทานกันเสร็จก็พบว่า มี Salary man มายืนต่อคิวอยู่หน้าร้านเต็มไปหมด ผมก็คิดในใจว่า “นี่แหล่ะ ร้านที่เป็น Local ที่อยู่กลางใจเมือง ทำมาเพื่อขายให้ชาวญี่ปุ่นท้องถิ่นได้ทานกันเป็นชีวิตประจำวันแท้ ๆ” นับว่าโชคดีที่เราเลือกได้ถูกร้าน และโชคดีที่มาถูกเวลาที่เจอจังหวะโต๊ะว่างพอดี เพราะหากเรามาช้ากว่านี้ เราคงไม่ได้ทานร้านนี้ เพราะถ้าเราเห็นคิวในเวลานี้ก็คงตัดสินใจไปร้านอื่นกันแล้วหละครับ

เราออกมาจากร้านอาหาร เพื่อที่จะเดินไปสถานีรถไฟสาย Hankyu แต่ผมบอกว่า “เวลาเรายังเหลือ สนใจแวะไป Yodobashi เพื่อดู Ninja Lens Skirt กันก่อนไหม เนี่ย แค่ข้ามถนนก็ถึงห้างแล้ว” (หากใครจำได้ในตอนที่แล้ว เราได้เห็นช่างภาพชาวญี่ปุ่นใช้ Lens Skirt นี้ ถ่ายภาพผ่านกระจกที่ตึก Roppongi Hills แล้วเราได้ขอข้อมูลจากช่างภาพคนนี้มา เพื่อหาซื้ออุปกรณ์ตัวนี้) เราก็ตัดสินใจไปดูกันครับ พอได้เข้าไปในห้าง Yodobashi สาขา Umeda เราก็ขึ้นไปยังชั้นกล้องทันที เพื่อตามหาอุปกรณ์ตัวนี้ ก็พบว่ามีขายครับ แต่ราคาก็แรงใช่ย่อย อันละเป็นพันบาทเลย เราเลยถอยออกมาเพื่อคิดอีกครั้งว่าเราจะซื้อดีไหม ระหว่างนั้น เราก็แยกย้ายกันเดิน คนนึงก็ไปดูหนังสือถ่ายภาพ อีกคนก็เดินดูของเรื่อย ๆ ส่วนผม … แวะไปชั้นขายเครื่องเกม เพื่อไปสืบข่าวเครื่อง Nintendo Switch ว่ามีขายไหม ปรากฏว่า Sold Out เช่นเคย ไม่มีขายครับ เลยอกหักอีกครั้ง ก่อนที่จะชวนสมาชิกเดินออกมาจากห้าง แล้วไปยังสถานีรถไฟ Hankyu เพื่อเดินทางไปยัง Itami ตามเป้าหมายหลักในวันนี้


Itami

ที่นี่คือเป้าหมายหลักของตัวผมที่อยากจะมาที่สุดในทริปนี้ครับ ถึงแม้ว่าผมจะเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว แถมเป็นช่วงวันเวลาเดียวกันด้วย (ปีที่แล้ว ผมไปวันที่ 25 มีนาคม 2016) ซึ่งผมประทับใจมากจนอยากกลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพราะที่นี่คือสถานที่ในฝันของผม เป็นที่ที่จะได้ใกล้ชิดเครื่องบิน ได้ถ่ายภาพเครื่องบินอย่างเต็มที่ ซึ่งผมเคยเขียนรีวิววิธีการเดินทางอย่างละเอียดเอาไว้หมดแล้วที่ บทความ “อยากรู้ไหมว่าจุดชมเครื่องบินที่ญี่ปุ่นเป็นยังไง ? งั้นเราไปถ่ายรูปดูเครื่องบินที่ Osaka (Itami) Airport กันเถอะ” ลองเข้าไปอ่านกันก่อนได้ครับ ส่วนในบทความรีวิวนี้ ผมจะเล่าเรื่องราวเน้นถึงการเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ และปัญหาที่เจอให้เป็นประสบการณ์สำหรับคนที่คิดจะตามรอยพวกเราครับ

การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นขึ้นที่สถานีรถไฟสาย Hankyu เริ่มจากสถานี Umeda เราต้องนั่งรถไฟสาย Takarazuka Line แบบท้องถิ่น “Local train” เท่านั้น ไปลงที่สถานี Sone ซึ่งไม่ห่างกันมากนัก เมื่อมาถึงที่สถานี Sone ผมก็เดินนำทางไปยังจุดเช่าจักรยาน แต่พวกเราก็พบกับ Event ใหญ่ที่ทำเอาพวกเราหลั่งอะดรีนาลีนออกมากันเลย … “จักรยานหมด” เป็นคำพูดที่คุณลุงพนักงานจุดเช่าจักรยานพยายามบอกกับพวกเราเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นแล้วทำท่าเอาแขนเป็นรูปกากบาทให้เราดู ตอนนั้นเล่นเอาผมไปไม่เป็นเลยครับ เพราะไม่คิดว่าจักรยานจะหมดได้

แต่พอมาคิดดูแล้ว ผมก็ลืมนึกไปว่า วันนี้ที่ Itami มี Event พิเศษอยู่พอดี นั่นคือเครื่องบินลายพิเศษของ ANA Star Wars ลาย C-3PO ลำสีเหลืองที่เพิ่งจะเปิดตัวในวันที่พวกเราบินมาถึงญี่ปุ่น ได้บินมาลงที่ Itami วันนี้เป็นครั้งแรกพอดี และเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น เครื่องบินลำนี้ก็จะมาถึง Itami ซึ่งตอนแรก ผมเองก็คิดว่า หากพวกเราจะปั่นจักรยานไปจนถึง Itami Sky Park เวลาก็น่าจะพอเหลือก่อนที่เครื่องบินลำนี้จะมา แต่ปรากฏว่า จักรยานไม่มี … แต่คุณลุงก็พยายามบอกกับเราเป็นภาษาอังกฤษว่า “Next station OK” ย้ำ ๆ กับพวกเรา ซึ่งเราก็ตีความไปว่า สถานีรถไฟถัดไป น่าจะมีบริการจักรยานให้เช่าเช่นเดียวกัน พวกเราจึงขอบคุณคุณลุงแล้วรีบเดินทางไปสถานีถัดไปที่มีชื่อว่า “Okamachi” ทันที

เมื่อมาถึงสถานี Okamachi พวกเราก็ถึงกับงงว่า ตรงไหนคือที่เช่าจักรยาน ผมเปิด Google Map ก็หาไม่เจอ พอตั้งสติได้ ผมคิดในใจว่า “จุดเช่าจักรยานที่ Sone Station อยู่ใต้รางรถไฟ ที่นี่ก็น่าจะอยู่ใต้รางรถไฟเช่นเดียวกันมั้ง” ผมจึงเดินสุ่มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจอป้ายที่หน้าตาคุ้นเคย เหมือนกันกับป้ายจุดเช่าจักรยานที่ Sone Station ผมจึงรีบเดินไปดูอย่างเร็วที่สุด แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย เลยเข้าไปคุยก็พบกับข่าวดี มีจักรยานเหลือให้พวกเราครบทั้ง 3 คน พวกเรารอดแล้ว มีจักรยานปั่นไป Itami แล้ว เราดำเนินการกรอกข้อมูลผู้เช่าและยื่น Passport ให้กับพนักงานจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อเราได้จักรยานแล้ว เราก็รีบปั่นย้อนกลับมาตั้งหลักที่สถานี Sone อีกครั้ง แล้วผมก็ปั่นนำทางไปยัง Itami Sky Park ตามแผนเดิมของเรา

Location จุดเช่าจักรยานสถานี Okamachi Station
Link : https://goo.gl/maps/HQWJ2y7iHnk (street view)

พอปั่นไปเรื่อย ๆ ผมก็คอยเปิดโปรแกรา Flight Radar 24 คอยเช็คดูว่า เครื่องบิน ANA ลาย Star Wars ที่ผมอยากจะมาถ่าย บินมาถึงไหนแล้ว ซึ่งตอนนั้นเครื่องบินได้บินออกมาจากสนามบิน Haneda มาแล้ว และกำลังจะถึงในอีกในไม่ช้า ผมจึงบอกให้สมาชิกรีบปั่นไปให้เร็วที่สุด แต่ก็เร็วมากไม่ได้ เพราะอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพที่พกมาด้วยนั้น เป็นอุปสรรค์ให้เราปั่นอย่างระมัดระวัง และมีน้ำหนักที่มากพอสมควรจนทำให้เราต้องออกแรงมากขึ้นอีก จนสุดท้าย เราก็ปั่นมาจนถึงทางเข้าจุดถ่ายภาพ Harada ปลายรันเวย์ ภาพในตอนนั้น เราเห็นเหล่า Spotter ช่างภาพอากาศยานชาวญี่ปุ่น ยืนตั้งกล้องรออยู่เป็นจำนวนมาก และพอผมดูโปรแกรม Flight Radar 24 แล้วพบว่า เครื่องบินกำลังจะมาถึงในอีก 2-3 นาทีนี้ สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้คือ จอดจักรยาน รีบเอากล้องออกมาใส่เลนส์ระยะ Tele 70-300 แล้วหาจุดถ่ายภาพสด ๆ ณ ตอนนั้น โดยไม่ได้ลองวัดมุมวัดระยะอะไรก่อนเลย เราต้องใช้จินตนาการล้วน ๆ ว่าเรายืนตรงนี้ เครื่องจะมาตรงไหน มุมเป็นอย่างไร เรียกได้ว่า วัดดวงกันสุด ๆ ครับ

ไม่กี่อึดใจ เครื่องบิน ANA Star Wars ลาย C-3PO ก็บินมาให้เห็นแต่ไกล เอาหละ ภาพแรกที่ Itami เราก็ได้ถ่ายภาพแบบวัดดวงกับเครื่องบินเป้าหมายหลักกันเลย เป็นไงเป็นกันหละ เครื่องบินค่อย ๆ บินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ตาผมก็มองที่ View Finder นิ้วก็พร้อมที่ปุ่มกดชัตเตอร์ เมื่อได้ระยะ ผมจึงกดชัตเตอร์ออกไปไม่ยั้ง พร้อมกับหมุนปรับระยะของเลนส์ไปเรื่อย ๆ เสียงเครื่องยนต์ดังสั่นพร้อมกับเสียงลั่นชัตเตอร์รัว ๆ ของเหล่า Spotter แถวนั้น เป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือเสียงของความสุขในการบันทึกนาทีประวัติศาสตร์ ที่ทุกคนในที่นั้นได้เก็บภาพเครื่องบิน Boeing 777-200ER ลำนี้บินลงมาแตะรันเวย์ที่สนามบิน Itami ครั้งแรกภายใต้ลายพิเศษ “ANA Star Wars C-3PO”

พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมและสมาชิก ก็เอาภาพมาให้ดูกัน ต่างคนต่างก็มีความสุขที่ได้อวดภาพของตัวเอง และเรายืนอยู่ตรงนั้นซักพัก เพื่อพักหายใจหลังจากที่พวกเรารีบปั่นจักรยานมาจนถ่ายเครื่องบินได้อีก 1-2 ลำ พวกเราจึงปั่นจักรยานไปยังจุดถ่ายภาพที่เราจะไปในตอนแรกกันต่อ (แต่ไปไม่ทันเครื่องลาย Star Wars มา) ที่นั่นคือ … “Itami Sky Park”


“Itami Sky Park”

ชื่อสถานที่ : Itami sky park
เว็บไซต์ : http://www.city.itami.lg.jp/seishu_itami/jp/tour_around_itami/itami_spots/index.html
Location : https://goo.gl/maps/HEgAURorBEo

พวกเราปั่นมาเรื่อย ๆ แบบไม่รีบร้อนแล้ว ไม่นานก็ถึงทางเข้าสวนแห่งนี้ เราจอดจักรยานเอาไว้หน้าทางเข้า Lock กุญแจ แล้วเดินบันไดขึ้นมาด้านบน ก่อนที่จะพ้นเนินบันได ผมได้บอกกับสมาชิกทุกคนว่า “สิ่งที่รออยู่หลังเนินนี้เนี่ย จะเป็นสวรรค์ของพวกเราในวันนี้เลยนะ” เมื่อก้าวพ้นเนินบันได สิ่งที่เห็นคือ สวนสาธารณะที่อยู่ริมรันเวย์สนามบิน ซึ่งผมขอเคลมไว้เลยว่า ที่นี่เป็นจุดถ่ายภาพเครื่องบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผมบอกให้สมาชิกแยกย้ายกันไปหาจุดถ่ายภาพที่ตัวเองชอบ และเราจะอยู่ที่นี่จนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. เราจะย้ายจุดไปยัง Harada spotting point ที่ปลายรันเวย์กันต่อ

“และนี่ก็คือ ผลงานรูปถ่ายจากจุดถ่ายภาพที่ Itami sky park ของพวกเราครับ”

ตลอดระยะเวลา 1.30 ชั่วโมงที่เราอยู่ที่นี่ นับว่าเป็นเวลาที่มีค่ามาก เพราะมันคือเวลาแห่งความสุขกับสถานที่แห่งความฝัน เราได้ถ่ายภาพเครื่องบิน ได้ฟังเสียงเครื่องยนต์ ได้เห็นเครื่องบินระยะใกล้มาก ได้เห็นสังคมช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่มาถ่ายภาพเครื่องบินจำนวนหนึ่ง และได้เห็นบรรยากาศของสวนสาธารณะแห่งนี้ ที่มีเด็กมาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ต้องกลัวถึงอันตรายใด ๆ และไม่มีใครมาห้ามมาไล่ซึ่งต่างจากสนามบินประเทศสาระขันแห่งหนึ่งที่มีนโยบายปิดกั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนหาบรรยากาศแบบนี้แทบไม่ได้เลย

“บรรยากาศแห่งแรงบันดาลใจ ที่รอให้พวกเรามาค้นหาอย่างไม่มีขีดจำกัด”


“Harada Spotting Point”

ชื่อสถานที่ : Harada spotting point 千里川土手
เว็บไซต์ : http://www.spotterguide.net/index.php/planespotting/asia/japan/osaka-itami-itm-rjoo/
Location : https://goo.gl/maps/WsWab3X8vi12

เมื่อถ่ายภาพกันเสร็จแล้ว เวลา 16.00 น. ก็เป็นเวลาที่พวกเราต้องเก็บกล้อง เพื่อปั่นจักรยานย้อนกลับมาทางเก่า มายังจุดถ่ายภาพปลายรันเวย์ที่ชื่อว่า “Harada Spotting Point” ลักษณะเด่นของจุดถ่ายภาพนี้ จะมีจุดให้ถ่ายภาพอยู่ 2 ทางหลัก ๆ โดยมีคลองกั้นกลางเอาไว้ ครั้งที่แล้วที่ผมมาที่นี่ ผมเลือกที่จะไปเส้นทางด้านหน้า ที่ใกล้รันเวย์ที่สุด คราวนี้ ผมเลยชวนมายังอีกเส้นทาง เส้นหลังคลองที่อยู่ห่างจากรันเวย์อีกนิดเดียว ซึ่งตรงนี้จะได้บรรยากาศเพิ่มเติมอีกหนึ่งอย่างคือ ได้เห็น Story ของคนที่มาถ่ายภาพเครื่องบิน ซึ่งทำเป็นภาพแนว Life ได้เลย

จุดถ่ายภาพ Harada Spotting Point เป็นจุดถ่ายภาพที่อยู่ปลายรันเวย์ 32L ของสนามบิน Osaka Itami มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ นอกจากจะได้ใกล้ชิดกับประสบการณ์เครื่องบิน บินโฉบหัวในระยะใกล้มาก ๆ แล้ว ที่นี่มีฉากหลังเป็นภูเขา ที่มีอาคารบ้านเรือนอยู่บนเขาด้วย ในช่วงเวลากลางคืน อาคารบ้านเรือนเหล่านั้นก็จะเปิดไฟ ทำให้เป็นฉากหลังที่สวยงามมาก เมื่อได้ถ่ายภาพคู่กันกับเครื่องบินที่กำลังบินแตะพื้นรันเวย์ ณ จุดนี้ ที่นี่จึงเป็นจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงในหมู่นักถ่ายภาพอากาศยานอยู่พอสมควรเลยหละ

เมื่อพวกเราหาจุดถ่ายภาพกันได้แล้ว ก็จัดการตั้งขาตั้งกล้อง แล้วก็ถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น และมีลมแรง ซึ่งเป็นอุปสรรค์สำคัญที่ทำให้การถ่ายภาพของเรานั้นยากขึ้น ยิ่งมึด แสงก็ยิ่งสวย อากาศก็ยิ่งหนาว ลมก็แรง ทำให้ภาพที่ได้เริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะภาพส่วนใหญ่จะเสียเพราะเบลอที่เกิดขึ้นจากลมที่แรงจนขาตั้งกล้องที่ผมใช้เอาไม่อยู่

ถึงตรงนี้ ผมขอพูดถึงเรื่องราวเทคนิคการถ่ายภาพเครื่องบินกันซักหน่อยนะครับ ซึ่งเทคนิคนี้ มันจะคล้าย ๆ กันกับการถ่ายภาพรถ หรืออะไรก็ตามที่ต้องเคลื่อนไหว ไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ … ปกติแล้ว เราจะได้ถ่ายภาพเครื่องบินอยู่ 3 โอกาส คือ 1.ตอนที่มันจอดอยู่กับที่ , 2.ตอนที่มันเคลื่อนที่บนพื้น(หรือบินใกล้พื้น) และ 3.ตอนที่มันบินอยู่บนอากาศ ซึ่งผมขออธิบายกรณีที่ 1 สั้น ๆ เลยครับว่า เทคนิคจะเหมือนกันกับการถ่ายภาพ Landscape ทั่วไปเลย เพราะเครื่องบินมันจอดอยู่กับที่ ทำให้เราสามารถจัดการมุมมองของภาพได้ตามจินตนาการของเราได้อย่างเต็มที่ภายในจุดที่เราเข้าไปยืนถ่ายได้ ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ค่า Speed Shutter ไม่จำเป็นต้องสูง เราใช้ Speed ที่ต่ำได้ เพื่อเพิ่มความสว่างของภาพและการดีไซน์ภาพ ซึ่งจะต่างกันกับอีก 2 กรณีที่ผมจะกล่าวต่อไป

ในกรณีที่ 2. ตอนที่เครื่องบินเคลื่อนที่บนพื้น(หรือบินใกล้พื้น) เรามีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นมาท้าทายเราแล้ว การที่วัตถุหลักในภาพที่เราจะโฟกัสมันเคลื่อนที่ ภาพที่ได้ก็มีโอกาสเบลอ ยิ่งเราอยู่ใกล้ มันยิ่งเคลื่อนที่เร็ว เราต้องแพนกล้องตามเร็ว และยิ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิ่งมีโอกาสได้ภาพเบลอสูง จึงทำให้การถ่ายภาพแนวนี้ จำเป็นต้องใช้ Speed Shutter ที่สูงเอาไว้ก่อน เพื่อลดโอกาสเบลอลงไป แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ ภาพจะมึด ทำให้เราต้องดันค่ารูรับแสง (f) หรือดัน ISO สู้ เพื่อปรับภาพให้มันพอดีตามที่เราต้องการ แต่ก็มีการถ่ายภาพอีกแนวหนึ่งที่ทำตรงข้ามกัน คือ การถ่ายภาพแนวแพนนิ่ง ภาพที่ได้จะเห็นวัตถุหลักที่เราโฟกัสไว้เราชัดเจน แต่ฉากหลังจะเบลอ ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา ซึ่งทำได้โดย ปรับกล้องไปที่โหมด Tv (ของ Canon) แล้วลดค่า Speed Shutter ให้ต่ำตามความเหมาะสม อย่างผมใช้ 1/50sec ตั้ง ISO ไว้ที่ 100 ตอนถ่ายภาพ ให้แพนตามวัตถุที่เราโฟกัสเอาไว้ให้พอดี ๆ ซึ่งต้องใช้การฝึกฝนอยู่พอสมควร. ภาพถ่ายแนวนี้ ส่วนใหญ่จะถ่ายออกมาเสียเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะเสีย 10 รูป ได้ซัก 1 รูป บางทีก็เสียทุกรูปเลย ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ

อีกเรื่องที่ต้องนำมาคิดคือ เรื่องเวลา แสงแดด สภาพอากาศ การถ่ายภาพ สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงแทบไม่ได้เลย เมื่อเราถ่ายภาพบนพื้นที่ีเป็นพื้นถนน(หรือรันเวย์สนามบินในกรณีนี้) นั่นคือ “คลื่นความร้อนบนพื้นดิน” หรือ Heat ซึ่งจะพบได้มากบนพื้นรันเวย์ หรือ Taxi way บนสนามบิน ยิ่งเราซูมเข้าไป ภาพก็ยิ่งติด Heat เป็นคลื่น ๆ ทำให้ความคมชัดของภาพลดลงไปมากมายจนบางครั้งแทบดูไม่ได้เลยทีเดียว เรื่องเหล่านี้หลีกเลี่ยงได้บางเวลาครับ เช่น เวลาตอนเช้า และ เวลาตอนเย็น Heat จะน้อยกว่าเวลาช่วงสาย เที่ยง บ่าย หากเป็นไปได้ ก็ให้ถ่ายภาพในช่วงเวลาที่เหมาะสมครับ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็พยายามอย่าซูมเข้าไปมาก ให้ถ่ายกว้าง ๆ Heat ก็จะไม่ค่อยปรากฎให้เห็นแล้วครับ

ในกรณีที่ 3. กรณีที่เครื่องบินอยู่บนฟ้า ฉากหลังของเครื่องบินคือท้องฟ้า เมฆ หรือวัตถุใด ๆ ที่อยู่บนฟ้า ตรงนี้เน้นให้ใช้ Speed Shutter ที่พอดี ๆ ตามระยะห่างของเราและเครื่องบิน ที่สำคัญคือ จุดถ่ายภาพที่เรายืนถ่าย หากอยู่ใกล้เครื่องบินเกินไป ภาพที่ได้ก็จะเห็นใต้ท้องเครื่องบิน หากเราอยากได้ภาพที่เป็นด้านข้างเครื่องบิน เราต้องเดินห่างออกไปซักหน่อย เพื่อให้ได้ภาพในมุมมองที่เราต้องการ ท้องฟ้าก็เป็นสิ่งสำคัญ หากวันไหนมีเมฆมาก แดดไม่มี ภาพก็จะดูตุ่น ๆ หากวันไหนแดดแรง แล้วไปถ่ายตอนสาย ๆ เที่ยง ๆ ภาพก็จะมีเงาเยอะ จึงต้องคิดถึงเรื่องนี้เอาไว้ด้วยครับ

ทั้ง 3 กรณีนี้ มีข้อยกเว้นอยู่เรื่องหนึ่งคือ หากถ่ายภาพ “เครื่องบินประเภทใบพัด” หากเราไม่อยากให้ใบพัดของเครื่องบินนั้นหยุดนิ่งจนดูไม่มีชีวิตชีวา เราจำเป็นต้องลด Speed Shutter ลงให้เหมาะสม จนบางครั้ง เราจำเป็นต้องใช้เทคนิคแพนนิ่งเข้ามาช่วย หากเครื่องบินนั้นไม่อยู่กับที่ ทั้งบนดิน และ บนอากาศ ครับ

ก่อนที่จะไปชมภาพถ่าย ลองมาชม Video บรรยากาศกันก่อนครับ

“และนี่ก็คือ ผลงานรูปถ่ายจากจุดถ่ายภาพที่ Harada spotting point ของพวกเราครับ”

ทั้งหมดนี้คือรูปบางส่วนเท่านั้น ยังมีบางรูปที่ผมไม่ได้เอาลงในบทความนี้ ท่านสามารถเข้าไปดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ 
Link : https://www.flickr.com/gp/96216242@N06/X19W59

เมื่อเราถ่ายภาพกันเสร็จแล้ว พวกเราก็เก็บของ ปั่นจักรยานออกมา แล้วแวะ Super Market ที่อยู่ใกล้ ๆ กับจุดถ่ายภาพ Harada กันซักหน่อย ที่นี่มีห้องน้ำให้เข้า หากใครเกิดอยากเข้าห้องน้ำในระหว่างการถ่ายภาพที่จุดถ่ายภาพ Harada ก็สามารถปั่นจักรยานเพื่อมาเข้าห้องน้ำที่นี่ได้ครับ เราแวะเข้าห้องน้ำและหาอะไรกินรองท้องกันเล็กน้อย ก่อนที่เราจะปั่นจักรยานกลับไปที่สถานี Okamachi เพื่อไปคืนจักรยานก่อนเวลา 20.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เขากำหนดให้คืนอย่างช้าที่สุดครับ เมื่อเราคืนจักรยานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินไปขึ้นรถไฟสาย Hankyu กลับไปยัง Umeda อีกครั้ง ระหว่างที่นั่งรถไฟ เราก็คุยกันว่า เราจะแวะไปยังห้าง Yodobashi อีกครั้ง เพื่อกลับไปซื้อ Ninja Lens Skirt ที่เราดูเอาไว้เมื่อตอนเที่ยง เผื่อคืนนี้เราอาจจะได้ใช้กันที่โรงแรมในสนามบิน Kansai เราเลยตัดสินใจกลับไปซื้อ พอซื้อเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินทางกันต่อไปยัง Namba ต่อไป


Namba – Dotonbori

ชื่อสถานที่ : Namba – Dotonbori
เว็บไซต์ : https://www.jnto.go.jp/eng/regional/osaka/nanba.html
Location : https://goo.gl/maps/VozJK9aaNN92
วิธีการเดินทาง : จาก Umeda ให้นั่งรถไฟสาย Midosuji Line ไปสู่สถานี Namba ได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปลี่ยนสายแต่อย่างใด

เรานั่งรถไฟสาย Midosuji Line (สีแดง) จาก Umeda มาลงที่สถานี Namba เมื่อลงจากรถไฟ ผมได้บอกกับทุกคนว่า ให้ไปเดินหา Locker ที่เราฝากกระเป๋าไว้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยเดินออกจากสถานี จะได้จำได้ ไม่มีหลง จนเมื่อเราเดินหา Locker จนเจอแล้ว เราก็เดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน มาสู่ด้านบนย่านสู่ย่าน Dotonbori … ที่นี่คนเยอะมาก เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาช๊อปปิ้งและหาของกินกัน เราเดินมาเรื่อย ๆ ก็มาเจอกับสะพานข้ามคลองดงทม อันมีป้ายกูลิโกะอันเลื่องชื่อตั้งเด่นสง่าอยู่ แต่นับเป็นความโชคร้ายของพวกเราที่เราดันมาผิดจังหวะ “ป้ายไฟเสียพอดี” คือมันไม่ได้เสียจนใช้ไม่ได้นะ มันเสียแค่นิดหน่อย มีเส้นที่แสดงผลผิดปกติโผล่ออกมาอย่างชัดเจนเท่านั้น จึงทำให้ต้องลดความคาดหวังของแผนที่จะมาถ่ายรูปกับป้ายนี้ลง เราทำได้เพียงแค่เก็บภาพบรรยากาศแถวนี้เท่านั้น และบริเวณริมคลองดงทมนี้เอง ก็มีเหล่าไอดอลเกิลกรุ๊ป มาร้องเพลงเต้นแสดงโชว์กันอยู่พอดี พร้อมกับอีกริมฝั่งคลอง ที่มีเหล่ากองเชียร์ มาคอยส่งเสียงให้กำลังใจกันอย่างสนุกสนาน ดีเหมือนกันครับเพลินตาดี.

เราเดินแถวนี้ซักพัก ก็เริ่มรู้สึกหิวอีกแล้ว เพราะเมื่อกี้เราแค่ทานไก่ย่างเสียบไม้ที่ร้านสะดวกซื้อรองท้องเท่านั้น ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ แบบนี้ เราตกลงกันว่าพวกเราจะหาร้านราเมนกินกันให้สะใจกันซักมื้อ ก่อนที่จะเดินทางกลับโรงแรมในค่ำคืนนี้ ร้านที่เราเดินหาจนถูกใจแล้วเลือกมาคือร้าน “Kinguemon”

ร้าน Kinguemon ผมคุ้น ๆ เหมือนจำได้ว่าเป็นร้านราเมนซุปดำที่ผมได้เห็นจากรีวิวของพี่ ๆ ทีม ilovetogo ไปทานกันมา แต่ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าใช่ร้านนี้ไหมจนมาดูตอนหลังอีกทีก็ปรากฏว่าใช่ เป็นร้านเดียวกันนี่แหล่ะ. ร้านนี้ใช้ระบบตู้หยอดเหรียญสั่งอาหารที่ไม่ยากเพราะที่ตู้มีรูปภาพให้ดูด้วย ผมสั่งเมนูแนะนำของร้านนี้คือ ราเมนซุปดำ พร้อมกับเพิ่มเส้นมาทานครับ. พอเข้าไปในร้าน พนักงานก็พามานั่งที่โต๊ะแบบเคาเตอร์ จากนั้นพนักงานก็มารับออเดอร์ พร้อมกับนำป้ายมาให้ดูว่า เราจะสั่งเส้นแบบไหน มีแบบกลม และแบบแบน ให้เลือก ซึ่งผมได้รับคำแนะนำจากพนักงานว่า เมนูซุปดำที่ผมสั่ง เหมาะสำหรับเส้นแบน ผมก็เลยเชื่อเอาตามนั้นเลยครับ

ไม่นาน ราเมนก็มาเสิร์ฟ ครั้งแรกที่เห็นหน้าตาราเมนก็รู้สึกตกใจ เพราะชามใหญ่มาก และน่าทานมาก ผมคิดในใจว่า ที่ผมสั่งเพิ่มเส้นไป คงจะใส่มาในชามนี้หมดแล้ว เพราะปริมาณเส้นมีเยอะพอสมควร หมูชาชูก็นุ่มอร่อยมาก ๆ ไข่ก็อร่อย น้ำซุปเค็มไปนิด แต่ไม่ได้เค็มจนกินไม่ได้ กินเพลิน ๆ จนหมดชาม อิ่มพอดี เมื่อผมทานไปซักพักจนใกล้หมดชาม พนักงานก็เดินมาหาผม แล้วบอกผมเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า “เส้นที่สั่งเพิ่ม จะรับแบบไหนดีครับ แบบเส้นแบน หรือเส้นกลม” พร้อมกับเอาป้ายมาให้ดูอีกครั้ง … ผมตกใจสิครับ ชามเมื่อกี้ ยังไม่ได้เพิ่มเส้นหรอ ? เฮ้ย อิ่มแล้วนะ แต่ก็รู้สึกเสียดายตังที่อุตส่าห์สั่งเส้นเพิ่ม เลยตัดสินใจรับเพิ่ม โดยคราวนี้ได้สั่งเส้นแบบกลมมาลองทานดู ปริมาณเส้นที่มาเสิร์ฟ ก็เยอะพอ ๆ กับชามแรก เทใส่น้ำซุปสีดำที่ยังเหลือและหมูชาชูที่ยังไม่หมด ทานไปเรื่อย ๆ แบบช้า ๆ จนหมดชามจนได้ เรียกได้ว่า “อิ่มจนจุกแทบลุกไม่ไหว” กันเลยทีเดียว. ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าเส้นแบบแบน อร่อยกว่าเส้นแบบกลม จริง ๆ ด้วยครับ คือมันได้สัมผัสกับเส้นที่ใหญ่กว่า เหนียวกว่า จนรู้สึกว่ากินสนุกกว่า. เอาเป็นว่า ร้านนี้ผมขอแนะนำ หากใครมาเที่ยวย่าน Dotombori แล้วอยากทานราเมน ร้าน Kinguemon ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่อยากให้ตามรอยกันดูครับ

เมื่อพวกเราทานกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลากลับไปเอากระเป๋าเดินทางที่ตู้ Locker แล้วเดินไปสถานีรถไฟ Namba เพื่อนั่งรถไฟสาย Nankai เดินทางไปยังสนามบิน Kansai โดยคืนนี้ เราจะพักที่โรงแรม Hotel Nikko Kansai Airport กันครับ. เรานั่งรถไฟโดยใช้ Kansai Thru Pass ขบวนด่วนพิเศษ Limited Express ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน Kansai แล้ว เมื่อเรามาถึงสนามบิน Kansai เราก็ลากกระเป๋าขึ้นมาชั้นบน ออกจากสถานี เลี้ยวขวา ก็ถึงทางเข้าโรงแรมเลยครับ ดีงามจริง ๆ .

ชื่อสถานที่ : Hotel Nikko Kansai Airport
เว็บไซต์ : http://www.hotelnikkokansaiairport.com/
Location : https://goo.gl/maps/jGf1M3q9Xgr
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Namba ให้นั่งรถไฟสาย Nankai Line ไปสู่สถานี Kansai Airport ได้โดยตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายแต่อย่างใด

เมื่อเรามาถึง ก็จัดการ Check in รับกุญแจห้องเรียบร้อย ก็ขึ้นลิฟเข้าไปที่ห้อง ก็พบกับห้องอันกว้างขวาง เห็นแบบนี้ผมรู้สึกดีใจเลยครับ เพราะที่ผ่านมาทุกวัน เรานอนห้องแคบ ๆ มาตลอด คืนนี้เป็นคืนแรกที่เราจะได้นอนห้องกว้าง ๆ กันซักที และเมื่อผมเปิดหน้าต่างออกไปดูด้านนอก ก็พบกับความมึดมิด ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า วิวหน้าต่างตรงนี้คือบริเวณปลายรันเวย์พอดี และที่น่าแปลกใจคือ ตลอดทั้งคืนเราไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินเลย เงียบมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนสนามบินแท้ ๆ เชียว. ส่วนเหตุผลที่เราเลือกพักโรงแรมนี้ เพราะพรุ่งนี้เช้า เรามีแผนที่จะไปถ่ายภาพเครื่องบินที่จุดชมเครื่องบินของสนามบิน Kansai แห่งนี้ และ จะมีสมาชิกท่านหนึ่งในทริปจะเดินทางกลับเมืองไทยจากสนามบิน Kansai ในคืนวันพรุ่งนี้ อีกทั้งเราได้ราคาห้องพักที่ไม่แพงมาก นอน 3 คน ราคาประมาณ 5900 บาท นับว่าคุ้มค่ากับโรงแรมในสนามบินแห่งนี้เลยหละ

เมื่อเราเอากระเป๋าวาง จัดการกับธุระของตัวเองเสร็จแล้ว ก่อนที่พวกเราจะพักผ่อนกัน ผมก็ชวนสมาชิกมานั่งคุยกันว่าพรุ่งนี้แผนจะเป็นอย่างไร โดยแผนคร่าว ๆ คือ เราจะตื่นแต่เช้า แล้วไปนั่งรถ Shutter Bus ที่ให้บริการฟรี ไปยังจุดถ่ายภาพเครื่องบิน โดยจะอยู่กันจนถึง 10 โมง ก็จะกลับมาที่โรงแรมเพื่อ Check Out แล้วมาหาอะไรกินกันที่อาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบิน Kansai จากนั้น ผมและสมาชิกอีก 1 คน จะแยกย้ายกับสมาชิกที่จะกลับเมืองไทยในคืนนั้น โดยสมาชิกที่จะกลับเขาวางแผนไว้ว่า จะกลับไปถ่ายภาพเครื่องบินต่อ แล้วกลับมา Check in ขึ้นเครื่องบินอีกครั้งในตอนค่ำ ส่วนเราสองคนที่เหลือ จะนั่งเรือจากสนามบิน Kansai ไปยังสนามบิน Kobe เพื่อต่อรถไฟไปยังเมือง Himeji เพื่อแวะไปถ่ายภาพที่ปราสาท Himeji จากนั้นจะกลับมายัง Kobe เพื่อทานเสต็กเนื้อ Kobe ที่ร้าน Steak Land แล้วไปถ่ายภาพแสง Twilight ที่ Kobe Port Land จากนั้นจะนั่งรถไฟไปยังเมือง Kyoto เพื่อกลับที่พัก ที่เราจองเอาไว้เป็นคืนแรกที่นั่น … นั่นคือแผนของผมที่วางเอาไว้อย่างสวยหรู

“แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิด”

วันที่ 25 มีนาคม 2017 เวลา 8.00 น. ณ Hotel Nikko Kansai Airport

วันนี้เป็นวันที่ 6 ของการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นของพวกเรา พวกเราทุกคนตื่นขึ้นเวลา 8.00 น. ซึ่งถือว่าสายพอสมควรกับแผนที่วางเอาไว้ พวกเราเลยรีบเตรียมตัวออกเดินทางจากห้องพัก ไปยังจุดชมเครื่องบินตามแผนที่วางเอาไว้ โดยที่กระเป๋าสัมภาระยังเก็บเอาไว้ในห้องพัก ซึ่งแผนของพวกเราคือ จะกลับมาเอากระเป๋าคืนแล้ว check out ออกจากโรงแรมไม่เกิน 12.00 น. ซึ่งเป็นเวลา death line ที่โรงแรมให้ทำ late check out ได้.

ระหว่างที่ผมรอให้ทุกคนเสร็จเรียบร้อยอยู่นั้น ผมก็มองไปนอกหน้าต่าง ก็พบกับวิวห้องพักที่เรามองไม่เห็นเมื่อคืน ซึ่งวิวที่เห็นคือ เป็นบริเวณกลางจนเกือบปลายรันเวย์ด้าน 24R บนสนามบิน Kansai และที่สำคัญผมพบว่าวันนี้ “มีหมอกแดดและเมฆมาก” อีกแล้ว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อตอนเรามาถ่ายเครื่องบินที่สนามบิน Haneda ในวันแรกเลย ทำเอาผมถึงกับจิตตกพอสมควร เพราะภาพที่ได้ คงต้องเอามาแก้ไขลดหมอกเยอะแน่นอน และภาพจะดูตุ่น ๆ ไม่สวยงามเท่าไร แต่ก็ต้องทำใจครับ เพราะไหน ๆ เราก็มาแล้ว เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เก็บเกี่ยวความสุขในการถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว คนพร้อม กล้องพร้อม เราจึงเดินออกมาแล้วมุ่งหน้าไปยังอาคารผู้โดยสารของสนามบิน Kansai เพื่อไปยังจุดขึ้นรถบัส ที่ป้ายหมายเลข 1 โชคดีจังหวะที่เราไปถึง รถบัสจอดอยู่พอดี ทำให้เราไม่ต้องรอรถบัส ซึ่งปกติแล้วรถบัสเส้นทางนี้จะมีทุก 20 นาที (ยกเว้นบางเวลา จะมีทุก 10 นาที) ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงอาคาร Sky View ที่เป็นจุดชมเครื่องบินของสนามบิน Kansai โดยอาคารนี้ นอกจากจะมีจุดชมเครื่องบินแล้ว ยังมีทั้งพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกด้วย ซึ่งที่นี่จะเปิดให้บริการในช่วงเวลา 8.00 น. ถึง 22.00 น. เท่านั้นครับ

เราขึ้นลิฟมาชั้นบนก็พบกับห้องพักเล็ก ๆ ที่มีอากาศอบอุ่น มีตู้กดน้ำให้บริการด้วย เมื่อออกมาด้านนอก ก็พบกับระเบียงขนาดใหญ่ที่เป็นจุดชมเครื่องบินที่ดีมาก มีสนามเด็กเล่น มีที่นั่งพักผ่อน วิวที่เห็นในจุดนี้ จะเป็นบริเวณ Taxi way ที่ใกล้กับหัวรันเวย์ 24L เห็นอาคารผู้โดยสารฝั่ง North Wing ครับ

อากาศในตอนนี้หนาวเย็นมาก และที่สำคัญ สนามบิน Kansai นั้นเป็นเกาะกลางทะเล ทำให้มีลมทะเลพัดมาเป็นระยะ ๆ ยิ่งทำให้หนาวมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นอุปสรรค์ในการถ่ายภาพอยู่พอสมควร จนบางครั้งผมต้องไปซื้อกาแฟร้อนกระป๋องที่ตู้น้ำหยอดเหรียญ มาใส่ในกระเป๋าเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับมือ ซึ่งช่วยได้มากเลยทีเดียวหละ.

เครื่องบินที่ถ่ายภาพมาได้ในเช้าวันนั้น ภาพจะดูตุ่น ๆ ตามที่คาดเอาไว้ เพราะสภาพอากาศนั้น ไม่มีแดด มีเมฆมาก และมีหมอก เมื่อซูมไปไกล ๆ ก็มี Heat ให้เห็นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สภาพอากาศในวันนั้น ไม่เอื้ออำนวยต่อการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่เราก็ไม่สนใจ

“เพราะความสุขของพวกเราที่แท้จริง มันอยู่ที่ตอนลั่นชัตเตอร์ต่างหากหละ”

และนี่คือภาพที่ได้มาในวันนี้ครับ

ทั้งหมดนี้คือรูปบางส่วนเท่านั้น ยังมีบางรูปที่ผมไม่ได้เอาลงในบทความนี้ ท่านสามารถเข้าไปดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ 
Link : https://flic.kr/s/aHskZDZknv

ตอนแรกเราตัดสินใจว่าเราจะกลับในช่วง 10.00 น. เพราะเวลานั้น แสงจะเริ่มแข็งแล้ว แต่ด้วยเพราะวันนี้ แสงแดดไม่มี เพราะเมฆมาก แถมมีหมอกอีก ทำให้การถ่ายภาพยังถ่ายต่อไปได้โดยไม่มีแสงแข็ง ๆ ให้เห็น อีกทั้ง เรายังรอเครื่องบินของ “การบินไทย” ถอยออกมาจาก Gate ให้ถ่ายกันก่อนด้วย เพราะเราอยากได้ภาพถ่ายเครื่องบินของไทยในต่างแดนครับ เราจึงตัดสินใจรอกันต่ออีกซักหน่อย จนได้ภาพเครื่องบินการบินไทยแล้ว เราจึงเตรียมตัวกลับโรงแรมเพื่อไป check out แล้วไปหาอะไรทานกันต่อตามแผนเดิม

เมื่อเราถ่ายรูปกันเสร็จแล้ว มาดูเวลาก็พบว่า เป็นเวลา 11.30 น. แล้ว เราจึงต้องรีบกลับไปที่โรงแรม เพื่อไปเอากระเป๋าที่ห้องแล้วทำการ Check out ให้ทันเวลาก่อน 12.00 น. เราจึงรีบออกจากที่จุดชมเครื่องบินแล้วไปที่จุดรอรถบัส ซึ่งเป็นโชคดีอีกแล้วที่เป็นจังหวะรถบัสมาถึงพอดี ทำให้เราไม่ต้องรอรถบัสเลย ไม่นานรถบัสก็มาส่งที่ป้ายหมายเลข 1 ในอาคารผู้โดยสาร เรารีบลงจากรถ แล้วรีบเดินไปที่โรงแรม ทำตามแผนที่วางเอาไว้ คือ ให้ผมรีบไปเอากระเป๋า แล้วลงมา check out ให้ทันเวลาก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนสมาชิกที่เหลือ ค่อยตามลงมาทีหลัง เพราะต้องเก็บของกันอีกเล็กน้อย. สรุปแล้ว การ check out เป็นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างทันเวลาและเป็นไปตามแผนครับ


เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงลากกระเป๋าออกมาจากโรงแรมแล้วเดินไปที่อาคารผู้โดยสาร สิ่งที่ผมเห็นตอนที่ผ่านสำนักงานบริษัท JR West ที่ให้บริการรถไฟคือ มีคนต่อคิวอยู่เป็นจำนวนมาก มากจนล้นออกมาด้านนอก ยาวจนไปถึงด้านหลังใกล้ทางลงบันได ที่พวกเราไปขึ้นรถบัสเมื่อตอนเช้าเลยครับ ซึ่งผู้ที่ต่อคิวเหล่านี้ คือนักท่องเที่ยวที่นำตั๋วมาแลกบัตรโดยสารรถไฟ JR ซึ่งเมื่อปีที่แล้วที่ผมมาถ่ายภาพเครื่องบินที่ Osaka ผมก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมต่อคิวแบบนี้มาก่อนครับ เพียงแต่ว่าตอนนั้นคิวไม่ยาวขนาดนี้.

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เข้าสู่ห้องอาคารผู้โดยสารขาออก ผมจึงชวนสมาชิกไปทานอาหารกันที่โซนร้านอาหาร โดยร้านที่เราทานนั้น เป็นร้านซูชิง่าย ๆ แบบ Counter Bar ราคาไม่แพงมาก ที่บริเวณ Food Court และมื้อนี้ คือมื้อที่เปรียบเหมือนมื้อสุดท้ายที่เราทั้ง 3 คน จะทานอาหารร่วมกันในทริปนี้ เพราะหลังจากนี้ สมาชิก 1 คน จะแยกออกไปเพื่อไปถ่ายภาพเครื่องบินต่อ และจะเดินทางกลับไทยในคืนนี้ทันที ส่วนเราอีก 2 คน จะแยกไปผจญภัยต่ออีก 4 วันครับ. เมื่อทานเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาแยกย้ายกัน ผมกล่าวอำลาและอวยพรให้สมาชิกท่านนั้น เดินทางอย่างปลอดภัย และขอบคุณที่มาร่วมทริปกับพวกเรา.

เมื่อแยกย้ายกันแล้ว ผมก็มานั่งคุยกับสมาชิกอีกคนที่เหลือ เพราะดูเวลาแล้ว เราอาจจะไป Himeji ไม่ทัน เนื่องจาก ผมได้เดินไปดูที่ Counter จำหน่ายตั๋วเรือข้ามฝากไปยังสนามบิน Kobe นั้น “ยาวมาก” ยาวจนเห็นแล้วไม่อยากรอ จึงทำให้แผนนั่งเรือข้ามฝากนั้นต้องล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย.

ดังนั้นผมจึงต้องวางแผนใหม่สด ๆ อีกครั้ง และได้เสนอว่า เราควรจะนั่งรถไฟด่วน Nankai Limited Exprees Rapi:t ซึ่งเป็นรถด่วนพิเศษไปยังสถานี Namba นั่นเอง จากนั้นผู้ร่วมทริปก็บอกว่า อยากไปดูหนังสือที่ Yodobashi อีกครั้ง ผมก็โอเค เพราะคิดว่า ยังไงวันนี้ก็ไป Himeji ไม่ทันอยู่แล้ว และอยากไปดูเครื่อง Nintendo Switch อีกครั้งด้วย เผื่อมีมาแล้ว และเขาก็อยากถ่ายภาพขบวนรถไฟของ Hankyu ด้วย เขาบอกว่า รถไฟสวยคลาสสิคดีเลยอยากได้ภาพ ผมก็ตามใจผู้ร่วมทริปครับ จากนั้น เราจะไปกินเนื้อโกเบที่ร้าน Steak Land ตามแผนเดิมที่วางไว้ แล้วไปถ่ายภาพ Kobe Port Tower ในช่วงแสงเย็น จากนั้นเราค่อยเดินทางไปที่ Kyoto เพื่อกลับที่พัก เราตกลงแผนตามนี้ ซึ่งเป็นแผนคิดสด ไม่มีเรื่องการ fix เวลาแต่อย่างใด.

เราเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาออกสนามบิน Kansai ไปยังสำนักงานของบริษัท Nankai เพื่อซื้อตั๋วรถด่วน Limited Express Rapi:t ในราคา 510 เยนเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันเป็นค่าจองที่นั่งบนรถด่วนขบวนนี้ ส่วนค่าโดยสารนั้น เนื่องจากพวกเรามี Kansai Thru Pass อยู่แล้ว จึงไม่ต้องจ่ายในส่วนนี้เพิ่ม เมื่อเราได้ตั๋วมาแล้ว วิธีเข้าสถานีก็ง่าย ๆ แค่ เราสอดตั๋ว Kansai Thru Pass เพื่อผ่านเข้ามาในสถานีตามปกติ แล้วไปยืนรอขบวนรถไฟที่เราจะนั่งไป โดยให้ดูที่ตั๋วว่า เราได้นั่งขบวนไหน ที่นั่งเท่าไร ให้นั่งให้ถูกที่ถูกขบวนก็พอแล้ว โดยรถด่วน Rapi:t นี้ จะมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่งคือ มีที่เก็บกระเป๋าโดยสารอยู่บริเวณทางเข้า ที่นั่งดูดี สบาย และหน้าต่างบานใหญ่มาก ดูวิวระหว่างทางได้เพลินเลยทีเดียวครับ.

เมื่อมาถึงปลายทางที่สถานี Namba เราก็ลากกระเป๋าออกมา สอดตั๋ว Kansai Thru Pass ออกมาจากสถานีตามปกติ แล้วเดินไปยังสถานีรถไฟสาย Midosuji Line เพื่อเดินทางไปยัง Umeda เมื่อถึงแล้ว เราจึงเดินไปยังห้าง Yodobashi ในสภาพที่กำลังลากกระเป๋าสัมภาระอยู่เต็มทั้งสองมือ ผมเดินไปโซนเครื่องเกมเพื่อไปถามเครื่อง Nintendo Switch สิ่งที่ผมเห็นคือ มีเครื่อง Nintendo Switch อยู่เป็นจำนวนมากกองอยู่หลังเคาเตอร์ชำระเงิน เล่นเอาผมดีใจมากที่เห็นเครื่องกลับมา re-stock อีกครั้ง ผมจึงบอกพนักงานว่า ต้องการซื้อเครื่องเกมนี้ 1 เครื่อง แต่สิ่งที่พนักงานตอบกลับมาเล่นเอาผมถึงกับจิตตกอีกครั้ง “ขอโทษด้วยครับ เครื่องเหล่านี้ สำหรับคนที่จองล่วงหน้าเท่านั้น” … ใช่ครับ ผมอดซื้ออีกแล้ว เห็นเครื่องอยู่ตรงหน้าเป็นกอง แต่ซื้อไม่ได้ มันเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก เลยเดินกลับไปหาผู้ร่วมทริปที่กำลังดูหนังสืออยู่เพื่อบอกข่าวร้ายว่าอดอีกแล้ว แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ร่วมทริปท่านนั้นก็ยังไม่ซื้อหนังสืออยู่ดี เพราะยังไม่เจอเล่มที่ถูกใจ ผมเลยบอกว่า งั้นคืนนี้ “เราไปดูที่สาขา Kyoto กัน” ก็ตกลงตามนี้ แล้วพวกเราก็เดินออกจากห้าง Yodobashi Umeda เพื่อไปสถานีรถไฟสาย Hankyu เพื่อเดินทางไปยัง Kobe ต่อไป


Kobe – Sannomiya

ชื่อสถานที่ : Kobe – Sannomiya
เว็บไซต์ : https://www.jnto.go.jp/eng/spot/cityscap/sannomiya.html
Location : https://goo.gl/maps/XnV47f9wezr
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Umeda ให้นั่งรถไฟสาย Hankyu Kobe Line ไปสู่สถานี Kobe-Sannomiya ได้โดยตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายแต่อย่างใด

เรานั่งรถไฟสาย Hankyu มาลงที่สถานี “Kobe-Sannomiya” เมื่อมาถึง ก็ลากกระเป๋าสัมภาระไปที่ร้าน Steak Land ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีเท่าไร เมื่อถึงหน้าร้าน ผมก็เดินเข้าไปบอกพนักงานต้อนรับว่า เรามากัน 2 คน และมีกระเป๋าสัมภาระที่อยากจะฝากไว้ด้วย พนักงานต้อนรับบอกให้เรารอซักครู่ พร้อมกับจัดแจงหาที่วางกระเป๋าให้กับพวกเรา จากนั้นก็พาพวกเราขึ้นไปชั้นสองของร้าน ซึ่งด้านบนผมค่อนข้างชอบมากกว่าด้านล่าง เพราะดูโล่งกว่าเล็กน้อย ไม่รู้สึกอึดอัดเท่าด้านล่างที่ผมเคยนั่งทานมาก่อนหน้านี้. เมื่อพนักงานพาเรามานั่งที่โต๊ะแล้วก็นำเมนูมาให้ ผมและผู้ร่วมเดินทางได้สั่งเหมือนกันเลยคือ “Special Kobe-Beef Steak Set” และสำหรับผมได้สั่งไวน์ขาวมาเพิ่มอีก 1 แก้วด้วยครับ รอไม่นาน เชฟผู้ทำหน้าที่ปรุงอาหารให้เราก็มาประจำที่ พร้อมกับทวน Order อีกครั้ง และถามพวกเราว่า จะเอาความสุกระดับไหน เราทั้งคู่เลือกที่จะสั่ง Medium rare กัน ไม่นาน เชฟก็เอาเนื้อมาวางบนข้างกระทะเหล็ก เพื่อเตรียมทำเมนู Special Kobe Steak ให้กับเราทั้งคู่

การทำเริ่มจากเชฟเอากระเทียมมาผัดกับน้ำมันก่อน แล้วก็แยกกระเทียมออกมาพักไว้ จากนั้น ก็นำเห็ดและผักต่าง ๆ มาผัดกับน้ำมันที่ผัดกับกระเทียมเมื่อซักครู่นี้ทันที ผัดจนได้ที่ ก็นำมาเสิร์ฟบนจานรอไว้ก่อน. จากนั้น เชฟจะปรุงรสเนื้ออีกครั้งด้วยการโรยพริกไทย แล้วก็นำลงกระทะทันที โรยพริกไทยอีกครั้ง ราดด้วยน้ำชนิดหนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นไวน์ จากนั้นก็ครอบด้วยฝาชีเหล็ก เพื่อให้กลิ่นน้ำไวน์ไม่ฟุ้งกระจายหลุดออกจากเนื้อ ซักพักเปิดฝาออก จากนั้นก็หั่นเนื้อเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วก็เสิร์ฟใส่จาน. และขั้นตอนสุดท้าย เป็นการผัดถั่วงอกและผักอีกเล็กน้อย เมื่อสุกได้ที่แล้วก็เสิร์ฟใส่จาน ตบท้ายด้วยกระเทียมที่เจียวด้วยนำมันในตอนแรก นำมาวางบนเนื้อเสต็กก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการปรุงเสต็ก สูตรของร้าน Steak Land ณ เมือง Kobe แห่งนี้นี่เอง

ครั้งนี้เป็นโอกาสครั้งที่สามที่ผมได้ทานร้านนี้ครับ ขอบอกเลยว่า คุณภาพดี ไม่มีตกเลยจริง ๆ คำว่าเนื้อนุ่มจนแทบละลายในปากนั้น ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย  รสชาติของเนื้อนั้นดีมาก หวานและชุ่มช่ำ มีรสเค็มเล็กน้อย จิ้มกับน้ำจิ้มที่มีอยู่สองแบบแล้วทานกับข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ เป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก จนเราไม่อยากจะรีบทาน อยากจะทานเนื้อทุกชื้นทุกคำไปนาน ๆ ค่อย ๆ เคี้ยวอย่างเบา ๆ ให้รับรสไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน. สุดท้าย ทานไปเพลิน ๆ ก็หมดจานจนได้.

สำหรับค่าใช้จ่ายมื้อนี้ 2 คน อยู่ที่ 10,222 Yen ครับ ผมจำไม่ได้ว่าคนละเท่าไร แต่ที่แน่ ๆ ราคานี้เป็นราคาของมื้อ Dinner ครับ ซึ่งจะแพงกว่ามื้อ Lunch ที่ถูกกว่านี้อยู่เล็กน้อย. หากถามว่าคุ้มค่าไหม ? ความเห็นของผม หากมาโกเบครั้งหน้าอีก ก็จะมาทานอีก เพราะยังไงก็รู้สึกว่ามันอร่อยสมราคา คุ้มค่าสำหรับผมครับ

ชื่อสถานที่ : Steak Land Kobe
เว็บไซต์ : http://www.steakland.jp/index.html
Location : https://goo.gl/maps/syTXDX9Ypan

เมื่อเราทานกันเสร็จแล้ว ตามแผนเดิมคือ เราจะไปถ่ายภาพที่ Kobe Port กันต่อ แต่ว่ามี Event เกิดขึ้นนิดหน่อยจนทำให้เราไม่ได้ไปที่นั่นจนได้ เนื่องจากเราหาตู้เก็บกระเป๋า Coin Locker ไม่เจอ ที่เจอก็ดันไม่ว่างแล้ว หากเราจะไปที่นั่นแล้วต้องลากกระเป๋าไป มันไม่สนุกแน่ และไม่ทันแสงเย็นแน่นอน สุดท้ายแล้วพวกเราจึงตัดสินใจยกเลิกแผนที่จะไปถ่ายภาพ Kobe Port อย่างน่าเสียดาย แล้วเราก็นั่งรถไฟจาก Kobe ไปยังเมือง Kyoto เพื่อไปหาที่พักที่เราจะใช้พักอีก 2 คืนทันที.

ในเมื่อเราไม่ได้ไปแล้ว ผมก็ขอโชว์ภาพ Kobe Port ที่ผมถ่ายมาเมื่อปีที่แล้ว มาให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันครับว่าหน้าตาเป็นอย่างไร


Kyoto

ชื่อสถานที่ : Kyoto – Saiin
Location : https://goo.gl/maps/PgcaqnZstQy
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Kobe-Sannomiya ให้นั่งรถไฟสาย Hankyu Kobe Line มาลงที่สถานี Juso เพื่อเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Hankyu Kyoto Line แล้วนั่งมาลงที่สถานี Saiin อันเป็นสถานีปลายทาง

เราใช้ Kansai Thru Pass นั่งรถไฟสาย Hankyu จากสถานี Kobe-Sannomiya ไปลงที่สถานี Juso จากนั้นก็นั่งรถไฟของสาย Hankyu อีกขบวนหนึ่งซึ่งขบวนนี้มุ่งหน้าตรงไป Kyoto ไปลงที่สถานี Saiin โดยที่สถานีนี้ จะเป็นสถานีที่อยู่ใกล้กับที่พักของพวกเราในคืนนี้นี่เอง การเดินทางใช้เวลาประมาณ 70 นาทีก็ถึงที่หมาย

เมื่อเราถึงสถานี Saiin ก็พบว่า ที่นี่เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ไม่ใช่สถานีใหญ่ เรามองหาลิฟก็ดันอยู่คนละฝั่งกับที่เราจะออกจากสถานี เราจึงต้องยกกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดสถานีไปสู่ด้านบน ทำเอาพวกเราเหนื่อยกันเลยทีเดียว เมื่อออกจากสถานีเราก็เจอฝนตกปรอย ๆ เราเดินเข้าซอยไปเล็กน้อย ก็ถึงอาพาร์ทเม้นต์ที่เป็นที่พักของพวกเราแล้วครับ

“ใช่ครับ เราไม่ได้นอนโรงแรม ครั้งนี้เราใช้บริการ Airbnb กันครับ”

เราลากกระเป๋ามาด้านในเพื่อหลบฝน แล้วผมก็เปิด email เพื่อดูรหัสไขกุญแจตู้จดหมาย ที่ Host เขาให้ข้อมูลมาไว้ โดยในตู้จดหมายจะมีกุญแจห้องอยู่ เมื่อไขได้แล้ว เราก็เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 และห้องพักของพวกเราก็อยู่ชั้นนี้นี่เอง

ภายในห้องพักสภาพค่อนข้างเก่ากว่าในรูปที่เห็นในเว็บ Airbnb แต่ในความเก่า ก็ยังมีความสะอาด ซึ่งถือว่าโอเคกับราคาที่เราจ่ายไป $140 หรือประมาณ 4700 กว่าบาท สำหรับ 2 คืนในช่วง High season พอดีแบบนี้ (ฤดู Sakura ที่ยังไม่เห็น Sakura บาน) ห้องนี้เป็นห้อง 2 เตียงแยก ซึ่งห้องนี้สามารถนอนได้ถึง 4 คนเลยทีเดียว เป็นห้องที่มีเนื้อที่ไม่แคบเกินไป กว้างกว่าโรงแรมที่เราพักที่ Asakusa เยอะ มีทีวีที่เราไม่เคยเปิดดูกันเลย มี Wi-Fi ให้ใช้ในห้อง แต่ไม่มีให้ยืมไปใช้ข้างนอก มีครัว อ่างล้างจาน ตามแบบฉบับห้องอพาร์ทเม้นต์ ห้องน้ำค่อนข้างเล็ก มีน้ำอุ่นให้ แต่เป็นน้ำอุ่นที่ความรู้สึกช้ามาก คือกว่าจะอุ่นก็ต้องรอซักพัก น้ำอุ่นถึงจะไหลมา.

รายละเอียดห้องพัก
Room name :
M5 NewOpen! subway station 1min.KYOTO private APT.
Link : https://th.airbnb.com/rooms/14645734

เมื่อเราวางกระเป๋าเสร็จ ก็นั่งพักผ่อนกันซักพัก แล้วมาคุยกันว่า คืนนี้ยังมีเวลาอีกเยอะเลยนะ ผมเลยเสนอว่า งั้นไปที่สถานี Kyoto กันดีกว่า ด้วยรถไฟนี่แหล่ะ เพราะวันนี้เราจะใช้ Kansai Thur Pass เดินทางได้ฟรีเป็นวันสุดท้ายแล้ว โดยผมได้เสนอเป้าหมายไปว่า จะไปหาซื้อ Kyoto one day bus pass ด้วย และจะไปเดินที่ Yodobashi เพื่อ relax กันตามสบาย. ผู้ร่วมทริปก็ตกลงตามนี้ เราก็เดินทางออกจากห้อง ไปที่สถานีรถไฟ Saiin แล้วเดินทางไป Kyoto station กันตามแผนที่วางเอาไว้

ชื่อสถานที่ : Kyoto Station
Location : https://goo.gl/maps/ZAUWTKFvzyz
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Saiin ให้นั่งรถไฟสาย Hankyu Kobe Line มาลงที่สถานี Karasuma เพื่อเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Karasuma Line แล้วนั่งมาลงที่สถานี Kyoto อันเป็นสถานีปลายทาง

เมื่อมาถึงสถานี Kyoto สิ่งแรกที่ผมทำเลยคือ เดินหา Travel Information แต่ผมก็มาคิดอีกทีว่า ตอนนี้น่าจะปิดหมดแล้วหละ ผมเลยเปลี่ยนแผนไปหาตู้จำหน่ายตั๋ว Kyoto one day bus pass ดีกว่า ซึ่งตั้งอยู่ที่จุดรอรถบัสหน้าสถานี Kyoto เราเดินหาตู้นี้ไม่นานก็เจอ แล้วจัดการซื้อตั๋วให้เรียบร้อยเป็นจำนวน 4 ใบ สำหรับ 2 คน 2 วัน ที่เราจะใช้เดินทางตลอดที่เราอยู่ใน Kyoto นี้ในราคาใบละ 500 Yen เท่านั้น . จากนั้นเราก็เดินไปห้าง Yodobashi กันต่อ สำหรับผมแล้ว การมาห้างนี้มีเป้าหมายเดียวคือ มาหาเครื่องเกม Nintendo Switch ที่ผมตามล่ามาตั้งแต่โตเกียว ที่สาขา Ueno , Akihabara และเมืองโอซาก้าตั้งแต่เมื่อวานและบ่ายวันนี้อีกรอบที่สาขา Umeda ส่วนผู้ร่วมเดินทางอีกคน เขามีเป้าหมายที่จะหาซื้อหนังสือถ่ายภาพ และ มีคนฝากให้เขาดูของเล่นพวกโมเดลต่าง ๆ ด้วย.

เมื่อถึงห้าง Yodobashi ผมกับผู้ร่วมเดินทาง ต่างก็แยกย้ายกันไป ผู้ร่วมทริปก็ไปชั้นกล้องที่มีหนังสือขายอยู่ด้วย ส่วนผมก็ไปชั้นที่ขายเครื่องเกม เพื่อตามล่าเครื่อง Nintendo Switch กันต่อ เมื่อมาถึง สิ่งที่ผมเห็นคือ เครื่องเกม Nintendo Switch มีวางขายอยู่เต็มด้านหลังจุดชำระเงินอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับที่ผมเห็นในห้าง Yodobashi สาขา Umeda เมื่อตอนบ่ายนี้เลย ผมคิดในใจว่า สงสัยคงจะสำหรับคนที่จองแน่เลย แต่ก็ลองถามพนักงานไปดูว่า “ผมต้องการซื้อเครื่องเกมนี้ได้ไหม” โดยที่ไม่ได้หวังว่าจะได้หรอก แต่คำตอบที่พนักงานตอบกลับมานั้นคือ “ไฮ !!” … “อ้าวเฮ้ย ได้เว้ยเฮ้ย” นาทีนั้น ผมดีใจสุด ๆ ที่ในที่สุด การตามล่าเครื่องเกมอันแสนหายากเครื่องนี้ได้สิ้นสุดลง ผมรีบบอกไปเลยว่า ต้องการซื้อ 1 เครื่อง ทันที และโชว์ passport เพื่อทำ vat refund และชำระเงินผ่านบัตรเครดิต VISA เพื่อรับส่วนลดอีก 5% สรุปแล้ว ผมซื้อเครื่องเกมนี้ได้มาในราคา 28,481 Yen (จากราคาปกติที่ไม่รวม vat อยู่ที่ 29,990 Yen) เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผมเลยเดินไปหาผู้ร่วมทริปที่กำลังดูหนังสืออยู่ แล้วเอาไปโชว์ให้เขาดูว่า ในที่สุดผมก็ซื้อได้แล้ว. ผู้ร่วมทริปก็สนใจด้วย เลยเดินขึ้นไปซื้ออีกรอบกับผมด้วยกัน สรุปแล้ว ผมและผู้ร่วมทริป ก็ได้กันมาคนละเครื่อง สบายใจกันไปเลยครับ จากนั้น ก็แวะไปดูโมเดลกันต่ออีกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร แล้วเราก็เดินออกจากห้าง Yodobashi ไปที่สถานีรถไฟ เพื่อกลับที่พักกันต่อไป

ก่อนที่เราจะเข้าห้องพัก เรารู้สึกหิวกันอีกแล้ว เราจึงแวะซื้อของกินที่ 7-Eleven ที่อยู่ตรงข้ามกับอพาร์ทเม้นต์ของเรา แล้วนำไปทานที่ห้องกัน เมื่อเราเข้าห้องพักแล้วจัดการทานของกินกันเสร็จแล้ว เลยพักผ่อนเข้านอนกัน เพราะพรุ่งนี้ เราต้องตื่นแต่เช้าตรู เพื่อผจญภัยในเมืองที่เป็นเป้าหมายหลักของเราอีกที่หนึ่งเมือง ๆ นี้

“Kyoto เมืองญี่ปุ่นโบราณ ที่ผสมผสานกับญี่ปุ่นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว”


Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net
Odd กฤตธน : https://www.facebook.com/odd.odd.904

1 คิดบน “เมื่อเราสามคนไปถ่ายภาพ”เครื่องบิน”ที่ประเทศญี่ปุ่นกัน ขอบอกเลยว่า “มันส์สุด ๆ” [Day 5 – 6]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.