“เกียวโต” เมืองดี ๆ ที่ต้องมาถ่ายภาพให้ได้
Kyoto photography Day 7-8

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในที่สุดเราเดินทางมาถึงตอนที่ 6 แล้ว โดยในตอนนี้ เราสองคนจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวเมือง “เกียวโต” เมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายในระยะเวลา 2 วันที่เราอยู่ที่นี่ ภายใต้คอนเซ็ป “ซ๊อปไม่ยุ่ง มุ่งถ่ายภาพ” เหมือนเดิมครับ

สำหรับผมแล้ว เกียวโต มีอะไรที่น่าสนใจและน่าค้นหาอย่างมาก ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้มาประเทศญี่ปุ่นและได้มาแถบภูมิภาคคันไซ ผมจะไม่พลาดเลยที่จะหาโอกาสวางแผนแวะมาเที่ยวเกียวโตทุกครั้ง เมืองนี้ เที่ยวได้ตลอดปี เพราะมีวัดมีศาลเจ้าที่สวยงามและน่าสนใจ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื้อเชิญเราให้เข้าไปค้นหาอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เราสองคนแทบจะหยุดถ่ายภาพไม่ได้กันเลยทีเดียว

ตลอด 2 วันที่เกียวโตนี้ เป็นการเดินทางในวันที่ 7 และ 8 ในทริปท่องเที่ยวเพื่อการถ่ายภาพ ณ ประเทศญี่ปุ่น ของพวกเรา โดยผู้เขียนได้ตัดสินใจจะรวม 2 วันให้อยู่ในตอนเดียว เพื่อความต่อเนื่องของเนื้อหาในเมืองเดียวกันครับ

ในบทความตอนนี้ เนื้อหาจะไม่เน้นอธิบายเรื่องราวประวัติความเป็นมาของสถานที่ที่เราจะไป แต่จะเน้นเรื่องราวของการเดินทาง ตั้งแต่วิธีการไป ประสบการณ์จริงในสถานที่นั้นในมุมมองนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะมาถ่ายภาพเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านที่พอจะรู้เรื่องราวในสถานที่นั้น ๆ อยู่บ้างแล้วและอยากจะตามรอย หรือ หากใครเคยไปมาแล้วก็อ่านได้นะครับ แล้วมารำลึกความหลังผ่านผลงานภาพถ่ายของพวกเราไปด้วยกันครับ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร การเดินทางในเมืองเกียวโตนั้นยาก-ง่าย แค่ไหน จะมีเหตุการณ์ระทึกที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนแก้ปัญหากระทันหันอีกหรือไม่ ต้องมาติดตามอ่านกันให้ได้กับตอนนี้ เพราะผมจะเล่าเรื่องราวให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันแบบ …

“ดูรูปเพลิน อ่านได้สาระ ใช้เที่ยวตามรอยได้ทันที”

 ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ

มาทำความรู้จักเกียวโตกันก่อน

เกียวโต (Kyoto) เป็นเมืองที่อยู่ในภูมิภาคคันไซ อยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองโอซาก้า ใช้เวลาเดินทางจากโอซาก้าประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอยู่มากมาย มีทั้งวัด ศาลเจ้า ที่สวยงามและน่าสนใจอยู่ทั่วเมือง ดังนั้น การที่เราจะวางแผนเที่ยวเมืองนี้ให้ได้แบบเต็มอิ่มนั้น ผมขอแนะนำว่าเราควรให้เวลากับเมืองนี้มากกว่า 2 วันขึ้นไป และเที่ยวอย่างมีแบบแผน เป็นโซน ๆ ไปครับ ส่วนตัวแล้ว ผมขอยกตัวอย่างสถานีที่ท่องเที่ยวดัง ๆ ที่น่าสนใจ แล้วเอามาแบ่งโซนออกเป็น 4 โซนด้วยกัน ได้แก่

  • โซนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ได้แก่ อาราชิยามะ (Arashiyama) วัดทอง (Kinkakuji)
  • โซนทิศตะวันออก เด่นได้แก่ วัดเงิน (Ginkakuji) ศาลเจ้า Yasaka ย่านกิออง (Gion) วัดน้ำใส (Kiyomizu)
  • โซนทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimiinari) วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji)
  • โซนกลางเมือง ได้แก่ ปราสาทนิโจ พระราชวังเกียวโต ตลาดนิชิกิ และแหล่งช๊อปปิ้ง

อย่างที่บอกไว้ตามขั้นต้นแล้วว่า เราควรเที่ยวเป็นโซน ๆ ตามที่ผมได้ยกตัวอย่างเอาไว้ เนื่องจากเหตุผลเรื่องการเดินทางของเมืองเกียวโตนั้นมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เมืองนี้มีรถไฟฟ้าให้บริการอยู่ก็จริง แต่มันไม่ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวดัง ๆ อยู่หลายที่ มีบางที่เท่านั้นที่เราพอจะพึ่งพาใช้บริการรถไฟฟ้าได้ เช่นที่ อาราชิยามะ , ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ , พระราชวังเกียวโต , ปราสาทนิโจ , ตลาดนิชิกิ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งนั้น รถไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง หรือ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟพอสมควร เช่น ย่านกิออง วัดน้ำใส วัดทอง วัดเงิน ทำให้เราต้องใช้บริการอีกอย่างหนึ่งคือ รถโดยสารประจำทาง หรือรถบัสนั่นเอง

การใช้บริการรถบัสในเมืองเกียวโตนั้น จะว่าง่าย ก็ง่ายนะครับ เพราะระบบเขาทำออกมาได้ดีมาก ตามป้ายรถบัสนั้นมีข้อมูลที่เราอ่านแล้วเข้าใจง่าย ว่าจะมีรถสายไหนผ่านป้ายนี้บ้าง และอีกนานแค่ไหนกว่ารถที่เรารอนั้นจะมาถึง แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันตรงที่ หากเราไม่ชำนาญ เราจำเป็นต้องกางแผนที่ตลอดเพื่อดูว่า เราจะไปไหน แล้วมีสายอะไรผ่านตรงจุดนี้บ้าง และเรื่องสำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้บริการบนรถโดยสารนั้น มีจำนวนมากพอสมควร โดยเฉพาะรถบัสในเส้นทางที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังต่าง ๆ ที่เราเห็นจำนวนคนบนรถบัสแล้วอาจทำให้ท้อจนใจจนอยากโบกแท็กซี่ให้รู้แล้วรู้รอดกันเลยทีเดียว

แต่เพราะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ที่รถไฟเข้าไม่ถึง แต่รถบัสเข้าถึง เราจึงจำเป็นต้องใช้บริการรถบัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ยกเว้นเราจะเป็นนักท่องเที่ยวสายเปย์ไปกับ Taxi นะ) นักท่องเที่ยวอย่างเรานั้น ก็ต้องศึกษาเรื่องราววิธีการใช้บริการรถบัสของเมืองเกียวโตอย่างง่าย ๆ กันก่อน เริ่มจาก ผมจะขอแนะนำ Pass สุดคุ้มที่นักท่องเที่ยวต้องมีคือ “Kyoto City Bus & Kyoto Ond-day Pass” ซึ่งเป็นบัตรไว้ใช้ขึ้นรถบัสส่วนใหญ่ของเมืองเกียวโตได้อย่างไม่จำกัดเที่ยวได้ภายใน 1 วัน ในราคาเพียง 500 เยนเท่านั้น สามารถซื้อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถไฟ JR Kyoto ได้เลย อีกทั้งยังมีขายที่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ บริเวณจุดขึ้นรถบัสหน้าสถานี JR Kyoto ด้วย และหากเราไม่สะดวกไปซื้อที่สถานี JR Kyoto เราก็สามารถซื้อกับคนขับรถบัสได้เลยครับ วิธีการใช้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่ ในครั้งแรก เมื่อเราต้องการจะลงจากรถบัส ให้เราเดินไปที่หน้ารถ แล้วสอดบัตรใบนี้ที่เครื่องอ่านบัตรข้าง ๆ คนขับรถ เครื่องก็จะบันทึกวันที่ลงในบัตรเอาไว้ รับบัตรคืนจากเครื่องแล้วก็ลงจากรถได้ ส่วนครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องสอดที่เครื่องนี้แล้วครับ เวลาลง ให้โชว์บัตรใบนี้ให้เห็นด้านของวันที่ที่บันทึกไว้ให้คนขับรถดูก็พอแล้วครับ

หน้าตาตู้จำหน่ายบัตร “Kyoto City Bus & Kyoto Ond-day Pass” ที่จุดขึ้นรถบัส สถานี Kyoto

หน้าตาของบัตร “Kyoto City Bus & Kyoto Ond-day Pass” เป็นแบบนี้ ราคาเพียง 500 เยน

ส่วนวิธีการใช้บริการรถเมล์ของที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีข้อแตกต่างจากเมืองไทยอยู่เล็กน้อยครับ เริ่มจากป้ายรถเมล์ ที่ญี่ปุ่นนั้น เวลาคนรอขึ้นรถบัส เขาจะเข้าคิวกันอย่างเป็นระเบียบไม่มีการแซงคิวหรือยืนออกันที่ป้ายแต่อย่างใด และเมื่อรถมาถึง เขาจะขึ้นรถที่ประตูกลางรถเท่านั้น และประตูหน้ารถ จะใช้สำหรับออกจากรถเท่านั้น ยกเว้นผู้โดยสารที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้พิการที่ใช้รถเข็น หรือ ผู้ที่ใช้รถเข็นเด็กอ่อน สามารถออกประตูข้างกลางรถได้ และจะเดินอ้อมไปประตูหน้ารถ เพื่อชำระเงินหรือยื่นบัตรต่าง ๆ ให้กับคนขับ เพราะประตูหน้ารถจะแคบกว่าจนไม่สะดวกหากจะออกด้านนี้นั่นเอง. ภายในรถก็จะมีหน้าจอบอกตลอดว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว และที่ต่อไปคือที่ไหน หากเราต้องการจะลงป้ายไหน ก็ให้กดปุ่มที่เสาเพื่อส่งสัญญาณให้คนขับจอดในป้ายถัดไปที่เราจะลงได้เลยครับ

และเรื่องสำคัญอีกหนึ่งอย่างเกี่ยวกับการเดินทางด้วยรถเมล์ที่ผู้เขียนอยากจะบอกคือ ในตอนนี้ และ ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสายการเดินทางด้วยรถเมล์ “อาจมีการเปลี่ยนได้” รวมถึง “มีสายรถเมล์ที่มากขึ้น” ดังนั้น เป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านที่คิดวางแผนจะไปเที่ยวแล้วหละครับ ที่จะอัพเดทข้อมูลเรื่องรถเมล์ของเกียวโตให้ล่าสุด โดยผมจะแนะนำเว็บไซต์ 2 ที่เอาไว้เพื่อให้ท่านผู้อ่านใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนครั้งต่อไปครับ

1. Kyoto City Bus & Subway : https://www2.city.kyoto.lg.jp/kotsu/webguide/en/index.html
2. Kyoto City Bus Route : http://www.arukumachikyoto.jp/citybus.php?lang=en

และนี่คือข้อมูลวิธีการเดินทางของเมืองเกียวโตแบบคร่าว ๆ ที่ผมอยากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจเบื้องต้นกันก่อนที่ท่านผู้อ่านจะเริ่มอ่านเนื้อหารีวิวการผจญภัยใน Kyoto กันต่อไปครับ


วันที่ 26 มีนาคม 2017 เวลา 06.00 น.
ณ อพาร์ทเม้นท์ Airbnb ย่าน Saiin เมือง Kyoto

เราตัดสินใจตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากเราได้พูดคุยวางแผนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วได้ข้อสรุปว่า เราจะเดินทางไปยัง Arashiyama ตั้งแต่เช้ามึด เพื่อไปถ่ายภาพป่าไผ่ Sagano ในช่วงที่คนยังน้อยอยู่ โดยแผนที่เราคุยกันเมื่อคืนนี้เป็นแผนแบบหลวม ๆ ที่เราไม่อยากจะ Fix อะไรให้มากมาย และเราได้ดูพยากรณ์อากาศล่วงหน้าก็พบว่า พรุ่งนี้จะมีเมฆมาก และในช่วงบ่าย จะมีฝนตกอีกต่างหาก ดังนั้นจึงขอสรุปแผนการเดินทางในวันนี้คร่าว ๆ ว่า

ตอนเช้าตรู่ : เราจะไปถ่ายภาพที่ป่าไผ่ Sagano เป็นอย่างแรก และเดินเที่ยวย่าน Arashiyama เล็กน้อย
ตอนสาย : เราจะไปวัดทอง Kinkaku-ji
ตอนบ่าย : เราจะไปวัดเงิน Ginkaku-ji ซึ่งอยู่อีกฟากของเมืองเกียวโต เพื่อไปดูซากุระที่นั่น
ตอนเย็น : เราจะไปเดินตลาด Nishiki เพื่อหาอะไรทานและถ่ายภาพบรรยากาศที่นี่
ตอนค่ำ : เดินเที่ยวแถว Kyoto Station

อย่างที่บอกไว้ครับว่า แผนนี้เป็นแผนแบบหลวม ๆ เราไม่ได้กำหนดเวลาอะไรเลย กำหนดแค่เป็นช่วงเวลาเท่านั้นว่า ตอนไหน เราจะไปไหน เพราะเราไม่อยากจะมาเครียดเรื่องเวลา เราอยากจะถ่ายภาพกันจนพอใจ แล้วค่อยย้ายไปสถานที่ถัดไปนั่นเองครับ

สำหรับการเดินทางในวันนี้ เราจะเดินทางด้วยรถเมล์ โดยใช้พาสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “Kyoto City Bus & Kyoto Ond-day Pass” ที่เราซื้อมาตั้งแต่เมื่อคืน (ตอนที่แล้ว) และเราจะใช้ Pass ตัวนี้อ้างอิงตลอดในการเดินทางในบทความนี้ แต่ก็มีบางครั้ง ที่เราจะเดินทางด้วยรถไฟเพื่อความรวดเร็วและคล่องตัวเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถบัสในบางกรณีครับ

เอาหละ กลับมาที่เช้าวันนี้กันต่อ เมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้ว เราใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานมากนักก็เสร็จเรียบร้อย กล้องพร้อม คนพร้อม ก็ออกเดินทางจากห้องพัก ไปยังสถานีรถไฟ Saiin เพื่อเดินทางไปยัง Arashiyama กันเลยครับ


Arashiyama

ชื่อสถานที่ : อาราชิยามะ
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3912.html
Location : https://goo.gl/maps/9YQmdqiXxw62
วิธีการเดินทาง
By train : ด้วยรถไฟจากสถานี Saiin นั่งรถไฟสาย Hankyu ไปลงที่สถานี Katsura เพื่อเปลี่ยนรถไฟไปลงที่สถานี Arashiyama ของ Hankyu Line หรือ หากเริ่มจาก Kyoto Station แนะนำให้นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Saga Arashiyama ** แนะนำให้นั่งรถไฟมา จะสะดวกที่สุด
By bus : ด้วยรถบัสหมายเลข 11 , 28 , 93 Arashiyama คือสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมชอบที่สุดในเกียวโตครับ ผมจึงต้องมาที่นี่ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสได้มาภูมิภาคคันไซ ที่นี่มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจรวมกันอยู่หลายที่ ได้แก่ สะพาน Togetsukyo หากแปลเป็นไทยก็คือ สะพานข้ามพระจันทร์ , วัดที่มรกดโลกอย่าง วัดเท็นริว (Tenryu-ji) ที่มีสวนญี่ปุ่นที่สวยงามมาก และเป็นแหล่งชมซากุระชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง , ป่าไผ่ซากาโนะ อันเลื่องชื่อ ที่เป็นเป้าหมายหลักที่เราสองคนจะมาถ่ายรูปในวันนี้ และรถไฟสายโรแมนติก ที่เป็นที่ถูกอกถูกใจกับนักท่องเที่ยวเมื่อได้ลองมานั่งดูซักครั้งเพื่อชมธรรมชาติอันสวยงามของ Arashiyama

เมื่อเรามาถึงสถานีรถไฟ Hankyu Arashiyama แล้ว เราก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปบรรยากาศสถานีรถไฟอันแสนเงียบสงบยามเช้าเอาไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งสภาพอากาศในวันนี้ มีเมฆมาก ทำให้แสงแดดนั้นมีน้อยมาก อากาศก็หนาวเย็นแถมมีความชื้นจากบรรยากาศบริเวณภูเขา ทำให้เรารู้สึกหนาวเป็นพิเศษ. เราเดินออกจากสถานีไปตามทางเรื่อย ๆ ก็จะมาเจอกับสะพาน Togetsukyo หรือสะพานข้ามจันทร์ อันเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ Arashiyama ในบรรยากาศที่เงียบสงบ แทบจะไม่มีผู้คน เนื่องจากเวลาที่เรามานั้นยังเช้าอยู่มาก แต่ที่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เราจะมาถ่ายภาพกัน เราจึงเดินถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ เพื่อรีบไปยังจุดหมายหลักที่เราจะมาในวันนี้คือ ป่าไผ่ซากาโนะ ซึ่งเมื่อเราข้ามสะพานมาแล้ว ก็จะเป็นย่านร้านค้าซึ่ง ณ เวลานี้ ยังปิดกันหมด ไม่มีร้านไหนเปิดเลย แถมนักท่องเที่ยวก็ยังไม่มีด้วย เท่าที่มองดูก็มีแต่คนท้องถิ่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถนนก็โล่ง แทบไม่มีรถให้เห็น จนบางจังหวะผมสามารถไปยืนถ่ายภาพกลางถนนได้สบาย ๆ เลยครับ ผมจึงรู้สึกแปลกตาและประทับใจมาก เพราะทุกครั้งที่ผมมาก่อนหน้านี้ ณ จุดนี้จะมีผู้คนมากมาย และรู้สึกวุ่นวายอยู่พอสมควร พอได้มาเห็นแบบสงบแทบไร้ผู้คนแบบนี้ ก็รู้สึกดีมากเลยครับ. เดินมาซักพัก ก็ผ่านทางเข้าวัดเท็นริวจิ วัดที่เป็นมรดกโลกที่ผมเคยมาแล้ว ผมได้ถามผู้ร่วมทริปว่า หลังจากที่เราถ่ายภาพป่าไผ่เสร็จแล้ว อยากจะมาที่นี่ไหม เพราะสวนข้างในนั้นสวยมากนะ และให้คอมเม้นอีกนิดนึงว่า “แต่เวลานี้ ซากุระยังไม่บาน อาจจะผิดหวังที่ไม่เจอซากุระก็ได้นะ” เนื่องจากปีนี้ซากุระบานช้ากว่าปีที่แล้วที่ผมมา (เมื่อปีที่แล้ว ปี 2016 ณ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ที่ผมมาที่นี่ ดอกซากุระเริ่มบานแล้วครับ) ผู้ร่วมทริปก็ยังขอเก็บไว้คิดดูก่อน ผมจึงพาเดินไปต่อเพื่อไปยังป่าไผ่ซากาโนะ ซึ่งจากจุดนี้ก็อยู่ไม่ไกลแล้ว


Arashiyama Bamboo Grove

ชื่อสถานที่ : ป่าไผ่อะระชิยะมะ
Website : http://www.insidekyoto.com/arashiyama-bamboo-grove
Location : https://goo.gl/vqgDpe

ทางเข้าป่าไผ่ซากาโนะนั้น เป็นซอยเล็ก ๆ เดินเข้ามาเรื่อย ๆ เราจะพบกับบรรยากาศอันน่าวังเวง คือ เราจะผ่านสุสานในบรรยากาศลมหนาวพัดมา พร้อมกับเสียงใบไผ่ที่ชวนขนลุกอยู่เล็กน้อย เราเดินไม่นานนัก ก็เจอศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งผมแวะทุกครั้งที่มาเช่นกัน และผมก็บอกให้เพื่อนร่วมทริปว่า เราจะแวะตรงนี้หลังจากถ่ายรูปที่ป่าไผ่เสร็จแน่นอน ตอนนี้ให้เรารีบเดินไปยังจุดถ่ายภาพของเรากันก่อนดีกว่า. เดินมาอีกนิดเดียว ก็ถึงจุดไฮไลท์ของป่าไผ่แห่งนี้ ซึ่งเป็นมุมมหาชนที่ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องแวะถ่ายภาพ เมื่อปีที่แล้วที่ผมมา ผมพบกับมวลมหาประชาชนนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติยืนอยู่เต็มไปหมด ซึ่งทำเอาผมหมดอารมณ์ถ่ายภาพเลย และนี่คือเหตุผลว่าทำไม เราถึงรีบมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็เพราะเราต้องการภาพที่นี่ในแบบไร้ผู้คนนั่นเอง ผมจำกฎของคณะทัวร์ได้คือ “ตื่นหกโมง กินเจ็ดโมง ล้อหมุนแปดโมง” นั่นคือ ผมต้องทำทุกอย่างให้เร็วกว่าทัวร์พวกนี้ให้ได้ก่อนที่ทัวร์จะเริ่มล้อหมุนตอนแปดโมงนั่นเองครับ เราสองคนเดินสำรวจหามุมถ่ายภาพกันอย่างมีความสุข เพราะเวลานี้มีคนมาที่นี่น้อยมาก และได้ถ่ายภาพกันซักพักใหญ่จนพอใจแล้ว เราจึงเดินกลับไปยังศาลเจ้าที่เราผ่านมาเมื่อซักครู่นี้อีกครั้ง ที่นี่คือศาลเจ้า Nonomiya ซึ่งผมทราบมาว่าเป็นศาลเจ้าที่ดังในเรื่องการหาคู่ครอง รวมไปถึง การขอพรให้คลอดลูกง่าย.  บรรยากาศภายในศาลเจ้าเล็ก ๆ แห่งนี้นั้น ดูร่มรื่นและมีจุดดึงดูดให้เราแวะถ่ายรูปอยู่พอสมควร ตั้งแต่หน้าทางเข้าที่มีเสาโทริอิ และเสาโทริอิสีแดงด้านใน ป้ายขอพร รวมไปถึงสวนญี่ปุ่นเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านใน. เราถ่ายภาพกันซักพักก็เดินออกมาด้านนอกอีกครั้ง

ชื่อสถานที่ : ศาลเจ้าโนโนมิยะ
Webiste : http://www.nonomiya.com/index.html
Location : https://goo.gl/3e8qqy


เรากลับมายืนอยู่หน้าทางเข้าวัดเท็นริวจิอีกครั้งหนึ่ง ณ เวลานี้นักท่องเที่ยวเริ่มมีมากขึ้นแล้ว และผมก็ได้ถามผู้ร่วมทริปอีกครั้งหนึ่งว่าจะเข้าไปในวัดนี้ไหม สุดท้าย ก็ตัดสินใจว่าเราจะไม่เข้าไป เพราะหากไม่มีซากุระ ก็ไม่รู้จะเข้าไปทำไม ตรงนี้ผมก็เห็นด้วย คือสวนด้านในนั้นสวยจริง สวยจนคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอน แต่เพราะขาดไฮไลท์อย่างซากุระไป และ สภาพอากาศที่มีเมฆมาก ไม่มีแสงแดด มันเลยทำให้เราหมดอารมณ์ที่จะถ่ายภาพสวนสวย ๆ ลงไปเยอะมากเลยครับ สุดท้ายเราจึงไม่เข้าไปที่นี่ แต่เลือกที่จะเดินสำรวจรอบ ๆ Arashiyama อีกครั้ง เพื่อถ่ายภาพบรรยากาศที่นี่.

ไม่นานนักเราเริ่มรู้สึกหิว เราจึงหาร้านกาแฟเป็นอาหารเช้าง่าย ๆ ทานกันที่สถานีรถไฟ Arashiyama (Keifuku) จากนั้นก็แวะทานไอติมซอฟครีมที่ทำจากเต้าหู้ที่ร้าน Saga Tofu Ine ซึ่งอยู่เยื้อง ๆ ฝั่งตรงข้ามวัดเท็นริวจิ จากนั้น เราจึงไปรอขึ้นรถบัสที่ป้ายหน้าวัดเท็นริวจิ เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป นั่นก็คือ วัดทอง (Kinkakuji)


Kinkaku-ji

ชื่อสถานที่ : วัดคิงกะกุ (วัดทอง)
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3908.html
Location : https://goo.gl/maps/dnfXCa9icJz
อัตราค่าผ่านประตู : 400 Yen
วิธีการเดินทาง
By bus : จาก Arashiyama นั่งรถบัสสาย 11 ที่ป้ายหน้าวัดเท็นริวจิ นั่งมาจนสุดสาย แล้วต่อรถบัสสาย 59 มาเพื่อมาลงที่ป้ายหน้าวัดทองได้เลย หรือ หากเริ่มต้นจาก Kyoto Station ให้นั่งรถบัสสาย 101 หรือ 205 มาได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย วัดทอง (Kikkaku-ji) ที่ใคร ๆ เห็นแล้วก็จะนึกถึงการ์ตูนเรื่องอิคคิวซังขึ้นมาทันที รวมทั้งตัวผมก็เช่นกัน. สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักของโชกุนท่านหนึ่ง แต่ต่อมาก็ถูกยกให้กลายเป็นวัดในภายหลัง และเคยเกิดเหตุการไฟไหม้มาแล้ว ทำให้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่แบบปัจจุบันนี่แหล่ะครับ ราคาค่าเข้าเพียงคนละ 400 เยนเท่านั้น. เมื่อเราซื้อตั๋วเสร็จแล้ว เราก็ต้องมาเข้าคิวเพื่อที่จะเข้าไปภายในบริเวณวัดกันก่อน วันนี้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว เท่าที่สังเกตุส่วนใหญ่จะเป็นคณะทัวร์ทั้งนั้นเลยครับ. ไม่นานนักเราเดินเข้ามาภายในตัววัด สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านั่นก็คือ อาคารทรงโบราณสไตล์ญี่ปุ่นสีทองที่ดูโดดเด่นเป็นสง่าตัั้งอยู่หลังบึงน้ำที่ทำหน้าที่สะท้อนเงาของสิ่งปลูกสร้างอันสวยงามนี้ มีต้นไม้ประดับอยู่รอบ ๆ คอยเสริมบารมีให้ความสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก และนี่คือตัวอาคารหลักของวัดทอง ที่ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวทุกคนหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน ณ จุดนี้เป็นจำนวนมาก รวมถึงพวกเราสองคนด้วย การถ่ายรูปที่นี่นั้นมีกฏที่ต้องเคารพคือ ห้ามใช้ขาตั้งกล้องทุกชนิด ดังนั้น เราจึงทำได้เพียงถือกล้องถ่ายภาพไปแบบอารมณ์นักท่องเที่ยว แต่จะต่างตรงที่เราพยายามมุดแหวกหามุมท่ามกลางฝูงชนนักท่องเที่ยวอยู่เรื่อย ๆ จนได้ภาพที่ต้องการอย่างทุลักทุเล เสียดายที่อากาศวันนี้ไม่ค่อยดี มีเมฆมาก ไม่มีแสงแดดทำให้ภาพดูเป็นมิติเลย ภาพที่ได้จึงดูแบน ๆ ครับ เมื่อเราได้ภาพอาคารหลักมาแล้ว เราจึงสวมวิญญาณนักท่องเที่ยว เดินถือกล้องถ่ายภาพตามทางไปเรื่อย ๆ เก็บบรรยากาศภายในวัดและบรรยากาศนักท่องเที่ยวมาฝากให้ท่านผู้อ่านได้ชมกัน และผมก็ไม่ลืมที่จะซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นแมวกวักสีทอง และ ไปรษณีย์บัตร เพื่อเขียนส่งกลับไปเมืองไทยให้แฟนของผมที่ไม่ได้เดินทางมาในครั้งนี้ เขียนเสร็จ ก็ซื้อแสตมป์แล้วฝากคนขายส่งตรงนั้นได้เลยครับ เราสองคนเดินออกมาจากบริเวณวัดทองแล้ว เราก็มาคิดกันว่า เราจะไปไหนกันต่อดี ตามแผนของเรานั้น เราจะไปวัดเงินกันต่อ แต่เพราะอากาศแบบนี้ ที่ฝนทำท่าจะตกอยู่ตลอดเวลา และดูพยากรณ์อากาศแล้วก็พบว่า จะมีฝนตกแน่นอนในช่วงเที่ยง-ค่ำกันเลยทีเดียว อีกทั้ง การเดินทางไปวัดเงินตามแผนนั้น เราต้องการจะไปดูซากุระที่ถนนสายนักปราชญ์ แต่ ณ เวลานี้ ซากุระยังไม่เริ่มบานเลย เราจึงตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไปวัดเงินอย่างน่าเสียดาย แล้วกลับไปตั้งหลักที่ห้องพักของเรากันก่อน เพื่อคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี เราเดินไปถึงป้ายรถเมล์หน้าวัดทองก็พบกับนักท่องเที่ยวต่อคิวเพื่อขึ้นรถเมล์อยู่เป็นจำนวนมาก เล่นทำเอาเราถึงกับอึ้งเลย แต่เราไม่มีทางเลือก เราจำเป็นต้องต่อคิวเพื่อขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าวัดแห่งนี้เพื่อเดินทางต่อ รออยู่พักใหญ่ ๆ เราจึงได้ขึ้นรถเมล์สาย 59 จากป้ายหน้าวัดทอง ย้อนกลับมาทางที่จะไป Arashiyama อีกครั้ง เพียงแต่ว่า เราจะลงกันที่หน้าศาลเจ้า Fukuoji ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด Ninnaji เท่าไรนัก เพื่อเปลี่ยนสายรถเมล์มาเป็นหมายเลข 8 เพื่อเดินทางไปยังห้องพักของเราที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Saiin ระหว่างทางนั้นก็มี Event เกิดขึ้นนิดหน่อยที่รถเมล์สาย 8 วิ่งมาสุดสายที่ป้าย Uzumaza Tenjingawa คนขับรถบอกให้เราลงจากรถ เราก็ลงจากรถอย่าง งง ๆ แล้วมาตั้งสติดูอีกครั้งก็พบว่า เราต้องไปต่อรถสาย 8 อีกครั้งในจุดขึ้นรถที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อเดินทางเข้าเมือง เรารอซักพักรถสาย 8 ก็มาจอดให้เราขึ้นแล้วเดินทางมาจนถึงป้าย Saiin Tatsumicho เราลงป้ายนี้แล้วก็พบกับสายฝนที่เริ่มหนักขึ้น เราจึงวิ่งเข้ามาหลบฝนในห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่ห้างแห่งนี้ทำให้เราเสียตังกันอีกจนได้

ห้างที่เราเข้ามาหลบฝนนี้มีชื่อว่า Joshin ซึ่งเป็นห้างจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า อารมณ์เหมือน Yodobashi เลยครับ ไหน ๆ เราก็ต้องหลบฝนกันแล้ว เราก็เลยเดินห้างนี้เล่นพลาง ๆ จนผมเห็นว่าห้างนี้มีชั้นขายเครื่องเกมด้วย ผมจึงชวนผู้ร่วมทริปไปดูเกม เพราะเมื่อคืน(ตอนที่แล้ว) เราซื้อแต่เครื่องเกม แต่ไม่ได้ซื้อเกมมาเลย เราเลยมีเวลาเลือกซื้ออยู่พักใหญ่ จนได้เกมมา 1 เกม และ กระเป๋าเก็บเครื่องเกม 1 อันสวย ๆ มาใช้ จัดการทำ Tax refund และ รับส่วนลดจาก VISA Card ได้เหมือนห้าง Yodobashi ด้วย และผมยังรู้สึกว่า ห้างนี้ขายของถูกกว่า Yodobashi อีก ผมก็ลองถามเล่น ๆ ดูว่า ที่นี่มีเครื่องเกม Nintendo Switch ขายไหม เขาก็บอกว่า Sold out อีกเช่นเคย …“หาซื้อยากจริง ๆ เจ้าเครื่องเกมนี้เนี่ย”

หลังจากที่เราเดินสำรวจห้าง Joshin จนพอใจแล้ว เราก็เดินออกมาเพื่อกลับไปยังห้องพัก แต่ระหว่างทางก็เจอร้านขายหนังสือขนาดใหญ่อีก ตั้งอยู่ตรงสี่แยก Saiin เลยครับ ซึ่งผมไม่รู้จักชื่อร้าน แต่ผมก็ถามผู้ร่วมทริปว่า สนใจจะเข้าไปดูหนังสือไหม เพราะเห็นเขาหาหนังสือมาหลายวันแล้ว ยังไม่ได้ซักที ผู้ร่วมทริปก็สนใจ เราจึงเข้าไปดูหนังสือในร้านนี้กัน

บรรยากาศภายในร้านหนังสือญี่ปุ่นนั้น ไม่ต่างจากหนังสือของไทยเท่าไรนัก บรรยากาศดูโอเคดี มีหนังสือให้เลือกซื้ออยู่มากมาย มีทั้งห่อพลาสติก และไม่ห่อพลาสติก บางเล่มก็มีเชือกมัดไม่ให้เปิดดู หนังสือส่วนใหญ่แน่นอนว่าเป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น มีหนังสือจากต่างประเทศเพียงเล็กน้อยในมุมเล็ก ๆ เท่านั้นที่วางจำหน่าย ผมได้เดินสำรวจดูจนทั่ว พบว่ามีหนังสือที่น่าสนใจอยู่พอสมควร เป็นหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพใน Kyoto ใน Concept ต่าง ๆ ซึ่งผมเปิดอ่านดูแล้วพบว่าแต่ละภาพสวยงามมาก ราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ตีเป็นเงินไทยก็เล่มละ 700 บาทขึ้นไปทั้งนั้นเลยครับ ส่วนเพื่อนร่วมทริปนั้น ก็ไม่เจอหนังสือที่ถูกใจอยู่ดี เราก็เลยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือจากร้านหนังสือนี้มาเลยครับ เพื่อนร่วมทริปบอกว่า หนังสือที่ Yodobashi น่าสนใจกว่า เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรงมากกว่า แล้วเขาตัดสินใจที่จะไปซื้ออีกครั้งในคืนนี้ ผมก็โอเค ตามนั้นเลย ซักพัก เราก็เดินออกจากร้าน ข้ามถนนมาอีกฝั่งเพื่อกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกล เรามาถึงห้องพัก ก็พักผ่อนเอาแรงเล็กน้อย เพื่อเตรียมที่จะลุยในสถานที่ต่อไป … ตลาดนิชิกิ


Nishiki Market

ชื่อสถานที่ : ตลาดนิชิกิ
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3931.html
Location : https://goo.gl/maps/gKFHyYZctwv
วิธีการเดินทาง
By train : จากสถานี Saiin นั่งรถไฟสาย Hankyu ไปลงที่สถานี Karasuma แล้วใช้ทางออกหมายเลข 16 หรือ หากเริ่มจาก Kyoto Station ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Karasuma Line มาลงที่สถานี Shijo แล้วเดินมาตามทางใต้ดินเรื่อย ๆ จนถึงสถานี Karasuma แล้วใช้ทางออกหมายเลข 16
By bus : จาก Saiin นั่งรถบัสสาย 8 , 11 , 26 , 91 , 203 ลงที่ป้าย Shijo Karasuma หรือ ถ้าเริ่มจาก Kyoto station ให้นั่งรถบัสสาย 5 , 26 , 101 ลงที่ป้าย Shijo Karasuma เราพักอยู่ที่ห้องกันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เริ่มรู้สึกหิว ด้านนอกฝนก็ยังไม่หยุดตก จะทานข้าว 7-Eleven ที่อยู่หน้าห้องพักมันก็ดูน่าเบื่อเกินไป เราจึงตัดสินใจ “กางร่มเที่ยว” ไปยังตลาดนิชิกิ เราสองคนออกมาจากห้องพักกางร่มกันไปรอที่ป้ายรถเมล์ นั่งรถเมล์ฝ่าการจราจรที่ติดขัดอย่างมากไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงตลาดนิชิกิ ตอนแรกเราหาทางเข้าไม่เจอ เพราะเราสับสนเรื่องซอยที่จะเข้าไปในตลาด จนสุดท้าย เราก็ลองเดินสุ่มเข้าไปซัก 1 ซอย ก็พบว่า ตลาดนิชิกินั้น เป็นถนนเส้นหนึ่งที่อยู่คู่ขนานถนนเส้นหลักที่เรามัวแต่เดินหาอยู่นั่นเอง เมื่อเราเข้ามาถึงตลาดแห่งนี้ ก็พบกับความคึกคักที่ทำให้เรารู้สึกเจริญหูเจริญตา เพราะตลาดแห่งนี้มีแต่ของกินทั้งนั้น จนได้ชื่อว่า “ครัวแห่งเกียวโต” กันเลยทีเดียว ของที่ขายที่นี่ มีทั้งของสด ของแห้ง รวมไปถึงอาหารที่สามารถยืนทานได้ทันที เราอุดหนุนหมึกเสียบไม้ย่าง อยู่ 1 ร้าน ด้วยอารมณ์ที่หิว และ อยากถ่ายรูปย่างหมึกที่นี่ 

จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารที่สามารถนั่งทานได้ จนมาเจอกับร้านหนึ่ง อยู่หน้าศาลเจ้า Nishiki ซึ่งสุดทางตลาดนิชิกิพอดี ร้านนี้คือร้าน Star Restaurent เป็นร้านขายข้าวหน้าต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารจานด่วนสไตล์ญี่ปุ่นที่น่าสนใจ เวลานั้นเรารู้สึกหิวมากแล้ว เราจึงตัดสินใจเข้าไปทานที่ร้านนี้ครับ

เราสั่งอาหารมาทานกันอย่างง่าย ๆ ผมสั่งข้าวห่อไข่ราดแกงกะหรี่ ส่วนเพื่อนร่วมทริปสั่งข้าวเสต็กแฮมเบิร์กมาทาน โดยรวมแล้ว ผมให้ผ่านเลยครับ รสชาติโอเค ปริมาณให้เยอะพอสมควร ราคาไม่แพง หากใครมีโอกาส ก็ขอแนะนำให้ลองมาทานกันดูครับ ตำแหน่งของร้านก็อยู่ใกล้ทางเข้าศาลเจ้า Nishiki เลย หาไม่ยากครับ เมื่อเราทานกันเสร็จแล้ว เราจึงเข้าไปสำรวจศาลเจ้า Nishiki อีกเล็กน้อย ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ จึงเดินออกมาจากโซนตลาดนิชิกิ เพื่อขึ้นรถบัสไปยัง Kyoto Station อีกครั้ง โดยครั้งนี้เราจะไปที่ห้าง Yodobashi เพื่อให้เพื่อนร่วมทริปได้ไปซื้อหนังสือถ่ายภาพที่เขาเล็กเอาไว้มาตั้งแต่วันแรกที่เรามาถึง Osaka แล้ว


Kyoto Station

ชื่อสถานที่ : สถานีเกียวโต
เว็บไซต์ : https://www.kyotostation.com/
Location : https://goo.gl/maps/9DnhXgnoGTU2
วิธีการเดินทาง
By train : จากตลาด Nishiki ให้เราเดินมายังสถานีรถไฟ Shijo ซึ่งเราจะเดินผ่านสถานีรถไฟ Karasuma ก่อน แล้วนั่งรถไฟสาย Karasuma Line ไปลงที่สถานี Kyoto ได้โดยตรง
By bus : จากตลาด Nishiki อยู่ที่เราว่า เราขึ้นรถเมล์ที่ป้ายไหน หากเป็นป้าย Shijo Kawaramachi ให้นั่งรถเมล์สาย 4 , 5 , 17 , 205 หากเป็นป้าย Shijo Karasuma ให้นั่งรถเมล์สาย 5 , 26 , 101 ซึ่งทุกสายที่กล่าวมา เป็นรถเมล์ที่มุ่งตรงไปยังสถานีเกียวโตทั้งหมด เพียงแค่เราขึ้นให้ถูกฝั่งก็พอแล้วครับ การมาที่สถานีเกียวโตในคืนนี้นั้น เป็นการมาครั้งที่สองของเรา และเรายังมีจุดหมายเดิมคือห้าง Yodobashi ซึ่งคราวนี้เพื่อนร่วมทริปมีจุดหมายแน่วแน่ว่า จะไปซื้อหนังสือถ่ายภาพที่เขาเล็งเอาไว้ให้ได้โดยไม่ลังเลอีกต่อไป เมื่อเราลงจากรถบัสแล้ว สภาพอากาศนั้นยังถือว่าแย่อยู่ มีฝนตกลงมาพอสมควร จึงทำให้เราต้องเดินในทางเดินชั้นใต้ดินเพื่อหลบฝน และก็พบว่า ชั้นใต้ดินที่นี่ก็มีของดีซ่อนอยู่เพียบ ทั้งร้านอาหาร แหล่งช๊อปปิ้ง เราเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงหน้าร้านซูชิแบบที่ขายแบบ Take away ห่อกลับบ้านกำลังลดราคาอยู่พอดี เพราะเป็นช่วงเวลาจัด Sale เนื่องจากใกล้เวลาปิดร้านของเขาแล้ว เพื่อนร่วมทริปก็มีความสนใจเลยซื้อติดไม้ติดมือกลับไปทานคืนนี้ แต่ผมยังไม่สนใจ เพราะใจอยากจะไปทานอาหารในร้านสะดวกซื้อ Lawson ใกล้อพาร์ทเม้นมากกว่า

เราเดินมาซักพักก็ถึงทางเข้าห้าง Yodobashi ในชั้นใต้ดิน ผมและเพื่อนร่วมทริปต่างก็แยกย้ายกันไปช๊อปปิ้งกันตามสะดวก เพื่อนร่วมทริปนั้นมีแผนจะไปดูหนังสือและซื้ออยู่แล้ว แถมไปดูโมเดลของเล่นต่ออีก ส่วนผม ก็แว๊บไปดูชั้นเครื่องเล่นเกมอีกครั้ง แต่ไม่ได้หวังจะซื้ออะไรเพิ่มอีก แค่แว๊ะไปดูแล้วลองถามเล่น ๆ ดูว่า เครื่อง Nintendo Swtich นั้น ยังมีขายไหม … คำตอบที่ได้คือ “Sold out” ไปแล้วเรียบร้อยครับ. จากนั้นผมก็เดินไปชั้นกล้องถ่ายภาพเพื่อดูอุปกรณ์ถ่ายภาพต่าง ๆ เผื่อจะมีกิเลสยั่วยวนให้ผมถอยอะไรมาซักอย่าง ซึ่งหากผมไม่ได้ซื้อเครื่องเกม Nintendo Swtich มาเมื่อวาน ผมคงได้จัดเลนส์ดี ๆ ซักตัวให้กับตัวเองแน่นอนแล้วหละครับ ตอนนี้จึงได้แค่ดูเล่น ๆ และยับยั้งกิเลสเอาไว้ในใจ จนผมรู้สึกว่าดูจนพอแล้ว เลยเดินไปหาเพื่อนร่วมทริป ที่ได้หนังสือมาแล้ว และกำลังดูโมเดลต่าง ๆ อยู่ แต่ก็ไม่ตัดสินใจซื้อ เพราะไม่มีที่ถูกใจ ส่วนตัวผมก็หาโมเดลเครื่องบินรบจากการ์ตูนซีรี่ย์ Macross ซึ่งก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ที่เห็นมาจัดโชว์นั้นเป็นของภาค Delta ที่ผมไม่รู้สึกอินเอาซะเลย เลยไม่ได้ซื้อมาเป็นที่ระลึก (หากมีภาค 7 หรือภาค Frontier มาวางขายนะ คงได้หิ้วมาซัก 1-2 กล่องแน่) เมื่อเรารู้สึกเพียงพอกับการเดินห้าง Yodobashi ในค่ำคืนนี้แล้ว เราจึงกลับไปสถานีรถบัสที่ Kyoto station อีกครั้ง เพื่อนั่งรถเมล์กลับที่พักที่สถานี Saiin ซึ่งมีเพียง 3 สายเท่านั้นคือ 26 , 28 , 205 เราออกมาจากทางเดินใต้ดินก็พบว่า ฝนยังตกไม่หยุด เรานั่งรถบัสมาถึงที่สถานี Saiin แล้ว ฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก เราจึงเดินกางร่มมาแวะซื้อของที่ร้าน Lawson ใกล้ ๆ กันกับที่พักของเรา เพื่อหาอะไรทาน เนื่องจากเมื่อคืนนี้ ผมได้ลองทานอาหารจากร้าน 7-Eleven ที่อยู่ตรงข้ามกับที่พักเราแล้ว และรู้สึกว่าอาหารไม่น่าประทับใจเท่าไร ผมจึงอยากลองของ Lawson ดูบ้าง ซื้อเสร็จก็กลับไปที่พักของเรา แล้วเราทั้งสองคนก็นั่งทานอาหารที่ซื้อมากัน แล้วก็คุยกันถึงแผนในวันพรุ่งนี้

ในตอนนั้น ฝนก็ยังไม่หยุดตกซักที จนผมรู้สึกกังวลใจแล้วว่า แผนวันพรุ่งนี้จะมีปัญหาเรื่องฝนอีกหรือไม่ ผมลองเปิดพยากรณ์อากาศดูก็พบว่า พรุ่งนี้ไม่มีฝน แต่มีเมฆมาก ส่วนตอนเย็น จะมีแดดออก ก็ทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ที่อย่างน้อยพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อว่าแม่นมาก ๆ บอกว่า พรุ่งนี้จะไม่มีฝนมารบกวนพวกเราแบบเย็นวันนี้อีก

เราคุยเรื่องแผนท่องเที่ยวสำหรับแผนวันพรุ่งนี้กัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่ Kyoto กัน สรุปได้ดังนี้

ตอนเช้า : เราจะนั่งรถบัสไป Kyoto Station เพื่อเอากระเป๋าสัมภาระทั้งหมดไปเก็บไว้ใน Locker
ตอนสาย : เราจะไปที่ศาลเจ้า Fushimiinari
ตอนบ่าย : เราจะไปวัดน้ำใส (Kiyomizu) แล้วเดินย้อนกลับมาเรื่อย ๆ จนไปถึง Yasaka Pagoda
ตอนเย็น : เราจะอยู่ที่ Yasaka Pagoda เพื่อถ่ายภาพแสงเย็นที่นี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักในทริปนี้
ตอนค่ำ : เราจะกลับไปที่ Kyoto Station เดินเล่นเล็กน้อยตามสบาย เพื่อรอรถ Night Bus ที่จะมารับเราในตอน 23.00 น.

ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนไหม ? จะมีอุปสรรค์อะไรอีกไหม ? ก็ต้องมาลุ้นกันอีกในวันพรุ่งนี้ แต่สำหรับวันนี้ เราสองคนรู้สึกไม่ค่อยได้อะไรและรู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไรนัก เพราะวันนี้

“วันที่ฟ้าไม่เป็นใจ ส่งเมฆฝนมารังแกเราอีกครั้ง”


วันที่ 27 มีนาคม 2017 เวลา 08.00 น.
ณ อพาร์ทเม้น ใกล้สถานีรถไฟ Saiin

เราตื่นขึ้นมากันในเวลานี้ ซึ่งนับว่าสายมากสำหรับแผนการเที่ยวที่เราคิดเอาไว้ แต่ด้วยแผนการท่องเที่ยววันนี้ของเรานั้นหลวมมาก คือไม่ Fix เรื่องเวลา เพียงแต่เป้าหมายหลักของทริปที่ต้องไปถ่ายภาพที่เจดีย์ Yasaka ในตอนเย็นให้ได้ ที่เหลือคือไม่ซีเรียสอะไร เราสองคนจึงจัดการเก็บกระเป๋าแล้วลากกระเป๋าสัมภาระออกจากห้องพัก เพื่อเอาไปเก็บที่ Locker หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟ Kyoto ตามแผนที่เราวางเอาไว้ ซึ่งเราจะเดินทางไปที่นั่นด้วยรถบัส ซึ่งมีรถบัสที่ไป Kyoto Station ได้แก่สาย 26 , 28 , 205 ไม่นานนัก เราก็ถึง Kyoto station เราจึงเอากระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ที่ Locker หยอดเหรียญ ซึ่งมีให้บริการอยู่มากมายที่นี่ เราใช้บริการตรงบริเวณใกล้จุด Tourist Information ซึ่งเดินหาง่าย และมีตู้เก็บกระเป๋าให้บริการมากมายเลยครับ

เมื่อไม่มีสัมภาระใบใหญ่ ๆ มาคอยกวนใจเราแล้ว ก็ได้เวลาหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพบรรยากาศแล้วครับ ถ้าหากนับแล้ว เรามาที่สถานีเกียวโตในทริปนี้ นับว่าเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่เรามาในตอนกลางวันที่มีแสงแดด (ก่อนหน้านี้เรามาแต่ช่วงค่ำตลอด) เราจึงถ่ายภาพบรรยากาศเล็ก ๆ น้อย ๆ ของที่นี่มาให้ดูกัน ระหว่างที่เราเดินถ่ายภาพอยู่นั้น ผมก็ไปสำรวจป้ายรถเมล์ที่เราจะนั่งขึ้นไปยังสถานที่เป้าหมายต่อไป ปรากฏว่า มีคนเข้าคิวอยู่เป็นจำนวนมาก มากจนทำให้เราสองคน “เปลี่ยนใจ” ยอมเสียเงินเพื่อเปลี่ยนวิธีการเดินทาง จากเดิมเราจะใช้ One day bus pass นั่งรถบัสไม่จำกัดเที่ยวที่เราซื้อมาแล้ว เปลี่ยนมาเป็นวิธีการ “นั่งรถไฟ” ไปแทน เป้าหมายของเราที่จะไปต่อคือ ศาลเจ้าจิ้งจอก หรือ ศาลเจ้าโทริอิ แต่หากจะเรียกอย่างเป็นทางการนั้นคือ ศาลเจ้า Fushimiinari ครับ


Fushimiinari

ชื่อสถานที่ : ย่านฟุชิมิอินะริ
Location : https://goo.gl/maps/ERZxy5xZhfL2
วิธีการเดินทาง
By train : จาก Kyoto Station ให้นั่งรถไฟสาย JR มาลงที่สถานี Inari หรือหากใครจะนั่งรถไฟเอกชน ก็ต้องไปใช้บริการรถไฟของ Keihan Line ถึงจะมาที่นี่ได้ โดยให้นั่งมาลงที่สถานี Fushimi-inari station (แนะนำให้นั่ง JR เพราะใกล้ทางเข้ามากกว่า) (รถไฟ Keihan Line ไม่ได้อยู่ที่ Kyoto Station)
By bus : จาก Kyoto Station ให้นั่งรถบัสสาย 5 มาลงที่ป้าย Keisatu-Gakkomae ตอนที่เราทั้งสองคนขึ้นรถไฟมานั้นก็พบว่า มีนักท่องเที่ยวอยู่เยอะพอสมควร ที่รู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็เพราะว่า เขาเหล่านั้นลงที่สถานี Inari พร้อม ๆ กันแทบจะหมดขบวนรถเลยครับ เล่นเอาเราถึงกับตกใจเลยว่า ทำไมนักท่องเที่ยวมีมากมายขนาดนี้ สุดท้ายก็นึกได้ว่า “วันนี้วันอาทิตย์” เป็นวันหยุดนี่เอง คนจึงมากเป็นพิเศษ เราเดินออกมาจากสถานีรถไฟ เดินเลี้ยวซ้ายมานิดเดียว ก็ถึงทางเข้าหน้าศาลเจ้า อันมีโทริอิสีแดงขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์พร้อมกับมวลมหาชนนักท่องเที่ยวที่มีมากพอสมควร ณ ตอนนั้น เรารู้สึกหิวมื้อเช้าแล้วครับ และนาทีนั้นเองผมนึกได้ว่า ที่นี่มีร้านข้าวหน้าปลาไหลที่มีชื่อเสียงอยู่พอสมควรตั้งอยู่ใกล้ ๆ นี้ แต่ไม่แน่ใจว่าร้านอยู่ตรงไหน จึงทำการ search หาข้อมูลกันสด ๆ ตรงนั้นเลย แล้วก็พบข้อมูลจนได้ ร้านนี้มีชื่อว่า “Nezameya” ชื่อสถานที่ : ร้านข้าวหน้าปลาไหล Nezameya
เว็บไซต์ : http://nezameya.com/eng/
Location : https://goo.gl/maps/CdXHwZLtSg22

เมื่อเรารู้ชื่อรู้พิกัดของร้านนี้แล้ว เราจึงเดินมาจากหน้าทางเข้าศาลเจ้าจนถึงสี่แยกเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย มาถึงหน้าร้านก็พบว่าตอนนี้ร้านยังไม่เปิด โดยร้านจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10 โมงเช้าเป็นต้นไป ซึ่งเวลาที่เรามาถึงนี้คือ 9.50 น. อีก 10 นาที ร้านก็เปิดแล้ว และพบว่ามีคนต่อคิวก่อนหน้าเราเพียง 4 คนเท่านั้น เราจึงต่อคิวอย่างไม่ต้องคิดมาก ระหว่างต่อคิวนั้น เราก็ถ่ายภาพบรรยากาศไปเรื่อย ๆ หน้าร้านก็มีการย่างปลาไหลโชว์ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว งานนี้เล่นทำเรารู้สึกหิวยิ่งกว่าเดิมจนรู้สึกว่าทำไม 10 นาทีที่เรารอคอยนั้นมันนานนัก ระหว่างเราต่อคิวอยู่นั้น ก็มีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวจากเราอยู่เรื่อย ๆ จนแถวเริ่มยาว สุดท้าย เวลาที่เรารอคอยก็มาถึง 10.00 น. พนักงานเชิญพวกเราเข้าไปในร้าน โดยพนักงานแจ้งย้ำกับเราว่า “ต้องสั่งอย่างน้อยคนละ 1 เมนู” ตามกฏของร้านที่วางเอาไว้ เมื่อเราเข้าไปในร้าน พนักงานก็จัดการให้เรานั่งโต๊ะร่วมกับผู้อื่นเป็นลักษณะการแชร์โต๊ะกัน เนื่องจากเนื้อที่ภายในร้านนั้นคับแคบและมีจำกัด อันนี้เข้าใจดีครับ เพราะหลังจากที่เราเข้ามานั่งไม่นาน โต๊ะก็เต็มอย่างรวดเร็ว พนักงานเอาชาร้อนมาเสิร์ฟให้เราเป็นอย่างแรกพร้อมกับนำเมนูภาษาอังกฤษมาให้ เราจึงเริ่มสั่งอาหาร แน่นอนว่าเราสั่งข้าวหน้าปลาไหลกันคนละ 1 ชุด ในราคาชุดละ 2100 เยน และผมก็สั่งซูชิ 3 แบบมาอีก 1 เมนู ในราคา 1300 เยน เพื่อมาลองทานดู รอไม่นานนัก ข้าวหน้าปลาไหลที่เป็นตำนานกว่า 450 ปี ของร้าน Nezameya ก็มาเสิร์ฟ เมื่อเราได้เห็นอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่ารู้สึกตกใจมาก คือมีปริมาณที่น้อยกว่าที่คิด คือมีข้าวอยู่เล็กน้อย พร้อมกับปลาอยู่ 3 ชิ้น เล่นเอาผมรู้สึกอึ้งเลยครับ เพราะผมคิดว่าข้าวชามละ 600 กว่าบาทไทย มันน่าจะมีปริมาณเยอะกว่านี้นะ ตอนนั้นก็คิดในใจคาดหวังเอาไว้สูงว่า รสชาติมันต้องสุดยอดแน่ ๆ ถึงได้ตั้งราคาสูงขนาดนี้.

เมื่อได้ลองชิมก็พบว่า ปลาไหลย่างได้ดี ข้าวอร่อย น้ำซอสราดที่อยู่ใต้ข้าวยิ่งชูรสเด่นออกมาให้รู้สึกว่าทุกอย่างเกิดมาเพื่อคู่กัน “อร่อยมาก” ครับ ยอมรับว่าอร่อยจริง แต่เป็นความอร่อยที่รู้สึกเหมือนลมพัดผ่าน เพราะผมทานไม่กี่คำก็หมดชามอย่างรวดเร็วจนรู้สึกว่า “มันแพงเกินไป” จริง ๆ ครับ หากจะเอาไปเทียบกับ Steak เนื้อโกเบ ที่เราทานมาแพงกว่านี้ ผมยังรู้สึกว่าเนื้อโกเบยังรู้สึกคุ้มค่ากว่าเยอะ รู้สึกไปจนถึงว่าจะต้องกลับมากินอีกให้ได้เมื่อมีโอกาส แต่สำหรับข้าวหน้าปลาไหลเมนูนี้ กลับทำให้ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น “คงแค่ครั้งเดียวพอ”. ส่วนเมนูซูชิ 3 อย่างที่สั่งมาลองทานดู ก็ถือว่าอร่อยในระดับหนึ่ีง ไม่ได้อร่อยเว่อร์ แต่ก็คิดว่าแพงไปยังอร่อยไม่สมราคาค่าตัวจานละ 1300 เยนเหมือนกัน.

เอาเป็นว่า สำหรับมื้อนี้ผมไม่อยากคิดอะไรมาก ถือว่าเป็นการได้ซื้อประสบการณ์ลองตำนานร้านข้าวหน้าปลาไหลที่มีอายุมากว่า 450 ปี ก็แล้วกันครับ. หากใครคิดจะตามรอย อยากลองประสบการณ์แบบนี้ ก็คิดให้ดี ๆ นะครับ ถ้าอยากลองซักครั้งเพื่อเป็นประสบการณ์ก็ถือว่าไม่เสียหายอะไรนะ “เพียงแต่ท่านอาจจะรู้สึกเหมือนทำตังหล่นหายก็เป็นได้” … ต้องขออภัยสำหรับคนที่ชอบร้านนี้นะครับ นี่คือความเห็นส่วนตัวที่อยากจะเล่าออกมาจากใจจริง ๆ ครับ

เราเดินออกมานอกร้าน ก็ทำการถ่ายภาพหน้าร้านเป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งเราได้มากินอาหารที่รู้สึกอร่อยแต่ไม่คุ้มค่า ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งดีที่ตรงนี้บรรยากาศชวนให้ถ่ายรูปพอสมควร เราจึงถ่ายรูปมาให้ดูกันครับ


Fushimiinari Taisha Shrine

ชื่อสถานที่ : ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3915.html
Location : https://goo.gl/maps/xDh9ZStvNDM2
อัตราค่าผ่านประตู : ฟรี

เมื่อเราถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินไปยังศาลเจ้าฟูชิมิอินาริเสียที เราเดินย้อนกลับไปทางที่เรามาจากสถานีรถไฟ เพื่อเข้าไปยังประตูทางเข้าหลักของศาลเจ้าแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง บรรยากาศในตอนนั้นก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเยอะมากขึ้นกว่าเดิม ฟ้าก็ยังมีเมฆมากอยู่ เราเดินเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณด้านในตัวศาลเจ้า ซึ่งจุดนี้ไม่ใช่ไฮไลท์ของที่นี่ ไฮไลท์มันอยู่ที่หลังศาลเจ้าครับ. เราเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณหลังศาลเจ้า ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเสาโทริอิอันเลื่องชื่อ ซึ่งเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเกียวโตอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ผมคาดคิดเอาไว้ก็เป็นจริง นั่นคือ “ปริมาณนักท่องเที่ยวมหาศาล” กำลังเดินอยู่ในเส้นทางเสาโทริอิจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมกังวลไว้และมันก็กลายเป็นจริงขึ้นมา ทำให้เราถ่ายภาพกันอย่างยากลำบาก ถ่ายยังไงก็ติดคน เราจึงต้องเดินออกมาด้านนอกเส้นทางเสาโทริอิเพราะทนความแออัดของฝูงชนไม่ไหว เราเดินออกนอกเส้นทางไปเรื่อย ๆ จนถึงศาลเจ้าที่อยู่ด้านใน จุดศาลเจ้าด้านในนี้ มีนักท่องเที่ยวมากมายมาแวะถ่ายรูปและขอพรกัน บ้างก็วาดรูปหน้าตาลงบนแผ่นไม้กระดานรูปสุนัขจิ้งจอก เราถ่ายภาพบรรยากาศที่นี่เพียงเล็กน้อย ก็เดินเข้าไปตามทางด้านในอีก ซึ่งจากจุดนี้ คนเริ่มน้อยลงจนสามารถเดินได้อย่างไม่แออัดแล้ว แต่ก็ยังถ่ายภาพลำบากอยู่ดี ซึ่งหากเราต้องการถ่ายภาพแบบเจอคนน้อย ๆ หรือ ไม่เจอคนเลย เราต้องเดินเข้าไปลึก ๆ ครับ แต่ข้อเสียคือ ยิ่งเดินลึก เสาโทริอิก็ยิ่งต้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และทางที่ไปก็ต้องเดินขึ้นเนินเขาไปเรื่อย ๆ เราเดินกันไม่นาน ผู้ร่วมทริปก็บอกกับผมว่าไม่ต้องไปไกลกว่านี้แล้ว ให้หาจังหวะถ่ายภาพบริเวณใกล้ ๆ นี้ก็พอ. อ่ะ ผมตามใจ ก็โอเคตามนั้น จุดที่เรายืนถ่ายภาพนี้ เป็นจุดหน้าห้องน้ำที่ให้บริการนักท่องเที่ยว ตรงนี้มีมุมให้ถ่ายรูปอยู่เหมือนกันครับ แต่ต้องรอจังหวะปลอดคนอยู่ซักพักเหมือนกัน และในตอนนั้นเอง ผมเห็นมีคนกำลังลงสีตัวอักษรที่เสาโทริอิอยู่ ผมเห็นว่าน่าสนใจจึงเข้าไปพูดคุยเพื่อขออนุญาตถ่ายภาพกับเขา และก็ได้รับการอนุญาตครับ และนี่คือภาพถ่ายที่เราถ่ายมาครับ เมื่อเราถ่ายภาพกันจนพอใจแล้ว เราจึงเดินกลับออกมาด้านนอกซึ่งเป็นคนละทางกับที่เราเดินข้ามาเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาทางเข้าหลัก และสุดท้ายก็มาโผล่ตรงที่ด้านหลังศาลเจ้าใกล้กับทางเริ่มต้นเส้นทางเสาโทริอิ เราเดินออกมาเจอรูปโปสการ์ดสามมิติที่สำนักงานศาลเจ้าตั้งวางขายเอาไว้ เห็นว่าสวยดีและน่าสนใจจึงซื้อมาเป็นที่ระลึก 1 ใบ แล้วก็เดินออกมาด้านนอก ผ่านจุดร้านค้าริมทางที่ขายของกินเต็มไปหมด ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์กินขนมปังปลาใส้ถั่วแดง(ไทยากิ)ที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่งและพบว่ารสชาติแย่มากจนฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจึงเตือนเพื่อนร่วมทริปว่า จะทานอะไรก็ได้นะ แต่ถ้าหากจะทานไทยากิก็ให้ดูดี ๆ ก็แล้วกัน เพื่อนร่วมทริปได้แวะซื้อขนมทานเล็กน้อย ส่วนผมไม่อยากทานอะไร ผมจึงถ่ายภาพเรื่อย ๆ ในตอนนั้นเอง ผมได้เจอบัตร Suica ตกหล่นอยู่ที่พื้นอยู่ 1 ใบ ผมจึงหยิบขึ้นมา แล้วลองหาดูว่าแถวนั้นมีใครหาอะไรอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี แต่ก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง เห็นผมกำลังถือบัตร Suica อยู่ในมือ แล้วทำท่าเหมือนกำลังหาเจ้าของอยู่ ได้มาสอบถามผมว่า “เก็บบัตรใบนี้ได้ใช่ไหมคะ” “ของหนูเองค่ะ” … อืม ในบัตรก็ไม่ได้เขียนชื่อไว้ด้วย แต่อยู่ ๆ กล้ามาถามแบบนี้ ก็คงเป็นเจ้าของจริง ๆ แหล่ะ ผมเลยมอบบัตรนั้นให้ไปด้วยความไว้ใจว่าเขาน่าจะเป็นเจ้าของบัตรจริง ๆ  เขาก็กล่าวขอบคุณ แล้วเราก็แยกย้ายกันไปครับ.

ที่ผมเล่าเรื่องเล็ก ๆ เรื่องนี้ไว้ เพราะมันมีเหตุผลที่ทำให้เราตัดสินใจอะไรบางอย่างในบทความตอนต่อไปครับ จะเป็นเรื่องอะไร ไว้อ่านกันตอนหน้านะครับ.

ผมเดินออกมาตามทางเรื่อย ๆ จนถึงด้านนอก ซึ่งเป็นสี่แยกเล็ก ๆ ตรงร้านข้าวหน้าปลาไหล Nezameya แผนต่อไปของเราคือ เราจะนั่งรถไปต่อที่วัดน้ำใส Kiyomizu-dera เราเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนผ่านสถานีรถไฟ Fushimi-Inari ของ Keihan Line เราแวะถ่ายรูปเล็กน้อย แล้วก็เดินต่อไปจนถึงป้ายรถเมล์ที่อยู่บริเวณถนนใหญ่ ซึ่งภาพที่เห็นคือมีคนต่อคิวขึ้นรถเมล์อยู่เล็กน้อย เราจึงรีบเข้าไปต่อคิวขึ้นรถเมล์ทันที เรารอรถเมล์อยู่นานมาก รถเมล์ไม่ยอมผ่านมาซักทีจนคิวเริ่มยาวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งยาวจนน่าตกใจเลยทีเดียว เรารอรถอยู่เกือบชั่วโมงเลยครับ จนรถเมล์ที่เรารอคอยก็มาถึง เราจึงขึ้นรถเมล์เพื่อที่จะไปลงที่ป้าย Tofukuji Michi แต่เพราะความผิดพลาดหรือความเผลอที่เราไม่ทันสังเกตุ ทำให้เราเลยป้ายนี้อย่างตั้งตัวไม่ทัน. งานเข้าสิครับ แต่ในความโชคร้ายก็เหมือนโชคดีที่รถเมล์คันนี้มุ่งหน้าตรงไปที่สถานี Kyoto ซึ่งเป็นจุดขึ้นรถบัสหลัก ทำให้เราไปเริ่มตั้งตัวที่นั่นใหม่ได้

เมื่อเรานั่งรถมาถึงสถานี Kyoto ผมก็เดินไปยังจุดขึ้นรถบัสที่จะไปวัดน้ำใส ก็พบกับคิวที่ยาวเหยียดจนทำให้ผมต้องคิดแผนการเดินทางใหม่ โดยเราจะยอมเสียเวลานั่งรถเมล์อ้อมเล็กน้อยไปลงที่ย่าน Gion แล้วก็นั่งรถเมล์จากหน้าศาลเจ้า Yasaka ไปลงที่วัดน้ำใส ซึ่งวิธีนี้ ถึงแม้ว่าจะอ้อมกว่าก็จริง แต่เราสามารถขึ้นรถเมล์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิว เพียงแต่ว่า เราจะต้องฝ่าการจราจรที่ติดขัดในเมืองอีกเล็กน้อย ซึ่งถือว่ายอมรับได้ครับ

เรานั่งรถตามแผนใหม่ที่ผมคิดสด ๆ ในตอนนั้นจนมาถึงหน้าศาลเจ้า Yasaka แล้วก็ต่อรถเมล์ไปลงที่วัดน้ำใสตามแผน ลงที่ป้าย Kiyomizu-michi ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้าวัดน้ำใสที่สุด เมื่อเราลงมาจากรถเมล์ ก็พบกับภาพที่ทำให้ผมตะลึงอีกแล้ว …


Kiyomizu Temple

ชื่อสถานที่ : วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส)
เว็บไซต์ : http://www.kiyomizudera.or.jp/en/
Location : https://goo.gl/maps/bya1jn2aNnu
อัตราค่าผ่านประตู : 400 Yen
วิธีการเดินทาง By bus : จาก Kyoto Station ให้นั่งรถเมล์สาย 100 , 206 ลงที่ป้าย Kiyomizu-michi หรือหากมาจากย่าน Gion ให้เดินไปขึ้นรถที่ป้ายหน้าศาลเจ้า Yasaka แล้วนั่งรถเมล์สาย 100 , 202 , 206 , 207 ซึ่งรถทุกคันจากป้ายนี้ จะผ่านหน้าทางเข้าวัดน้ำใสครับ “คนเยอะมากกกกกก” นี่คือสิ่งที่ผมเห็นครับ ซึ่งสำหรับที่นี่แล้วไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่นี่คนเยอะตลอดอยู่แล้ว ทางเดินไปวัดน้ำใสนั้น เป็นทางเดินขึ้นเขา สองข้างทางจะเป็นร้านค้าที่เป็นอาคารญี่ปุ่นแบบโบราณซึ่งได้บรรยากาศที่สวยงามเลยทีเดียว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีเยอะ การถ่ายภาพที่นี่จึงหลีกเลี่ยงผู้คนไม่ได้ และนี่ถือภาพที่เราถ่ายมาได้ก่อนที่จะถึงวัดครับ เราเดินถ่ายภาพมาเรื่อย ๆ ก็ถึงทางเข้าวัด ตรงจุดนี้เป็นเหมือน Land mark ที่ใคร ๆ ก็ต้องแวะถ่ายรูป ยิ่งหน้าทางเข้าวัดมีต้นซากุระบานอยู่ 1 ต้นอยู่เด่นสง่า จึงทำให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร เราเดินข้ามาด้านในก็พบว่า ณ ตอนนี้ อาคารหลักของวัด Kiyomizu กำลังบูรณะอยู่ ซึ่งตอนนี้มีนั่งร้านไม้วางบดบังอาคารจนไม่มีความสวยงามปรากฏให้เห็นเลย และเรื่องนี้เอง เราสองคนรู้กันดีครับว่าตอนนี้เป็นช่วงบูรณะวัดพอดี แต่ที่ตัดสินใจจะมาก็เพราะว่า เพื่อนร่วมทริปเขาต้องการถ่ายภาพมุม ๆ หนึ่ง ที่เขาอยากได้ภาพมาก แต่ว่ามุมนี้ เราไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งเราต้องเดินหากันต่อ ระหว่างทางที่เราเดินเข้ามาในวัด เราก็เก็บภาพมาเรื่อย ๆ จนถึงมุมมหาชน ที่ใคร ๆ ก็ต้องมาถ่ายภาพที่นี่จนเป็นสัญลักษณ์ของวัดน้ำใสแห่งนี้ คือภาพอาคารหลักของวัดพร้อมกับวิวด้านล่างซึ่งเห็นไปจนถึงตัวเมืองเกียวโต แต่ภาพที่ถ่ายได้มุมนี้ตอนนี้นั้นคือ อาคารหลักของวัดมีแต่นั่งร้านอยู่เต็มไปหมด ซึ่งผมมองว่า นี่คือภาพประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเราได้มาถ่ายภาพตอนที่เขากำลังบูรณะวัดกันอยู่ เป็นภาพที่แปลกตาดีครับ หากถามว่าสวยไหม แน่นอนครับว่าไม่สวยหรอก ภาพถ่ายที่ติดนั่งร้านแบบนี้ แต่เราเลือกที่จะมาแล้วนี่ ก็ต้องถ่ายภาพเก็บไว้ครับ. เมื่อเราถ่ายภาพกันจนเสร็จแล้ว เราก็เดินออกมาจากจุดถ่ายภาพมุมมหาชนกันไปต่ออีกเล็กน้อย จนผู้ร่วมทริปเริ่มทักว่า บริเวณนี้น่าจะใกล้เคียงกับมุมถ่ายภาพที่เขาหาอยู่แล้วหละ ผมเลยสอบถามว่า งั้นเราปักหลักถ่ายภาพตรงนี้กันเลยไหม หรือ จะเดินไปหามุมต่อเรื่อย ๆ แล้วค่อยย้อนกลับมาถ่ายภาพตรงนี้อีกครั้ง ผู้ร่วมทริปตัดสินใจที่จะรอถ่ายภาพตรงนี้ครับ. ผมก็ตามใจ ยืนรอเป็นเพื่อน ซึ่งไม่นานนัก เพื่อวมทริปก็ขอเปลี่ยนใจ ขอเดินต่อดีกว่า เพราะ ณ เวลานี้แสงยังแรงเกินไป เลยอยากเดินต่อเรื่อย ๆ ส่วนจะกลับมาถ่ายที่เดินอีกหรือไม่ ขอตัดสินใจอีกครั้ง ผมจึงพาเดินไปต่อจนถึงบริเวณเจดีย์สีแดงที่ตั้งอยู่อีกฝากของอาคารหลักของวัด เราถ่ายภาพกันที่นี่อีกเล็กน้อย แล้วเพื่อนร่วมทริปก็ตัดสินใจอีกครั้งว่า ขอเดินไปสำรวจจุดต่อไปที่ Yasaka Pagoda ดีกว่า ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเลยครับ เนื่องจากผมเองยังไม่เคยมาที่นี่ ทางที่จะเดินไปนั้นผมก็ไม่รู้ หากเราเดินไปสำรวจกันก่อนก็เป็นเรื่องที่ดีแน่นอน เราจึงเดินออกมาจากวัดน้ำใส


Yasaka Pagoda

ชื่อสถานที่ : เจดีย์ยาซะกะ
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3959.html
Location : https://goo.gl/maps/dPvc4KGYeqv

ระหว่างทางเราก็ถ่ายภาพมาเรื่อย ๆ ครับ จนมาถึงทางแยกเล็ก ๆ ที่ผมดูแล้วมันดึงดูดให้ผมชวนเพื่อร่วมทริปเดินเข้าไป ซึ่งซอยเล็ก ๆ นี้ ผมมาทราบทีหลังว่า ตรงนี้คือย่าน “Higashiyama” ซึ่งเป็นเส้นทางเดินระหว่างศาลเจ้า Yasaka ไปถึงวัด Kiyomizu นั่นเอง. ซอยเล็ก ๆ นี้ หากเดินมาจากวัดน้ำใสนั้น ก็จะเป็นทางลงเนินพอที่ชันอยู่พอสมควร ตลอด 2 ข้างทางนั้น เป็นบ้านโบราณแบบญี่ปุ่นที่ด้านล่างนั้นเป็นร้านค้าเสียส่วนใหญ่ ซึ่งสวยงามมากจนดึงดูดให้เราเดินเข้าไปดู อีกทั้งเส้นทางนี้มีนักท่องเที่ยวนิยมใส่ชุดกิโมโนเดินกันอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้บรรยากาศญี่ปุ่นแบบโบราณสุด ๆ เลยครับ เราเดินตามทางมาเรื่อย ๆ อย่างเพลิดเพลิน ผ่านศาลเจ้าเล็ก ๆ ก็แวะถ่ายภาพมาเล็กน้อย จนกระทั่งเราเห็นเจดีย์ Yasaka ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้แล้ว ตอนนั้นผมก็คิดในใจแล้วครับว่า ทางที่เราเดินมานั้น น่าจะเป็นเส้นทางที่ใช้มา Yasaka Pagoda แน่เลย และก็ใช่จริง ๆ ด้วยครับ เราเดินมาจนถึงมุมมหาชนที่เราจะใช้ถ่ายภาพจนได้ แต่ในเวลานั้นแสงยังแรงมาก เราจึงตัดสินใจที่จะไม่รอถ่ายรูปในเวลานั้น เลยเดินออกมาตามทางเรื่อย ๆ เพื่อสำรวจเส้นทางกันต่อจนเจอกับถนนใหญ่ ซึ่งมีป้ายรถเมล์อยู่ใกล้ ๆ ด้วย เวลานั้นเราหิวแล้ว เราเลยหาอะไรทานกัน ผมสังเกตุฝั่งตรงข้าม มีร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ ผมจึงชวนเพื่อร่วมทริปข้ามถนนไปดู ก็พบว่าเป็นร้านขายข้าวหน้าต่าง ๆ อีกแล้ว และมีอาหารชุดเซ็ตจำหน่ายด้วย เราจึงเข้าไปทานที่ร้านนี้ในระหว่างรอเวลาครับ

ในระหว่างทานข้าวนั้น ผู้ร่วมทริปได้แจ้งข่าวร้ายให้ที่ทำให้ผมตกใจว่า “แบตกล้องถ่ายรูปหมด” และ “ไม่ได้เอาแบตสำรองมา” “แบตสำรองอยู่ที่กระเป๋าที่เก็บไว้ใน Locker” เล่นเอาผมอึ้งเลยครับ … เอายังไงหว่า Event แบบนี้ ทำเอาผมไปไม่เป็นเลย จนผู้ร่วมทริปถึงกับหมดอารมณ์ถอดใจไม่อยากจะถ่ายรูปแล้ว… แต่ผมก็ได้เตือนสติว่า เรากำลังมาทำอะไร อย่าทิ้งกลางคัน ที่นี่คือที่ที่อยากมาถ่ายภาพที่สุดไม่ใช่หรือ ? ยังมีผมอยู่อีกคนนะที่มาด้วย. ผมจึงเสียสละ ให้ผู้ร่วมทริปได้ใช้กล้องถ่ายภาพของผมต่อ เพื่อให้เขาได้ทำตามเป้าหมายคือ “การมาถ่ายภาพที่เจดีย์ Yasaka” ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่กล้องของเขาก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเป้าหมายของเขาอยู่ดีนะ. ผมเตือนสติเขา และเสียสละให้เขาใช้กล้องของผม ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิเสธที่จะรับ แต่ผมยืนยันว่าจะให้ จนเขายอมรับที่จะใช้กล้องถ่ายภาพของผมในที่สุด

และการเดินทาง ก็ได้เริ่มต้นต่ออีกครั้ง… เมื่อเราทานจนเสร็จก็พบว่า เวลายังเหลืออีกมากกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพ ผมจึงชวนผู้ร่วมทริปนั่งรถเมล์ไปยังย่านกิออง เพื่อถ่ายภาพบรรยากาศเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่โชคไม่ดีที่เราไม่เจอไมโกะและเกอิชาเดินมาเลยครับ เวลานั้นผมสังเกตุเห็นว่า จากแสงแดดที่แรงในตอนแรกนั้น พอเริ่มตกเย็น แสงเริ่มสวยขึ้นเรื่อย ๆ เมฆเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ภาพที่เราถ่ายเริ่มมีมิติมากยิ่งขึ้นแล้ว ก็รู้สึกดีใจที่เราได้เจอแสงที่ดีเป็นครั้งแรกในตลอด 2 วันที่เราอยู่ที่เกียวโต เราถ่ายรูปที่นี่ไม่นานนัก ก็เดินไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน Starbuck ที่อยู่ใกล้ ๆ ทางเข้ากิออง เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมจนกระทั่งใกล้ได้เวลาแล้ว ผมจึงนั่งรถเมล์กลับไปที่ Yasaka Pagoda เพื่อปักหลักถ่ายภาพกันตามแผนการที่เราวางเอาไว้ เมื่อเรามาถึงเราก็ถึงกับตกใจครับ เพราะเวลานี้มีเหล่าช่างภาพมาเริ่มปักหลักถ่ายภาพตรงนี้กันแล้ว ซึ่งเราสองคนก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยครับว่า เราควรจะมานั่งปักหลักรอที่นี่มากกว่านะ แถมวันนี้เป็นวันอาทิตย์ คนก็เยอะเป็นพิเศษกว่าวันธรรมดา  สิ่งที่เราทำได้คือ ไปพูดคุยกับช่างภาพว่าขอวางขาตั้งกล้องเพิ่มอีก 1 ตัวด้วย ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร ช่างภาพในจุดนั้นก็แบ่งปันให้เราได้ถ่ายภาพกันอย่างไม่หวงมุมแต่อย่างใด และ ณ ตอนนั้นเอง ก็เป็นเวลาที่ผมได้มอบกล้องถ่ายภาพให้กับผู้ร่วมทริป ได้ไปถ่ายภาพตามความฝันของเขาครับ

Photograph by Flying Journey
Camera & Edit  by PocketTH

จุดถ่ายภาพตรงนี้มีปัญหาอยู่เรื่องใหญ่ ๆ 2 อย่าง คือ (1) คนที่เดินไปมานั้นมีมากจริง ๆ เพราะที่นี่เป็นมุมมหาชนอย่างแท้จริง ทำให้เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว การถ่ายภาพที่นี่ในแบบปลอดคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก และ (2) จุดถ่ายภาพอยู่กลางซอยที่มีรถผ่านอยู่เรื่อย ๆ ตำแหน่งการวางขาตั้งกล้องนั้นอยู่กลางถนนในซอยนี้เลย เวลามีรถขับผ่านเข้ามาแต่ละครั้ง ช่างภาพทุกคนต้องยกขาตั้งกล้องหลบทุกครั้ง ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ เราต้องปรับมุมองศาภาพไม่ให้เอียงหรือผิดเพี้ยนทุกครั้งที่เรายกขาตั้งกล้องหลบรถเหล่านี้ เมื่อเวลาแสงทไวไลท์มาถึง ผมได้ให้ผู้ร่วมทริปได้ไปถ่ายภาพที่จุดถ่ายภาพ ส่วนผมนั่งดูบรรยากาศรอบ ๆ อย่างสงบอยู่ข้าง ๆ และได้เห็นบรรยากาศมุมมองที่คนรักการถ่ายภาพกำลังมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างตั้งใจ ซึ่งภาพที่เห็นนั้น เหล่าช่างภาพต่างรัวชัตเตอร์กันอย่างตั้งใจ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวและตัวผมเองที่ใช้กล้องโทรศัพท์มือถือ ต่างก็ถ่ายภาพกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างน่ามหัศจรรย์  โดยทุกคนจะไม่ล้ำเส้นสมมติที่เหล่าช่างภาพตั้งกล้องถ่ายภาพเลย ผลที่ได้คือแต่ละคนจะไม่บดบังซึ่งกันและกัน ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ ผมคิดแทนได้เลยว่าทุกคนได้ถ่ายภาพกันอย่างเต็มอิ่มกันอย่างมีความสุขแน่นอนครับ

และนี่คือรูปที่เราได้มา และเรารู้สึกชอบเป็นพิเศษเลยหละครับ

Photograph by Flying Journey
Camera & Edit  by PocketTH

จากแสงทไวไลท์ ก็กลายมาเป็นความมึดขึ้นเรื่อย ๆ การถ่ายภาพก็ต้องลาก speed shutter นานขึ้นมากกว่าเดิม เราถ่ายกันจนรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว เราจึงเดินกลับออกมาที่ถนนด้านนอกอีกครั้งเพื่อขึ้นรถเมล์กลับไปยัง Kyoto Station แต่สิ่งที่เราเห็นและทำเอาเราตกใจคือ “มีคนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์เยอะมาก ๆ” แน่นอนครับว่า ที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวหลัก และมีรถเมล์ผ่านอยู่ไม่กี่สายเท่านั้นที่จะไป Kyoto Station แถมทุกคนก็แทบจะขึ้นรถเมล์คันนี้กันหมด เพราะรถสายอื่นที่ไม่ไป Kyoto Station ผ่านมานั้น ก็แทบไม่มีคนขึ้นเลย เราทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากต้องรอต่อคิวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นนานนับชั่วโมงจนกว่าจะถึงคิวเราได้ขึ้นรถเมล์กลับไปที่ Kyoto Station พอได้ขึ้นมาบนรถ ก็ต้องเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอีก ทำให้การเดินทางในรถเมล์ครั้งนี้เป็นอะไรที่ไม่อยากจดจำเลยครับ. เรายืนบนรถเมล์มาตลอดทางในสภาพการจราจรที่ติดขัด จนในที่สุด เราก็มาถึง Kyoto Station จนได้.


Kyoto Station

ชื่อสถานที่ : สถานีเกียวโต
เว็บไซต์ : https://www.kyotostation.com/
Location : https://goo.gl/maps/9DnhXgnoGTU2
วิธีการเดินทาง By bus : จากวัดน้ำใส มีรถบัสที่วิ่งตรงไปยังสถานีเกียวโตอยู่ 2 สาย คือ 100 , 206 เวลาประมาณ 20.00 น. เราก็เดินทางมาถึง Kyoto Station ซึ่งนับว่าใช้เวลานานกว่าที่เราคิดไว้มาก แต่ด้วยเพราะรถ Night Bus ที่เราจะนั่งไปในคืนนี้นั้นมาดึก คือเวลา 23.00 น. เราจึงยังเหลือเวลาอีกมากเลย สิ่งที่เราวางแผนไว้คือ เราจะเดินไปดูจุดขึ้นรถ Night Bus ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งจุดขึ้นรถ Night Bus นี้อยู่ทางทิศใต้ของสถานีรถไฟ Kyoto Station เมื่อเราทราบจุดที่ขึ้นรถ Night Bus แล้ว ผมและผู้ร่วมทริปก็ตัดสินใจกันว่า เราจะหาอะไรทานกันอีกครั้งเป็นมื้ออำลาเมือง Kyoto และเป็นมืออำลาภูมิภาค Kansai นี้ด้วย โดยร้านที่เราเลือกทานนั้น เป็นร้านข้าวราดแกงกะหรี่แบบง่าย ๆ ที่อยู่ภายในสถานีเกียวโตนี่เองครับ. สำหรับร้านนี้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก เป็นร้านข้าวราดแกงกะหรี่ที่รสชาติอร่อยพอทานได้ เราจึงทานกันแบบไม่รีบร้อน แต่ก็ทานใช้เวลาไม่นานก็ทานกันจนหมด พอเรามาดูเวลาอีกครั้งก็ยังเหลือเวลาอีกมาก ตอนนี้เราไม่มีอะไรทำแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปเดินเล่นที่ห้าง Yodobashi อีกครั้ง โดยเป็นการเดินเล่นแบบไร้จุดหมายเพื่อฆ่าเวลา เราเดินกันจนเกือบถึงเวลาห้างปิด (22.00 น.) กันเลยทีเดียวครับ เมื่อถึงเวลา เราก็เดินกลับมายังสถานี Kyoto อีกครั้งเพื่อไปเอากระเป๋าสัมภาระที่ Locker หยอดเหรียญที่เราเก็บกระเป๋าเอาไว้เมื่อเช้า ใกล้ ๆ กับ Tourist Information แล้วจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า เพื่อลดกลิ่นตัวของตัวเอง ก่อนที่จะขึ้นรถ Night Bus ในค่ำคื่นนี้ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เราจึงเดินไปยังจุดขึ้นรถ Night Bus กัน

เมื่อมาถึงจุดขึ้นรถ Night Bus ซึ่งเหมือนป้ายรถเมล์ธรรมดาทั่วไป เราก็เจอกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท Willer Express และบริษัทอื่น ๆ ยืนประจำที่จุดขึ้นรถบัส พร้อมกับผู้โดยสารจำนวนหนึ่ง เราจึงเข้าไปสอบถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่า เรามาขึ้นรถถูกที่แน่นอนแล้วใช่ไหม เจ้าหน้าที่ก็ดูใบจองรถของเรา แล้วก็บอกว่า ให้รอตรงนี้ รถจะมาตรงเวลาแน่นอน เราก็ได้แต่ยืนรอพร้อมกระเป๋าสัมภาระท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งจุดรอรถบัสตรงนี้ ไม่มีห้องพักไว้คอยให้บริการ เหมือนที่เราเจอที่ Tokyo และ Umeda เลยครับ แถมที่นั่งรอก็ไม่มี เราทำได้เพียงแค่ยืนรอเท่านั้น เรารอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรถ Night Bus มาถึง เราก็ทำการแสดงใบจองให้กับเจ้าหน้าที่ดู พร้อมกับส่งกระเป๋าสัมภาระไปไว้ใต้ท้องรถ รถบัสที่เรานั่งในครั้งนี้ เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรถบัสที่เรานั่งมาจาก Tokyo ในตอนที่ 4 เลยครับ คือ มีม่านกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว มีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์ตไฟได้ แต่ไม่มีช่องเสียบ USB ให้ชาร์ตไฟ และไม่มีบริการ Wifi บนรถ เมื่อเรานั่งที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ไม่นานนักรถก็ออกเดินทาง ซึ่งจุดหมายปลายทางของเรานั้นคือ สถานี Kawasaki เมือง Yokohama ที่อยู่ทางตอนใต้ของ Tokyo ครับ….

“ใช่ครับ เรากำลังจะกลับไปผจญภัยที่ภูมิภาค Kanto กันอีกครั้ง”

สำหรับตอนต่อไป จะเป็นการเดินทางในวันที่ 9 และ 10 ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายของบทความชุดนี้แล้ว ที่ ๆ เราจะไปท่องเที่ยวในวันสุดท้ายนั้น ไม่ใช่ Tokyo แต่อย่างใด แต่เป็นจังหวัด Kanagawa โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลาย เช่นแนวในเมืองอย่าง Yokohama และแนวติดชายทะเลที่สวยงามอย่าง Kamakura เรื่องราวจะเป็นอย่างไร จะมี Event พิเศษที่ทำให้เราต้องแก้ปัญหาอีกหรือไม่ ห้ามพลาดเลยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาตลอด สำหรับตอนนี้ ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ


Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net

1 คิดบน ““เกียวโต” เมืองดี ๆ ที่ต้องมาถ่ายภาพให้ได้ Kyoto photography Day 7-8

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.