Kanagawa Story หนึ่งวันดี ๆ ที่เราไปเดินถ่ายภาพกันมา
[Day 9-10][End]

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้เป็นตอนที่ 7 แล้ว และจะเป็นตอนสุดท้ายสำหรับบทความท่องเที่ยวเพื่อการถ่ายภาพชุดนี้ ซึ่งตอนนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางไปถ่ายภาพที่ “จังหวัดคะนะงะวะ” ที่อยู่ตอนใต้ของโตเกียว อันมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมายที่เรียกได้ว่า เที่ยววันเดียวก็ไม่หมดครับ

สำหรับในตอนที่ 7 นี้ เนื้อหาจะครอบคลุม 2 วัน คือวันที่ 9 และ 10 ของการเดินทางในทริปนี้ แต่เพราะวันที่ 10 จะเป็นการเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเช้า ดังนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้ จะอยู่ในวันที่ 9 ของการเดินทาง แต่รับรองว่า ได้อ่านอย่างคุ้มค่า เสพรูปอย่างสะใจ และอ่านแล้วตามรอยได้ทันทีครับ

แน่นอนครับว่า เนื่องจากบทความชุดนี้จะเน้นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปถ่ายภาพ ดังนั้นผมจะไม่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่าง ๆ ที่ไป แต่จะเน้นถึงวิธีการไปและเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดินทางจากมุมมองของผมครับ

เนื้อหาตอนนี้จะเป็นอย่างไร จะมี Event พิเศษที่จะทำให้เราเปลี่ยนแผนอะไรอีกหรือไม่ ขอเชิญอ่านกันได้เลยครับ


ก่อนอื่น ขอเชิญรับชม Video Preview ของทริปนี้กันก่อนครับ

มาทำความรู้จักกับจังหวัด Kanagawa กันก่อ

จังหวัด “คะนะงะวะ” (Kanagawa) อยู่ทางทิศใต้ของโตเกียวและติดกับกรุงโตเกียวเลยครับ มีเมืองที่สำคัญของจังหวัดนี้คือ “โยะโกะฮะมะ” (Yokohama) หลายท่านอาจจะคุ้น ๆ เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาแล้วบ้าง อาจจะได้ยินมาจากเป็นยี่ห้อยางรถ หรือ สถานที่ท่องเที่ยว ก็ไม่ผิดครับ เมืองโยะโกะฮะมะ เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่มีบทบาทด้านการขนส่งและค้าขายกับต่างประเทศตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ทำให้โยะโกะฮะมะมีบรรยากาศกลิ่นอายจากต่างประเทศผสมปะปนกันในเมืองพอสมควร ในความเห็นส่วนตัวของผมคือ คล้าย ๆ กับเมืองโกเบ ที่ภูมิภาคคันไซเลยครับ ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ โยะโกะฮะมะ มี China Town ที่โกเบ ก็มี China Town เหมือนกันเลย นอกจากนี้ ยังมีจุดถ่ายภาพสวย ๆ บริเวณริมทะเลอีกด้วย มีแหล่ง shopping และจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่นเดียวกันกับในเมืองหลวงอย่างโตเกียว ดังนั้นเมืองนี้ จึงเป็นสถานที่ที่เราไม่ควรมองข้ามเลยครับ หากเราจะวางแผนมาเที่ยวที่นี่ซักครั้งดู ผมว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

นอกจากนี้ ยังมีเมือง “คะมะคุระ” (Kamakura) ที่เป็นแหล่งรวมวัดวาอารามต่าง ๆ โดยเฉพาะวัดพระใหญ่ Kamakura Daibutsu แห่งวัด Kotoku ที่มีชื่อเสียง และ “ฟูจิซาวะ” (Fujisawa) อันเป็นที่ตั้งของ “เกาะเอะโนะชิมะ” (Enoshima) สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน

ยังมีอีกที่หนึ่งที่ผมไม่ได้ไป แต่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ นั่นคือเมือง “ฮะโกะเนะ” (Hakone) สถานที่ท่องเที่ยวที่ชมภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามอีกที่หนึ่ง ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายรอให้ท่านได้ไปสัมผัสใกล้ชิดกับบรรยากาศธรรมชาติเคียงคู่กับความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ ณ ที่แห่งนี้

สำหรับการเดินทางที่ผมจะใช้อ้างอิงในบทความนี้ เราจะเดินทางโดยใช้บัตร Pre-paid ที่มีชื่อว่า “Suica” เป็นหลัก โดยจะใช้เดินทางทั้งรถไฟและรถเมล์ นอกจากนี้ ในบทความนี้เราได้ไปท่องเที่ยวที่ Kamakura และ Enoshima ซึ่งมี Pass ที่น่าสนใจที่ผมอยากจะแนะนำให้ใช้ ดังนี้

  1. Kamakura – Enoshima Pass (700 Yen)

เป็น Pass ท้องถิ่นที่ใช้นั่งรถไฟไม่จำกัดเที่ยวในเส้นทางท่องเที่ยวระหว่าง Kamakura – Enoshima ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งมีรถไฟหลายสายที่เราสามารถขึ้นได้ ตั้งแต่ (1) สาย JR ระหว่าง Fujisawa – Ofuna , (2) สาย Shonan Monorail ที่นั่งจาก Ofuna ไปยัง Enoshima ได้เลย และ (3) สาย Enoden Line ที่เป็นสายหลักที่ใช้ท่องเที่ยวในเส้นทาง Kamakura – Enoshima

Pass นี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีวิธีมาถึงสถานี Ofuna ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก หรือ คนที่เที่ยวแถวนี้อยู่แล้ว เรียกได้ว่า จ่าย 700 เยน เที่ยวสบาย ๆ ได้ใน 1 วันเลยครับ

  1. Enoshima – Kamakura Freepass (1470 Yen)

หากใครอยู่ที่โตเกียวแล้วอยากมาเที่ยวที่นี่ Pass ตัวนี้คือคำตอบครับ โดยเป็น Pass ของรถไฟสาย Odakyu Line ร่วมกับ Enoden Line เราสามารถนั่งรถไฟจากสถานี Shinjuku มาลงที่สถานี Fujisawa เพื่อเริ่มต้นท่องเที่ยวในย่านนี้ได้เลย

  1. Odakyu Enoshima 1-day Passport (1970 Yen)

Pass ตัวนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวจากเมืองโตเกียว ที่จะมาเที่ยวที่เกาะ Enoshima อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่ง Pass ตัวนี้เราสามารถนั่งรถไฟจาก Shinjuku มาถึงสถานี Katase-Enoshima ได้เลย และยังให้ pass ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “eno=pass” ที่ใช้สำหรับขึ้นลิฟ ขึ้นบันไดเลื่อนรวมถึงเข้าสถานที่ต่าง ๆ บนเกาะ Enoshima ได้ฟรี รวมไปถึงใช้เป็นส่วนลดพิเศษตามร้านต่าง ๆ บนเกาะ Enoshima ได้อีกด้วย

สำหรับ “eno=pass” หากใครต้องการซื้อแยก ก็สามารถซื้อได้ในราคา 1000 Yen ครับ

  1. Kamakura-Enoshima Afternoon Pass (1000 Yen)

สำหรับ pass ตัวนี้ จะแปลกไปซักหน่อย คือ เราสามารถซื้อได้เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป และใช้เดินทางรถไฟสาย Enoden Line จากสถานี Fujisawa ถึง Kamakura เท่านั้น ความคุ้มค่าของ pass ตัวนี้คือ เราสามารถใช้ขึ้นบันไดเลื่อน ลิฟ เข้าสถานที่ต่าง ๆ บนเกาะ Enoshima ได้ด้วย ดังนั้น pass ตัวนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยว Enoshima ในช่วงบ่าย และมีแผนที่จะขึ้นไปสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ บนเกาะ Enoshima นี้ ถึงจะคุ้มครับ

หากท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ ผมแนะนำให้เข้าไปอ่านศึกษาเพิ่มเติมที่
Link : http://www.discover-fujisawa.jp/access/

เอาหละ หลังจากทำความรู้จักกับเมืองนี้อย่างคร่าว ๆ และ ทำความรู้จักกับ pass ต่าง ๆ กันไปแล้ว ก็ขอเชิญอ่านเนื้อหาการผจญภัยของเราสองคนกันต่อได้เลยครับ

 


วันที่ 28 มีนาคม 2017 เวลา 07.30 น.
ณ JR Kawasaki Station

การเดินทางในวันที่ 9 ของเราเริ่มต้นที่นี่ รถบัสที่เรานั่งมาจาก Kyoto เมื่อคืนนี้ มาส่งเราที่สถานี JR Kawasaki. เราสองคนก้าวเท้าลงจากรถบัส รับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย รถบัสก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังโตเกียวต่อ แต่สำหรับเราวันนี้ เราจะไม่ไปโตเกียว เราจะไปผจญภัยที่จังหวัด Kanagawa ตลอดทั้งวันนี้เลยครับ.

สำหรับแผนการของเราในวันนี้ จะเป็นการท่องเที่ยวแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน โดยแผนที่ผมวางเอาไว้ตั้งแต่แรก เป็นดังนี้

ช่วงเช้า – เราจะนั่งรถไฟไปที่โรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปฝาก แล้วเดินทางไปยัง Kamakura

ช่วงบ่าย – เราจะไปถ่ายภาพที่เกาะ Enoshima แล้วกลับ Yokohama

ช่วงเย็น – เราจะไปจุดถ่ายภาพที่ท่าเรือ Osanbashi เมือง Yokohama

ช่วงค่ำ – เป็น Free time ที่ผมไม่กำหนดอะไรไว้ เพื่อให้เวลาตัวเองไปทำอะไรที่อยากทำก่อนที่จะกลับเมืองไทยในวันพรุ่งนี้

เราสองคนเดินลากกระเป่าสัมภาระไปยังสถานีรถไฟ JR Kawasaki เป้าหมายของเราคือเราจะไปโรงแรมที่เราจะพักในคืนนี้ เพื่อเอากระเป๋าไปฝากกันก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ ผมก็ได้คุยกับผู้ร่วมเดินทางว่า วันนี้ เราจะไม่ใช้ Pass ใด ๆ แต่เราจะซื้อบัตร Suica บัตร Prepaid ที่จะอำนวยความสะดวกให้การเดินทางด้วยรถไฟและอื่น ๆ ของเรานั้น “ง่าย” กว่าเดิม

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า บัตร Suica นั้น เป็นบัตรประเภท Prepaid ลักษณะการใช้งานก็คล้าย ๆ กับบัตรแรบบิทของไทยเรานี่แหล่ะครับ คือ เติมเงินลงบัตร แล้วเวลาใช้ ก็แค่แตะลงที่เครื่องอ่านบัตรเท่านั้น ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ ไม่ต้องหยิบเงินมาชำระทุกครั้ง โดยบัตรใบนี้ “ไม่ใช่บัตรส่วนลดพิเศษแต่อย่างใด” นะครับ

วิธีการซื้อบัตรใบนี้ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่ไปที่ตู้จำหน่ายบัตรอัตโนมัติของบริษัท JR แล้วกดเลือกซื้อได้เลย โดยจะมีค่ามัดจำบัตร 500 เยน ซึ่งจะหักจากยอดเงินที่เราเติมเงินครั้งแรกที่ซื้อบัตรใบนี้นั่นเอง ที่สำคัญ เราสามารถเลือกได้ว่า “จะพิมพ์ชื่อของเราลงบนบัตรใบนี้” ได้ด้วยครับ…ซึ่งตรงนี้ เราสองคนตัดสินใจที่จะพิมพ์ชื่อของเราลงบนบัตรเอาไว้ด้วย ด้วยเหตุผล 2 อย่างครับคือ (1) เราทั้งสองคน ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับมาญี่ปุ่นอีกแน่นอน จึงมีแผนจะนำบัตรนี้มาใช้อีกครั้ง โดยไม่คืนบัตรเพื่อเอาเงินมัดจำคืน (2) หากใครอ่านบทความเมื่อตอนที่แล้ว คงจำกันได้กับเหตุการณ์เมื่อวานที่เกียวโต ที่ผมเก็บบัตร Suica ได้ แต่บัตรใบนี้ไม่พิมพ์ชื่อติดไว้ แล้วก็มีคนไทยคนหนึ่งมาแสดงความเป็นเจ้าของ โดยที่ผมไม่มั่นใจว่าใช่เจ้าของจริง ๆ หรือไม่ เหตุการณ์นี้จึงเป็นอีกเรื่องที่เราเอามาคิดด้วย ดังนั้น การพิมพ์ชื่อลงบนบัตรก็เป็นทางเลือกที่เราทั้งสองคนเลือกที่จะทำครับ

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินทางจากสถานี JR Kawasaki ไปยังสถานี Kannai ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อเรามาถึง ก็ได้เดินไปที่โรงแรม Hotel Wing International Yokohama-Kannai ที่เราจะพักในคืนนี้ เพื่อเอากระเป๋าไปฝากไว้ก่อน แล้วทานอาหารเช้าง่าย ๆ ที่ร้าน MOS Burger เป็นการเติมพลังกันก่อน. เมื่อทานเสร็จแล้ว เราก็เริ่มเดินทางตามแผนของเราทันที โดยที่แรกที่เราจะไปคือ Kamakura นั่นเอง


Kamakura

ชื่อสถานที่ : สถานีคะมะคุระ
เว็บไซต์ : http://www.jreast.co.jp/e/stations/e476.html
Location : https://goo.gl/JAKgZv
วิธีเดินทาง : การเดินทางมายัง Kamakura จากสถานี Kannai นั้น ง่ายมาก เพราะสถานีนี้เป็นทางผ่านที่จะไป Kamakura อยู่แล้ว ทำให้ใช้ไม่นานนัก เพียงแต่ว่า เราต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟที่สถานี Ofuna ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไร แป๊ปเดียวเราก็มาถึงสถานี Kamakura ซึ่งเป็นสถานีเริ่มต้นของรถไฟสาย Enoshima Line

ที่สถานี Kamakura นี้ จะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของรถไฟสาย Enoshima Line ที่นี่ถือเป็นสถานีท้องถิ่นขนาดกลาง ไม่ใหญ่มากนัก เมื่อเทียบกันกับสถานีอื่น ๆ ในรถไฟสาย Enoshima Line นี้ มีจุด Tourist Information ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย

จุดหมายปลายทางในที่แรกของเราในวันนี้คือ วัด Kotoku วัดที่มีพระใหญ่อันโด่งดังที่เป็นจุดเป้าหมายของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน ซึ่งเราต้องนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Hase โดยใช้ระยะเวลาไม่นานนัก


Kotoku Temple

ชื่อสถานที่ : วัดโคโทคุ
เว็บไซต์ : http://www.kotoku-in.jp/
Location : https://goo.gl/eh27AW
ค่าผ่านประตู : 200 Yen
วิธีการเดินทาง : เริ่มต้นจากสถานี Kamakura นั่งรถไฟเพียง 3 สถานี ก็ถึงสถานี Hase ให้ลงที่สถานีนี้ แล้วเดินตามป้ายนำทางไปวัดที่มีรูปพระใหญ่อยู่ตามทางที่มีอยู่มากมาย เดินซักประมาณ 10 นาที ก็ถึงทางเข้าวัดแล้วครับ

เมื่อเรามาถึงหน้าวัด เราก็พบกับบรรยากาศที่ดูแล้วรู้สึก “หายเหนื่อย” เลยครับ เพราะถึงแม้ว่าที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนอยู่บ้างพอสมควร แต่ก็ไม่เยอะเกินไป อีกทั้งเช้าวันนี้อากาศดี ฟ้าแจ่มใสแทบไม่มีเมฆเลย

เราเสียค่าผ่านประตูคนละ 200 Yen กันมาเรียบร้อย ก็เข้าสู่ตัววัด เราได้เห็นสวนสวย ๆ ที่มีต้นไม้ร่มรื่นอยู่ และได้เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่เรียกกันว่า “Kamakura Daibutsu” พระพุทธรูปที่ทำจากสำริดขนาดใหญ่ เด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานวัด คอยให้ผู้เข้ามาในวัดได้เคารพบูชากราบไหว้กันด้วยความเคารพและศรัทธาในพระพุทธศาสนา แน่นอนครับว่าผมได้ยืนเคารพและไว้อย่างสงบและอธิฐานขออนุญาตพระพุทธรูปองค์นี้ในการถ่ายภาพบรรยากาศภายในวัดแห่งนี้ก่อน แล้วถึงดำเนินการถ่ายภาพแรกของพระพุทธรูปองค์นี้ครับ

เราสองคนต่างก็แยกย้ายไปถ่ายภาพในวัดแห่งนี้กันตามสะดวก ผมเองก็อยากเข้าไปชมภายในพระพุทธรูปองค์นี้ด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในองค์พระพุทธรูปน่ี้ได้ โดยเสียค่าเข้าเพียง 20 Yen เท่านั้น ด้านในองค์พระนั้นถือว่าแคบตามผมคิดเอาไว้ เท่าที่ดูประมาณด้วยสายตาแล้ว ในนี้สามารถจุดคนได้ประมาณ 10 คนขึ้นก็เริ่มแน่นแล้ว ทางเดินเข้าไปในองค์พระนั้นเป็นบันไดที่ค่อนข้างแคบและชัน จึงไม่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือคนที่ไม่สะดวกที่จะขึ้นบันใดที่ชันเท่าไรนัก ด้านในนั้นไม่มีอะไรให้ดูมากเท่าไรหรอกครับ แต่หากใครมาถึงที่นี่แล้ว ผมแนะนำให้ลองเข้ามาดูด้านในกันครับ คนละ 20 Yen แลกกับประสบการณ์เล็ก ๆ แบบนี้ ผมว่าโอเคเลยหละ

เมื่อเราสองคนเสร็จสิ้นจากการถ่ายภาพที่นี่แล้ว เราจึงเดินกลับไปยังหน้าวัด เพื่อที่จะขึ้นรถบัสไปยังสถานี Hase เพราะอยากเก็บแรงไว้เดินที่อื่นต่อ แต่แล้วก็เกิด Event ขึ้นเล็ก ๆ นั่นคือ เราจำผิดพลาด เห็นรถบัสคันหนึ่งขึ้นป้ายว่า Kamakura Station ซึ่งเป็นสถานีต้นทางที่เรามา เราจำผิดครับ นึกว่าเป็นสถานี Hase ที่เราจะไป เลยขึ้นรถบัส นั่งมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเอะใจ ทำไมไกลจัง จนกระทั่งมาถึงสถานี Kamakura อีกรอบ ก็เล่นทำเอาเราถึงกับฮาเลย จำชื่อสถานีผิดไม่พอยังนั่งรถบัสย้อนกลับมาที่เก่าอีก ดังนั้น การเดินทางจึงต้องมาเริ่มต้นที่สถานี Kamakura อีกครั้ง

แต่ในระหว่างที่เรานั่งรถบัสอยู่นั้น ผมก็ได้สังเกตุเห็นป้ายโฆษณาบางอย่างที่เป็นวิวทะเล เคียงคู่กับภูเขาไฟฟูจิ มันจึงทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ที่นี่มีจุดถ่ายภาพวิวแบบนี้อยู่ด้วยนี่ ผมจึงรีบเอาโทรศัพท์มาถ่ายภาพป้ายโฆษณานี้ไว้ เมื่อมาถึงสถานี Kamakura อีกครั้ง เราก็เลยรีบไปที่ Tourist Information ทันที เพื่อสอบถามว่า เราจะไปที่นี่ เราต้องลงสถานีอะไร แล้วก็ได้คำตอบมาว่า เราต้องไปลงที่สถานี “Inamuragasaki” แล้วเดินอีกเล็กน้อยไปที่สวนสาธารณะริมทะเล เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว เราจึงรีบเข้าไปที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปที่เราเพิ่งค้นพบด้วยความบังเอิญทันที

รูปป้ายโฆษณาอันนี้แหล่ะครับที่ผมถ่ายรูปจากบนรถเมล์แล้วเอาไปถามที่ Tourist Information


Inamuragasaki Park

ชื่อสถานที่ : สวนสาธารณะ อินะมุระกะซะกิ
เว็บไซต์ : http://voyapon.com/beach-kamakura-inamuragasaki/
Location : https://goo.gl/hXt2yu
ค่าผ่านประตู : ฟรี
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Kamakura หรือจากสถานี Hase มาลงที่สถานี Inamuragasaki แล้วเดินออกมาริมทะเล ให้สังเกตุด้านซ้ายมือ จะเห็นภูเขาและแหลมยื่นออกไปในทะเล ตรงนั้นคือสวนสาธารณะ Inamuragasaki นั่นเอง

เมื่อเรามาถึงสถานี Inamuragasaki ก็พบว่าที่นี่เป็นสถานีรถไฟขนาดเล็ก มีทางเข้าออกทางเดียวที่เป็นชานชาลารถไฟเลย เราเดินไปตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ Tourist Information จนกระทั่งมาถึงริมทะเล บริเวณที่เรายืนอยู่นี้ ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆครับ แต่พอผมมองไปเป้าหมายที่เราจะไปถ่ายภาพนั่นคือ ภูเขาไฟฟูจิ ปรากฏว่า มีเมฆมากจนมองไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิเลย ตอนนั้นเล่นทำให้เราถึงกับงงเลยครับ คือตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ อากาศดีมาก มีแดด เมฆแทบไม่มี แต่พอเราจะไปถ่ายภูเขาไฟฟูจิ คุณเธอก็ขี้อาย มีเมฆมาบังอีกแล้ว แต่ไหน ๆ เราก็มาลงที่สถานีนี้แล้ว เราจึงเดินไปยังจุดหมายที่เราจะมา นั่นคือสวนสาธารณะ อินะมุระกะซะกิ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลครับ

พอมาถึงที่สวนสาธารณะแห่งนี้ เราก็ยืนดูวิวที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันคือที่เดียวกันเลยครับกับภาพโฆษณาที่ผมเจอระหว่างทางก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่า “ไม่มีภูเขาไฟฟูจิให้เห็นเพราะมีเมฆบัง” เท่านั้น เราจึงยืนถ่ายภาพที่นี่ซักพัก ในบรรยากาศที่หนาวเย็น มีลมทะเลพัดมาให้เราขนลุกอยู่เรื่อย ๆ แต่ถึงกระนั้น ผมยังเห็นคนมาเล่นกระดานโต้คลื่นในทะเลกันอย่างไม่กลัวหนาวกันเลย จริง ๆ แล้ว หากได้มาตอนที่ฟูจิไม่ขี้อาย ปรากฏตัวออกมาให้เห็น ผมว่าที่นี่จะต้องสวยงามมาก ๆ แน่ ๆ เลยครับ คิดแล้วก็เสียดาย จนผมคิดว่าหากผมมีโอกาสมาที่นี่อีก ผมจะมาที่นี่อีกครั้งให้ได้เลย “ต้องกลับมาแก้มือให้ได้”

เมื่อซูมไปดูภูเขาไฟฟูจิ ก็เห็นแต่สีขาว ๆ ที่เป็นหิมะตรงนั้นเองครับ

มีเครื่องบิน บินผ่าน ก็เลยถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ตามประสาคนรักเครื่องบิน

อะไรที่มันบินได้ เราถ่ายหมด

เมื่อเราถ่ายรูปกันจนพอใจ และได้นั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว เราจึงเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ Inamuragasaki อีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปที่เราตั้งใจจะมา นั่นก็คือเกาะ Enoshima


Enoshima

ชื่อสถานที่ : เกาะ เอะโนะชิมะ
เว็บไซต์ : http://www.japan-guide.com/e/e3117.html
Location : https://goo.gl/VCTFyp
ค่าผ่านประตู : ฟรี แต่มีบางสถานที่เสียเงินค่าเข้าชม
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Kamakura หรือ Fujisawa ด้วยสาย Enoshima line มาลงที่สถานี Enoshima เดินลงมาทางทิศใต้เรื่อย ๆ จนถึงสะพานข้ามเกาะ เดินบนสะพานมาเรื่อย ๆ จนถึงเกาะเอะโนะชิมะ ได้ในที่สุด

Download แผนที่เกาะ Enoshima ได้ที่ : http://www.discover-fujisawa.jp/otherinfo/brochure

ระหว่างเส้นทางรถไฟจากสถานี Inamuragasaki จนมาถึง Enoshima นั้น “วิวสวยมากกกกก” เพราะเส้นทางรถไฟในส่วนนี้จะอยู่ริมทะเล การที่ได้นั่งรถไฟที่วิ่งเลียบชายหาดนี่ มันได้บรรยกาศที่ดูผ่อนคลายมาก ๆ จนผมอยากแนะนำว่า “ห้ามพลาด” ที่จะมาเดินทางด้วยเส้นทางรถไฟสายนี้เลยครับ

เราทั้งสองคนนั่งรถไฟมาถึงสถานี Enoshima แล้วก็พบว่าที่นี่มีนักท่องเที่ยวลงที่นี่พอสมควรเลยหละ พอเราเดินออกมาจากสถานีแล้วก็มองไปยังทางเดินสู่เกาะเอะโนะชิมะก็เจอร้านค้าระหว่างทางอยู่มากมาย มากพอ ๆ กับนักท่องเที่ยวที่เดินอยู่เต็มถนนกันอย่างคึกคัก เราเดินมาเรื่อย ๆ จนเจอร้านกาแฟร้านหนึ่งที่ขายเครปเย็นด้วย เราทั้งสองจึงตัดสินใจแวะทานกัน เราสั่งเครปเย็นกันคนละชิ้นแล้วมานั่งทานในร้าน รสชาติอร่อยดีครับ

พอทานเสร็จแล้ว เราจึงเดินไปยังเป้าหมายที่เราจะมากันต่อทันที เราเดินมาจนถึงสะพานที่จะข้ามไปยังเกาะ Enoshima แล้ว สะพานนี้คนสามารถเดินข้ามได้ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร เท่านั้น ระหว่างที่เราเดินไปนั่น เราก็พบว่าที่นี่มีเรือบริการไปยังถ้ำ Iwaya ด้วย แต่เราตัดสินใจว่าจะไม่ไป เพราะเราวางแผนไว้ว่า จะมาดูแค่บรรยากาศด้านหน้าเกาะเท่านั้น โดยไม่ไปส่วนลึกของเกาะ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของเกาะแห่งนี้

เมื่อเราเดินมาถึงบริเวณเกาะ Enoshima แล้ว ก็ได้พบกับบรรยากาศแบบแหล่งท่องเที่ยวที่แสนจะครึกครื้น มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากมาเที่ยวที่นี่ เท่าที่ผมสังเกตุดู ผมเห็นแต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ นักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ ไม่ค่อยเห็นเลยครับ. หน้าทางเข้าหลักของเกาะนั้นก็มีเสาโทริอิสีฟ้าอมเขียวคอยต้อนรับอยู่ และฉากเบื้องหลังคือร้านค้าทั้งสองฝั่งถนนที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ทอดยาวขึ้นไปบนเนินเขาและมีสิ่งปลูกสร้างที่เหมือนกับศาลเจ้าอยู่ปลายทางบนเขาลูกนั้น “สวยดีครับ” บรรยากาศดีเลยทีเดียว เราจึงเริ่มเดินเข้าไปยังถนนเส้นนี้ทันที

ระหว่างทางที่เราเดินกันอยู่นั้น ร้านค้าทั้งสองด้าน มีทั้งร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารที่มีพวกอาหารทะเลสด ๆ คอยยั่วยวนให้เราแวะอยู่เรื่อย ๆ มีทั้งร้าน Kitty Shop ที่ขายทั้งอาหารและของที่ระลึกในราคาที่เราถึงกับต้องเดินหนี

เราเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงเกือบสุดทางที่เราจะมา แล้วเราสังเกตุร้านอาหารร้านหนึ่งที่เป็นร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ที่มีปลาท้องถิ่นที่ขึ้นชื่ออย่างปลาชิระสึ (Shirasu) ให้ทานได้อย่างไม่อั้น เราทั้งสองคนสนใจขึ้นมาทันทีครับ แล้วก็เข้าไปในร้านนี้อย่างไม่ลังเล ด้านในร้านมีคนเต็มไปหมดเลยครับ แต่ก็มีที่นั่งให้เราสองคนพอดี เราได้รับการต้อนรับจากพนักงาน พร้อมกับกฏว่า ให้ทานภายใน 40 นาทีเท่านั้น ส่วนราคาต้องขออภัยครับ ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร

ปลาชิระสึ เป็นปลาตัวเล็ก ๆ มี 2 แบบที่นิยมทานกัน คือ แบบสด และ แบบปรุงสุก รสชาติของปลาชิระสึนี้ มีรสเค็มแต่หอม เคี้ยวสนุก เมื่อนำมาทานกับข้าว หรือ เส้นโซบะ จะเข้ากันได้ดีมาก เราตักปลาชิระสึอย่างไม่อั้นใส่ข้าว แล้วท๊อปปิ้งด้วยต้นหอม สาหร่าย ไข่ไก่ดิบ และแป้งเทมปุระ เวลาทานด้วยกันแล้วจะเข้ากันมาก ความเค็มของปลาเมื่อมาทานกับข้าวแล้วจะลดลงอย่างกำลังดี มีต้นหอมซอยที่ช่วยดับกลิ่นคาว ได้ความหวานและรสสัมผัสหนึบจากไข่ไก่สด มีสาหร่ายที่คอยชูรสให้ข้าวอร่อยขึ้นและแป้งเทมปุระคอยสร้างเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบได้อย่างลงตัว ส่วนโซบะก็เช่นกัน เมื่อทานกับปลาชิระสึแล้ว ก็ได้รสชาติที่อร่อยที่เป็นเอกลักษณ์จากรสของปลาชิระสึนี้ และเราปิดท้ายด้วยขนมหวานที่เป็นแป้งเหนียว ๆ เหมือนโมจิ แต่ผมเรียกไม่ถูกว่าอะไร รสชาติอร่อย เป็นการดับคาวและปิดท้ายมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยครับ

เมื่อเราทานกันจนอิ่มแล้ว เราก็เดินออกมาพร้อมกับความสุข เราเดินขึ้นมาตามทางด้านบนเรื่อย ๆ จนมาถึงเขตทางเข้าศาลเจ้า และทางเดินต่อไปก็เริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ร่วมทริปได้บอกว่า มาถึงตรงนี้ก็น่าจะพอแล้ว ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะหากเราจะทำตามแผนที่เราวางไว้แล้วว่าจะกลับไปถ่ายภาพที่ Yokohama ต่อ เราต้องกลับได้แล้ว หากเราเดินต่อไป เวลาไม่พอแน่นอน เราหยุดถ่ายภาพตรงนี้เอาไว้เป็นที่ระลึกว่า เราเดินมาถึงจุดนี้ และซักวัน เราจะหาโอกาสกลับมาที่นี่แล้วเดินต่อไปด้านในอีกให้ได้

เราเดินย้อนกลับมาทางเดิมจนมาถึงจุด Tourist Information ผมได้สอบถามเพื่อนร่วมทริปว่า เราจะนั่งรถบัสไปที่สถานี Fujisawa ดีไหม หรือ เราจะเดินข้ามสะพานกลับไปที่สถานีรถไฟ Enoshima แล้วนั่งรถไฟไปสถานี Fujisawa. แน่นอนครับว่าคำตอบคือ นั่งรถบัสดีกว่า ซึ่งตรงนี้ผมก็เห็นด้วย เพราะเราอยากจะเก็บแรงเอาไว้เดินต่อที่ Yokohama เราจึงยืนรอรถบัสซึ่งมีทั้งหมด 2 สาย โดยสายนึงจะไปที่สถานี Kamakura และอีกสายหนึ่งจะไปที่สถานี Fujisawa ที่เรากำลังจะไปกัน

รอไม่นาน รถบัสก็มารับ เราขึ้นรถบัสแล้วนั่งมาเรื่อย ๆ จนพ้นสะพานข้ามเกาะ รถมุ่งหน้าเข้าไปที่สถานี Fujisawa ซึ่งไม่ไกลนัก แต่ปรากฏว่า การจราจรในตอนนี้กำลังติดขัดมาก เราใช้เวลากันเป็นชั่วโมงเลยครับกว่าจะมาถึงสถานี Fujisawa ซึ่งนับว่าช้ามาก ๆ เมื่อเทียบกับระยะทางที่ไม่ไกลเท่าไรนัก. เมื่อเราถึงสถานี Fujisawa เราก็รีบนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Kannai กันก่อน ซึ่งเป็นสถานีที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมที่เราจะพักในคืนนี้ ระหว่างทางที่เรานั่งรถไฟมานั้นได้เกิด Event ที่ไม่คาดคิดขึ้น … “ฝนตก” ครับ

และแล้ว เม็ดฝนก็ได้ตกลงมาทำลายแผนการถ่ายภาพของเราอีกครั้ง “แผนที่จะไปถ่ายภาพที่ Osanbashi Pier ก็ล่มลงอย่างเป็นทางการไปพร้อมกับสายฝน” ผมและผู้ร่วมทริปถึงกับพูดไม่ออก และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป จนกระทั่งรถไฟได้มาถึงสถานี Kannai เราทั้งคู่ก็เดินตากฝนกลับไปที่โรงแรม ขอกระเป๋าที่ฝากเอาไว้เมื่อเช้า และทำการ check-in เข้าห้องพัก แล้วนั่งคุยปรึกษากันต่อว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

ผมมี Idea ว่า ในเมื่อฝนตกแบบนี้ เราควรจะไปสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในร่มในอาคารนะ และที่ ๆ ผมนึกขึ้นมาได้เป็นที่แรกคือ Ramen Museum ที่ผมเคยดูรายการทีวีญี่ปุ่นแล้วเขาชอบพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งตั้งอยู่ที่สถานี Shin-Yokohama แต่เพื่อนร่วมทริปเขาขออยู่ห้องเพื่อพักผ่อนเนื่องจากสภาพร่างกายเขาถึงขีดสุดแล้ว ไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมก็เข้าใจ จึงให้เขาได้พักผ่อนอยู่ในห้อง ส่วนผม ก็ได้เวลาลุยเดี่ยว ตะลุย Yokohama นับจากนี้แล้วครับ ผมเดินออกมาจากโรงแรมแล้ววิ่งลุยฝนไปที่สถานี Kannai เพื่อเดินทางไปยังสถานี Shin-Yokohama อันเป็นจุดหมายปลายทางแรกของผมในค่ำวันนี้


Shin-Yokohama Raumen Museum

ชื่อสถานที่ : พิพิธภัณฑ์ราเมน ชิน-โยะโกะฮะมะ
เว็บไซต์ : http://www.raumen.co.jp/thailand/
Location : https://goo.gl/bU1Qre
ค่าผ่านประตู : 310 Yen
เวลาเปิด-ปิด : 11.00 น. – 22.00 น. ไม่มีวันหยุด
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shin-Yokohama ให้เดินออกมาจากสถานีทางทิศเหนือ หากเดินทางมาด้วย Sub-way สาย Blue line ให้ออกทางออกหมายเลข 8 เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายที่ซอยแรก และเลี้ยวขวาที่ซอยถัดไป ก็จะถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ราเมน

เมื่อผมมาถึงสถานี Shin-Yokohama ผมก็เปิด Google Map เพื่อให้นำทางไปยังพิพิธภัณฑ์ราเมนทันที ผมเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็เกิดเรื่องดี ๆ ขึ้น เพราะฝนก็เริ่มตกเบาลงจนกลายเป็นละอองเล็ก ๆ ทำให้ผมเดินได้อย่างสบายขึ้นเยอะ. ผมเดินมาเรื่อย ๆ ตามทางที่ Google Map บอกจนมาถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ราเมนจนได้ ผมได้รับการต้อนรับจากพนักงานที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผมแจ้งว่ามาคนเดียว พนักงานจึงได้พาไปซื้อตั๋วเข้าชมในราคา 310 เยน ซึ่งผมว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมเคยไปมา ผมได้นำตั๋วไปแสดงให้กับเจ้าหน้าที่เฝ้าประตู แล้วพนักงานก็แจ้งว่า ผมสามารถออกมาแล้วเข้ามาใหม่ได้ทุกเมื่อภายในวันนี้ แต่ต้องแจ้งก่อนออกในครั้งแรกว่าเราจะกลับมาใหม่ เพราะพนักงานจะปั้มสัญลักษณ์ไว้ที่แขนเพื่อรักษาสิทธิ์เข้าออกของผู้เข้าชมเอาไว้.

เมื่อผมก้าวเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ราเมนแห่งนี้ สิ่งแรกที่ได้เจอเลยคือ ป้ายขนาดใหญ่ที่แสดงชื่อร้านและเมนูราเมนที่แสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผมยืนดูป้ายนี้อยู่พักนึง แล้วก็เดินเข้าไปด้านใน ก็เป็นร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีทั้งของที่ทานไม่ได้ เช่น อุปกรณ์พาชนะในกระทำราเมน ตั้งแต่หม้อราเมน ที่ลวกเส้น จนไปถึง ชามและตะเกียบ ส่วนที่ทานได้ เช่น ราเมนสำเร็จรูปรสต่าง ๆ ที่สามารถนำไปทำกินเองที่บ้านได้ ผมเดินดูไปซักพักจนถึงด้านหลังก็พบกับสิ่งที่ไม่ค่อยเข้ากับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เท่าไรคือ มีมุมขายรถแข่งประกอบของ Tamiya วางจำหน่ายพร้อมรางให้เล่นด้วย แปลกดีครับ ผมคิดในใจว่า “มาได้ยังไงเนี่ย”

ใกล้ ๆ กับร้านขายของเล่นนั้น ก็มีประตูทางเข้า ผมก็เลยเดินเข้าไปก็พบกับบันไดทางลงไปชั้นใต้ดิน ในทางลงนั้น บรรยากาศได้ถูกตกแต่งแบบญี่ปุ่นเมื่อสมัยซัก 60-70 ปีที่ผ่านมาได้ อารมณ์เหมือนสมัยโกโบริ สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลยครับ คือมีรูปภาพเก่า ๆ แขวนไว้ที่ผนัง และก็ตกแต่งที่ได้บรรยากาศย้อนยุคไปสมัยก่อนได้ดีเลยจริง ๆ ผมเดินลงมาเรื่อย ๆ ก็มาโผล่ด้านหลังพิพิธภัณฑ์ราเมน จึงได้ทราบว่า ทางที่ผมเดินมานี้ ไม่ใช่ทางเข้าหลักแต่อย่างใด แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ไปเดินสำรวจกันต่อดีกว่า

ผมเดินสำรวจที่นี่ก็พบแต่ความประทับใจ คือที่นี่ตกแต่งได้ดีมาก ได้บรรยากาศญี่ปุ่นในสมัยก่อนสุด ๆ บรรยากาศที่นี่ได้จำลองว่าเป็นช่วงเวลาค่ำ ท้องฟ้าเริ่มมึด มีเสียงที่คอยสร้างบรรยากาศถึงการดื่มฉลองเมื่อตอนเลิกงาน ถึงแม้ว่าทางเดินจะแคบ แต่ก็มีมุมให้ถ่ายรูปหลายมุมมาก หากมากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัวแล้ว ผมว่าได้ถ่ายรูปกันเพลินเลยหละครับ แต่เสียดาย ผมมาคนเดียวเลยไม่ได้ถ่ายรูปในใจที่อยากจะถ่ายเลย. ในทางเดินแคบ ๆ นั้น ก็มีร้านค้าขายขนมโบราณของญี่ปุ่นด้วย เสียดายที่ร้านนี้ติดป้ายว่าห้ามถ่ายภาพ เลยอดถ่ายภาพมาให้ท่านผู้อ่านได้ดูกัน. ในส่วนขนมที่วางขายนั้น ผมดูก็รู้เลยว่ามันไม่ธรรมดา เพราะแพคเกจของขนมเหล่านั้นดูก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ขนมในสมัยปัจจุบันแน่นอน คือมันดูคลาสสิคมาก ทั้งสีสัน ตัวอักษร มันบ่งบอกเลยว่าเป็นขนมที่วางขายกันในสมัยก่อนแน่ ๆ เลยครับ

ผมเดินสำรวจจนครบรอบแล้ว ก็มาถึงจุดสำคัญของที่นี่คือ ลานแสดงดนตรีและร้านราเมนที่คอยล้อมรอบอยู่ ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพที่ผมเคยเห็นมาแล้วในรายการทีวีที่ผมเคยดูมาก่อน และแน่นอนว่า ผมได้หยิบขาตั้งกล้องขนาดเล็ก มาวางไว้บนระเบียงทางเดินที่มีที่ให้ตั้งได้อยู่พอดี แล้วจัดการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกมาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านได้ดูกัน

เมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว ผมจึงเดินลงมาด้านล่าง แล้วก็สำรวจร้านราเมนจนมาเจอร้านราเมนที่ถูกใจร้านหนึ่ง ชื่อว่า “Muku” โดยร้านนี้จะใช้ระบบตู้หยอดเหรียญในการสั่งอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านอาหารจานด่วนของชาวญี่ปุ่นเขาเลย. ผมยืนต่อคิวได้ไม่นาน แถวก็ขยับมาจนผมถึงตู้กดสั่งราเมน แล้วก็ทำเอาผมถึงกับงง เพราะปุ่มกดนั้นมีแต่ภาษาญี่ปุ่นที่ผมอ่านไม่ออก และก็มีราคากำกับไว้เฉย ๆ เท่านั้น จะมีภาษาอังกฤษอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับผมเท่าไรนัก. ผมคิดอะไรไม่ออก เลยกดหมายเลข 1 ราคา 900 เยน ซี่งก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมคิดเอาเองว่าถ้าเป็นหมายเลข 1 คงเป็นเมนูแนะนำอันดับ 1 ของร้านแน่ ๆ เลยเลือกอันนี้แบบไม่คิดอะไรมาก. รออีกไม่นาน ก็ถึงคิวเข้าไปในร้าน ผมได้นั่งที่เคาเตอร์และก็ยื่นคูปองที่กดมาจากตู้ให้พนักงาน รอไม่นาน ราเมนก็มาเสริฟแล้วครับ

ราเมนที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้น เป็นราเมนในซุปกระดูกหมูสีขาวพร้อมด้วยหมูสามชั้น หมูชาชู สาหร่ายและหอมซอย เส้นที่ใช้ไม่ได้ใช้เส้นเล็ก แต่เป็นเส้นราเมนขนาดใหญ่ ที่ให้รสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม เมื่อได้ทานคู่กับน้ำซุปกระดูกหมูที่มีความเข้มข้นอย่างพอดีแล้ว นับว่าเข้ากันได้ดี อีกทั้งหมูชาชูก็ไม่สุกเกินไป รสชาติดีมาก มีความหวานของหมูชูเด่นออกมา ส่วนหมูสามชั้นก็มีความเค็มที่มาจากโชยุแบบกำลังดี เมื่อทานกับหอมซอยแล้วก็ตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว สรุปแล้ว ราเมนชามนี้ผมประทับใจมากครับ และไม่น่าเชื่อว่า ราเมนชามนี้จะทำให้ผมอิ่มได้ด้วย (ผมวางแผนไว้ว่า จะไปทานอีกร้าน แต่อิ่มซะก่อนครับ)

เมื่อทานเสร็จแล้ว ผมก็เดินออกจากร้านมาด้วยความอิ่มและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ในฐานะที่ผมเป็นคนที่ชอบทานราเมนมาก การที่ได้มาที่นี่ ก็เหมือนได้มาถึงสวรรค์ของคนรักราเมนที่ผมอยากจะแนะนำและบอกต่อเลยว่า “ห้ามพลาด” เป็นอย่างยิ่ง หากท่านเป็นคนชอบทานราเมน แล้วได้มาเที่ยว Yokohama หรือแม้กระทั่งมาเที่ยวโตเกียว เชื่อผมได้เลยครับว่ามันคุ้มค่าที่จะนั่งรถไฟมาเที่ยวที่นี่ครับ.

ผมเดินสำรวจรอบ ๆ และถ่ายรูปที่นี่อีกครั้งเป็นการส่งท้าย ก็ถึงเวลาอันสมควรที่ผมต้องออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่น่าประทับใจแห่งนี้ ผมคิดในใจว่า …

“หากมีโอกาส ผมจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน”

ขอแถมท้ายเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพในที่แสงน้อย และ ในที่แคบ อย่างที่พิพิธภัณฑ์ราเมนแห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านได้ลองนำไปใช้กันดูนะครับ. การถ่ายภาพในที่แสงน้อย สิ่งสำคัญเลยคือ เลนส์ หากเลนส์ของเราไม่สว่างพอ คือปรับรูรับแสงได้ไม่กว้างพอ เราก็อาจจะมีปัญหาในการถ่ายภาพในที่มึด เช่น ภาพจะมึดลงไปจนเราต้องลด Shutter Speed ให้ต่ำลง หรือดันค่า ISO ให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้ภาพสว่างตามที่เราต้องการ ซึ่งก็ต้องแลกมากับโอกาสที่จะเบลอ จากค่า Shutter Speed ที่ต่ำ หรือมี Noise มารบกวน หากเราดัน ISO สูงเกินไป. เลนส์ที่มีค่า f ต่ำจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย หากใครมีเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงได้ระดับ f/2.8 ก็ถือว่าดี และจะดียิ่งขึ้นหากมีค่าต่ำกว่านี้ แต่ก็ต้องแลกด้วยระยะ Depth Of Field (DOF) คือความชัดลึก-ชัดตื้น ที่น้อยลง แต่หากเราเอา DOF มาเป็นประโยชน์ในการดีไซด์ภาพของเรา เช่น สร้างโบเก้ ทำชัดตื้นให้ฉากหลังเบลอ แต่ตัวนายแบบนางแบบชัด ก็จะได้ความสวยงามไปอีกครับ

อีกเรื่องนึงคือ ระยะของเลนส์ การถ่ายภาพในที่แคบนั้น หากเราต้องการภาพที่เก็บรายละเอียดให้หมดในมุมแคบ ระยะเลนส์ของเราต้องกว้างพอ เลนส์แบบ Wide จึงเป็นคำตอบสำหรับเรื่องนี้ โดยภาพทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ราเมนที่ถ่ายมา ผมใช้ระยะที่ 18mm บนกล้อง Canon 70D ด้วยเลนส์ Kit Canon 18-55mm is stm  ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าใครอยากได้กว้างกว่านี้อีก การหาเลนส์ Wide มาใช้ เช่น ที่ระยะ 10-18mm ก็เป็นทางเลือกที่ควรจะทำครับ แต่การใช้เลนส์ Wide ที่มีระยะกว้างมาก ก็ต้องระวังบริเวณของของภาพด้วย ซึ่งธรรมชาติของเลนส์ประเภทนี้ ภาพตรงขอบจะดูบิดเบี้ยวเพี้ยนเกินจริงไปมากครับ

สุดท้าย ขาตั้งกล้อง ครับ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องใช้ในการถ่ายภาพกลางคืน โดยเราต้องดูก่อนนะครับว่าสถานที่ที่เราไปถ่าย เขาอนุญาตให้ใช้ขาตั้งกล้องหรือไม่ หากไม่อนุญาต เราก็ต้องหาที่วางกล้องที่เราสามารถวางได้ แล้วก็ถ่ายภาพเอาครับ แน่นอนครับว่าวิธีนี้ มีข้อจำกัดเยอะและไม่สะดวกมาก ๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ภาพครับ. สำหรับขาตั้งกล้อง ผมจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ Tripod แบบกาง 3 ขา และ Monopod แบบขาเดียว ซึ่งมันก็สะดวกกับการใช้งานกันคนละแบบ ตามแต่สถานการณ์ครับ ถ้าให้ดีที่สุดก็ต้องเป็นแบบ Tripod ที่เราสามารถวางกล้องบนขาตั้งกล้องได้เลยโดยไม่ต้องห่วงอะไร ส่วน Monopod นั้น ยังไงเราก็ต้องจับกล้องอยู่ดี เพียงแต่แค่ช่วยลดความสั่นลงมาได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเองครับ. สำหรับการมาถ่ายที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผมได้ใช้ขาตั้งกล้องแบบ Tripod Mini ของ Manfrotto Pixi Evo 2 คือ เป็นแบบจิ๋ว ที่มีความสูงเล็กน้อย ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานและไม่เกะกะ กล้องก็ตั้งได้นิ่งมาก เพียงแต่ว่า หากจะถ่ายในมุมปกติ เราต้องหาที่วางขาตั้งกล้องให้ดีเท่านั้นเองครับ. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะใช้หรือไม่ใช้ ขาตั้งกล้องก็ได้นะครับ เพราะขาตั้งกล้องโดยส่วนใหญ่แล้ว จะใช้แค่ในบางสถานการณ์เท่านั้น หากจะเน้นคล่องตัว เราไม่ต้องใช้ก็ได้ เพียงแต่ว่ามันต้องแลกกับการตั้ง Speed Shutter ให้ต่ำลง หรือดัน ISO ให้สูงขึ้น เพื่อให้เราได้ภาพถ่ายที่ต้องการได้ครับ

หลังจากออกมาจากพิพิธภัณฑ์ราเมนแล้ว ผมก็เดินย้อนกลับไปที่สถานี Shin-Yokohama ซึ่งผมก็เดินสำรวจรอบ ๆ สถานี ที่นี่มีห้าง Bic Camera อยู่ด้วย ผมเลยเดินเล่นเรื่อย ๆ เพื่อหาดูว่า มีอะไรน่าซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเมืองไทยไหม เพราะว่าคืนนี้ เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่ญี่ปุ่นแล้วครับ จนสุดท้าย ผมก็ได้ซื้อกระเป๋าไปฝากภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน 1 ใบ เป็นของฝากจากทริปนี้ที่เธอไม่ได้มาด้วยครับ

ตอนผมกำลังจะนั่งรถไฟกลับโรงแรมนั้น ผมก็นึกในใจว่า ผมควรจะไปถ่ายรูปที่ Osanbashi Pier ตามแผนเดิมที่วางเอาไว้ดีไหม ซึ่งแรงผมยังมีอยู่ ยังเดินไหว แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดใจที่จะไม่ไปก็คือ อากาศที่หนาวเย็น คือตอนนี้ฝนเพิ่งหยุดตก และอากาศในตอนนี้ก็หนาวมาก ผมคิดในใจว่า หากไปยืนถ่ายภาพริมทะเลคนเดียวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น และไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาอีกเมื่อไร มันไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ อีกทั้ง ผมไม่ได้พาขาตั้งกล้องอันใหญ่มาด้วย ผมจึงตัดใจที่จะไม่ไป Osanbashi Pier ตามแผนเดิม และนั่งรถไฟกลับโรงแรมในที่สุด

เมื่อถึงโรงแรม ผมก็เอารูปให้เพื่อนร่วมทริปที่นอนรออยู่บนห้องได้ดู แล้วก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่มันน่าสนใจนะ เสียดายที่ไม่ได้มาด้วยกัน จากนั้นผมก็ชวนเพื่อนหาอะไรกิน เพราะผมเห็นว่าเพื่อนยังไม่ทานมื้อเย็น แต่เพื่อนร่วมทริปบอกว่า เขายังอิ่มจากร้านบุฟเฟ่ต์ข้าวหน้าปลาชิระสึอยู่เลย แต่ผมสิ เพิ่งทานราเมนมา แล้วก็เดินเยอะมาก ราเมนที่ทานไปเมื่อกี้นี้ย่อยหมดแล้ว… ใช่ครับ ผม “หิวอีกแล้ว” ผมจึงข้ามถนนไปที่ร้าน Lawson ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมแล้วซื้ออะไรมาทาน รวมไปถึงซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น บะหมี่นิชชิน ที่มีวางขายในญี่ปุ่นเท่านั้น รวมไปถึงซุปมิโซะกึ่งสำเร็จรูป เพื่อเอาไปจัดกระเป๋าในคืนนี้ ก่อนที่พรุ่งนี้เช้า เราจะเดินทางออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน Haneda กันต่อ

ตอนที่ผมไปซื้อของที่ Lawson นั้น ผมก็เห็นเครื่องดื่ม Coca Cola Plus ที่เพิ่งจะวางจำหน่ายเป็นวันแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวานนี้เอง ผมเลยซื้อมาลอง 1 ขวด แล้วมารีวิวสั้น ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกันเป็นของแถมสำหรับวันนี้ครับ


Mini review : Coca Cola Plus

เมื่อทานอาหารและจัดกระเป๋าเสร็จแล้ว จึงอาบน้ำและพักผ่อนนอนเอาแรงด้วยความเหนื่อยจากการเดินมาทั้งวันในวันที่น่าจดจำอีกหนึ่งวัน ที่นี่ “จังหวัดคะนะงะวะ ประเทศญี่ปุ่น”


วันที่ 29 มีนาคม 2017 เวลา 05.30 น.
ณ Hotel Wings Internatioanl Yokohama-Kannai

เราสองคนรีบตื่นตั้งแต่เช้าเพราะวันนี้เราจะต้องเดินทางกลับไทยในไฟล์เช้าของการบินไทย. เราลากกระเป๋าลงมาแล้วจัดการ check-out จนเรียบร้อย ก็รีบเดินไปที่สถานี Kannai เพื่อนั่งรถไฟไปยังสนามบิน Haneda ซึ่งใช้เวลาไม่นานเท่าไร เพราะระยะทางจาก Yokohama ไป Haneda Airport นั้น อยู่ใกล้นิดเดียว

Haneda Airport

ชื่อสถานที่ : ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮะเนะดะ)
เว็บไซต์ : http://www.haneda-airport.jp/inter/en/
Location : https://goo.gl/nYoAWM
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Kannai นั่งรถไฟสาย JR มาลงที่สถานี Yokohama แล้วเดินไปเปลี่ยนสายรถไฟเป็นสาย Keikyu Line ไปลงที่สถานี Haneda Airport International Termial

เมื่อเรามาถึงสนามบิน Haneda สิ่งแรกที่เราทำเลยคือ รีบไปที่จุดชมเครื่องบินกันก่อนเลย ตามประสาคนชอบเครื่องบิน เพื่อที่จะไปถ่ายภาพในวันสุดท้ายของที่นี่ เมื่อเรามาถึงเราก็พบกับสภาพหมอกที่เหมือนกันกับวันแรกที่เรามาถึงเลยครับ คือมีหมอกจนทำให้ผมหมดอารมณ์ไม่หยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเลย แถมย้อนแสงอีกต่างหาก ทำได้แค่เอามือถือมาถ่ายภาพให้เห็นว่าเป็นยังไงให้ท่านผู้อ่านได้ดูกันครับ

เรายืนอยู่ที่จุดชมเครื่องบินได้ไม่นาน ก็เดินกลับเข้ามาในอาคารอีกครั้ง ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่รอเวลา Counter ของการบินไทยเปิดให้ทำการ Check-in เท่านั้น ระหว่างนี้ ผมจึงเดินสำรวจรอบ ๆ อาคารผู้โดยสารขาออกของที่นี่ แล้วถ่ายภาพมาให้ท่านผู้อ่านได้ดูกัน

อาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบิน Haneda นี้ ผมค่อนข้างชอบเลยทีเดียวครับ เพราะได้ตกแต่งเอาความทันสมัยมาผสมผสานกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลงตัวมาก ในชั้นที่ 3 ที่เป็น Counter Check-in ก็ดูเหมือนทั่วไป แต่แฝงด้วยความเอาใจใส่ในเรืองเล็ก ๆ อย่าง ที่วางกระเป๋าตรงช่อง check-in นั้น อยู่ในระดับเดียวกันกับพื้น ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นมาวางเหมือนสนามบินที่อื่น ๆ เลยครับ ส่วนชั้นที่ 4 เป็นร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกนั้น ก็ตกแต่งด้วย theme ญี่ปุ่นแบบโบราณ มีการตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้อารมณ์ญี่ปุ่นแท้ ๆ แบบจัดเต็มมาก ซึ่งชั้นนี้มีชื่อเรียกด้วยนะครับว่า “Edo Ko-Ji” ในส่วนชั้นที่ 5 ก็เป็นการตกแต่งที่ร่วมสมัย มีทั้งสะพานไม้จำลองที่เรียกว่า “Haneda Nihonbashi” ที่เป็นมุมถ่ายภาพที่น่าสนใจ มีหอคอยญี่ปุ่นและที่แขวนแผ่นป้าย ซึ่งตรงนี้เรียกว่าลาน “Festival Plaza” โดยจะมีที่นั่งสไตล์ญี่ปุ่นให้เรานั่งกันอย่างเพลิดเพลินด้วย เดินมาอีกหน่อย ก็เป็นส่วนของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ และ ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก อย่างจุดทดลองเล่นเครื่องบินจำลอง Flight Simulator ครับ แต่เสียดายที่ผมมาเร็วไปหน่อย เขายังไม่เปิดบริการ. เดินมาอีกนิด ก็เป็นร้านค้า และเป็นทางออกไปยังจุดชมเครื่องบินแล้วครับ

เมื่อเดินสำรวจและถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ผมก็เดินกลับมาหาผู้ร่วมทริปเพื่อชวนไปยืนต่อแถวที่เคาเตอร์ check-in ซึ่งตอนที่เรามาถึงนั้นก็เริ่มมีผู้โดยสารมาต่อคิวกันแล้วครับ ระหว่างนั้นผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อย และดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นกำลังบรีฟกันอยู่ ไม่นาน Counter ก็เปิดให้บริการ Check-in อย่างตรงเวลาเป๊ะ

สำหรับ Flight ที่เราจะบินในวันนี้ เป็นของ การบินไทย เที่ยวบินที่ TG923 เส้นทาง Tokyo Haneda (HND) – Bangkok Suvarnabhumi (BKK) ใช้ระยะเวลาบินประมาณ 5.30 ชั่วโมง ด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 747-4D7 ครับ

สังเกตุดูในรูปนะครับว่า ที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าแทบจะอยู่ระดับเดียวกันกับพื้น ทำให้ไม่ต้องยกกระเป๋าเลยครับ

เราก็ทำการ Check-in เสร็จเรียบร้อย ไม่มีกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ ๆ แล้ว สบายแล้วครับ เราจึงเดินเข้าไปในส่วนพิธีตรวจคนออกเมือง ซึ่งมีจุดตรวจความปลอดภัยตามมาตรฐานสนามบินทั่วไป แต่ที่ผมประทับใจคือ ถึงแม้ว่าที่นี่ตรวจกันอย่างละเอียดมาก เข็มขัดต้องถอด รองเท้าต้องถอด แม้ว่าจะตรวจกันละเอียด แต่ก็ใช้เวลาไม่นานครับ ประทับใจตรงนี้แหล่ะ พอผ่านจุดตรวจเสร็จ เราก็ดึงเอาใบที่เราทำ Tax Refund ออกจาก passport เพื่อคืนให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่นั่งรอเราอยู่ก่อนที่จะผ่านพิธีตรวจคนออกเมือง ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อผ่านตรงนี้มาแล้ว เราก็ถือว่าได้ออกนอกประเทศญี่ปุ่นในทางกฏหมายแล้วครับ

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการเรียบร้อย เราสองคนจึงเดินไปยัง Gate ที่เราจะขึ้นเครื่องบิน แต่ระหว่างที่เดินไปนั้น เราได้ผ่านร้านอาหารซึ่งมีอยู่หลายร้านจนเราสองคนคิดเหมือนกันว่า เราควรจะทานอะไรกันก่อนเป็นมื้อสุดท้าย ก่อนที่จะกลับเมืองไทย ซึ่งมื้อสุดท้ายของผมคือ ราเมน และของผู้ร่วมทริปคือ ข้าวราดแกงกะหรี่ เราทานกันไม่นานเท่าไรก็อิ่มแล้วเดินออกมา เพื่อซื้อของใน Duty free ไปฝากคนที่รอเราอยู่ที่เมืองไทยกันอีกเล็กน้อย แล้วเราก็เดินมารอที่ Gate ที่ ๆ เราจะขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยในวันนี้

เมื่อเรามาถึงที่ Gate ก็พบว่ามีผู้โดยสารมานั่งรออยู่ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง เราก็เลยไปหาที่นั่ง และก็ไปถ่ายภาพเครื่องบินที่เราจะใช้บินกลับในวันนี้ นั่นคือ เครื่องบิน Boeing 747-4D7 ทะเบียน HS-TGA นามพระราชทาน “ศรีสุริโยทัย” ซึ่งกำลังจอดรออยู่ เราถ่ายภาพไปได้ซักพัก ก็เกิด Event ที่ไม่คาดคิดขึ้น เพราะผมสังเกตุเห็น “นักฟุตบอลชายทีมชาติไทย” กำลังเดินมาที่ Gate แล้วก็กล่าวสวัสดีทักทายกับผู้โดยสารชาวไทยแถวนั้นพอดี ซึ่งผมก็เพิ่งนึกได้ว่า เมื่อวานนี้ (28 มีนาคม 2017) ทีมชาติไทยได้มาแข่งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ประเทศญี่ปุ่นพอดี มันจึงเป็นเรื่องบังเอิญมากที่ผมได้บินกลับเมืองไทยไปพร้อมกับเหล่านักกีฬาทีมชาติชุดนี้พอดี ผมจึงขอเข้าไปถ่ายภาพกับนักกีฬาที่ผมพอจะรู้จักคือ เจ ชนาทิป และ ชาลี ชัปปุย เป็นที่ที่ระลึกซักหน่อย และก็ยังมีพี่ซิโก้ ซึ่งเป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยในตอนนั้น กำลังเดินตามมาทีหลัง แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปด้วย เนื่องจากพี่ซิโก้เป็นที่สนใจกับบรรดานักข่าวที่ตามมาทำข่าวและบินกลับเมืองไทยใน flight เดียวกันนี้ด้วย ผมก็คิดในใจว่า เดี๋ยวค่อยกลับไปขอถ่ายภาพคู่ที่สุวรรณภูมิก็แล้วกัน

รอไม่นาน ก็ได้เวลา Boarding Time เรียกขึ้นเครื่องกันแล้ว เรายืนต่อคิวกันตามปกติ เมื่อถึงคิว เราก็ส่ง Boarding Pass ให้พนักงานฉีกหางตั๋ว แล้วเราก็เดินผ่านอุโมงจนถึงประตูทางเข้าเครื่องบิน วินาทีแรกที่ผมได้ก้าวเท้าเหยียบเครื่องบินลำนี้ พร้อมกับได้ยินเสียงคำทักทายสวัสดีจากลูกเรือขึ้นมา มันทำให้ผมรู้สึกเลยว่า “ผมมาถึงเมืองไทยแล้ว มาถึงบ้านแล้ว” เพราะนี่คือบรรยากาศที่คุ้นเคย บรรยากาศของเมืองไทยที่กล่าวคำทักทายว่าสวัสดี เห็นภายในเครื่องบินของการบินไทยที่ตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ ได้ยินเสียงเพลงบรรเลงสบาย ๆ เหมือนได้อยู่ใน Spa ดี ๆ มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ. เราเดินไปที่นั่งของเราซึ่งวันนี้เราโชคร้ายหน่อยที่ได้นั่งแถวกลางเนื่องมาจากเราจองที่นั่งไม่ทันครับ ตอนไปเลือกที่นั่งตอน Check-in ที่นั่งริมหน้าต่างก็หมดแล้ว เราก็เลยไม่มีทางเลือกนอกจากนั่งแถวกลาง จึงทำให้เราอดถ่ายภาพนอกหน้าต่างสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่านเลยครับ

เรารอไม่นาน กัปตันก็ประกาศให้ลูกเรือเช็คความเรียบร้อย แล้วเครื่องบินก็ถูกลากออกมาจาก Gate แล้วขับเคลื่อนไปยัง Taxi way ตามทางเรื่อย ๆ จนมาถึง Run way จากนั้นเครื่องยนต์ทั้ง 4 ตัวของเครื่องบิน Boeing 747 ก็เร่งพลังแล้วเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเต็มที่จนสร้างแรงยกใต้ปีกได้สำเร็จ เครื่องบินจึงได้ลอยขึ้นเหนือพื้นเหินฟ้าสู่อากาศด้วยความนิ่มนวล ในตอนนั้นผมคิดในใจว่า..

“ลาก่อนญี่ปุ่น แล้วผมจะกลับมาอีก ขอบคุณสำหรับ 10 วันอันแสนประทับใจครั้งนี้นะ ผมจะไม่ลืมเลย”

เมื่อเครื่องบินไต่ระดับความสูงจนได้ที่ สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เหล่าลูกเรือก็เริ่มทำงานกัน มีการแจกผ้าร้อน แจกของว่าง เครื่องดื่ม จนกระทั่งได้เวลาเสิร์ฟอาหาร โดยเมนูที่ให้เลือกมี 2 อย่าง คือ อาหารไทย และ อาหารญี่ปุ่น เราทั้งสองเลือกกันคนละแบบเพื่อถ่ายภาพมาให้ท่านผู้อ่านมาได้ดูกัน รสชาติโอเคดีครับ ถึงแม้ว่าเราจะอิ่มมาแล้วจากมื้อเช้าที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง แต่เราก็ทานกันจนหมด ลูกเรือก็ได้มาเก็บถาดอาหารแล้วสอบถามอีกว่าจะรับน้ำอะไรเพิ่มอีกไหม ซึ่งสามารถขอได้เรื่อย ๆ ผมจึงสั่ง White wine มาดื่มซักแก้ว พร้อมกับดูภาพยนต์บนจอ IFE จนง่วง จึงได้นอนหลับพักผ่อนไปครับ

ผมตื่นขึ้นมาอีกที ก็เริ่มเข้าน่านฟ้าแถวเวียดนามแล้ว ตอนนั้นก็นอนไม่หลับแล้วครับ ผมเลยเอาเครื่องเกม Nintendo Switch ออกมาเล่นจนกระทั่งเครื่องบินเริ่มลดระดับลง สัญญาณรัดเข็มขัดดังขึ้นอีกครั้ง ผมจึงเก็บเครื่องเกมแล้วก็นั่งเฉย ๆ อย่างสงบ จนกระทั่งเครื่องบินได้แตะพื้นรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนาทีนั้นผมตั้งตัวไม่ทันก็รู้สึกงงเล็กน้อยว่า “อ้าว ถึงแล้วหรอ” เพราะว่าผมนั่งอยู่แถวกลางมองไม่เห็นด้านนอกเลย เครื่องบินลดระดับลงอย่างนิ่มนวลจนผมไม่รู้สึกตัวว่าใกล้ถึงพื้นแค่ไหนจนกระทั่งล้อแตะรันเวย์นั่นแหล่ะครับ ถึงได้รู้ว่า “เรามาถึงบ้านแล้ว”

เมื่อเครื่องบินมาจอดเทียบที่ Gate เรียบร้อย สัญญาณรัดเข็มขัดดับลง เหล่าผู้โดยสารต่างก็ลุกขึ้นมาหยิบกระเป๋าสัมภาระต่าง ๆ บนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะกันทันที ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาที่ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกกันออก แต่เราสองคนเนื่องจากนั่งแถวกลาง เราจึงปล่อยให้คนอื่น ๆ ได้หยิบสัมภาระแล้วเดินออกไปกันก่อน เราถึงจะได้ออกมาหยิบกันบ้าง เมื่อเราได้หยิบกระเป๋าสัมภาระที่เรา carry on กันมาแล้ว เราก็เดินออกมาจากเครื่อง และได้รับการกล่าวขอบคุณจากเหล่าลูกเรือการบินไทย ที่มาใช้บริการสายการบินนี้

“การบินไทย สายการบินแห่งชาติ ของคนไทยทุกคน”

เราเดินเข้ามาสู่อาคารผู้โดยสารขาเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วไปทำพิธีตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราทั้งสองคนใช้ Automatic Gate ซึ่งคิวไม่ยาว และรอไม่นาน แป๊ปเดียวก็ผ่านเข้าประเทศได้สบาย ๆ แล้วครับ จากนั้นก็รอรับกระเป๋า ซึ่งใช้เวลารออยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้น เหล่านักฟุตบอลทีมชาติไทยต่างก็เดินมารอรับกระเป๋ากันในจุดเดียวกัน ตรงนี้เองที่ผมได้เจอกับพี่ซิโก้ ผมจึงได้เข้าไปพูดคุยและขอถ่ายรูปกับพี่เขา และก็ได้ให้กำลังใจกับพี่เขาไปใจความประมาณว่า “ผมติดตามพี่มาตั้งแต่สมัยดรีมทีมแล้วนะ ผมขออวยพรให้พี่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพี่จะไปทำอะไรก็ตาม ผมจะคอยให้กำลังใจพี่อยู่เสมอ” (ผลการแข่งขันเมื่อวานนี้ ไทยแพ้ญี่ปุ่น ครับ และไม่กี่วันต่อมา พี่เขาก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไทย)

เมื่อเราได้รับกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดจนครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการผ่านจุดศุลกากร ผมกับผู้ร่วมทริปได้พูดคุยกันก่อนหน้านี้ว่า เราจะเดินผ่านช่องแดงกัน เพื่อสำแดงของว่าเราไปซื้ออะไรมาบ้าง และจะสำแดงอุปกรณ์ถ่ายรูปที่เกิด Event ในตอนแรก ที่ผู้ร่วมทริปทำเอกสารสำแดงของก่อนออกนอกประเทศไม่ได้ด้วย เรามั่นใจว่า ของที่เราซื้อมา ไม่น่าจะโดนภาษีอะไร หรือ ถ้าโดน คงโดนไม่เยอะ (แพงสุดที่ซื้อคือ เครื่องเกม Nintendo Switch ราคาไม่ถึงหมื่น) โดยตามกฏที่ศุลกากรบอกเอาไว้ว่า หากมีการนำเข้าของที่มีมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเราไม่เกินแน่นอนครับ. แต่ในตอนนั้นเอง ผู้ร่วมทริปได้ตัดสินใจว่า จะขอเข้าช่องเขียว เพราะไม่อยากเสียเวลา และของที่เราซื้อมา ยังไงก็ไม่เกินอยู่แล้ว ส่วนอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ไม่ได้สำแดงก่อนออกนอกประเทศ ก็ไปวัดดวงเอา. สุดท้าย เราก็ผ่านช่องเขียวได้โดยไม่โดนถูกสุ่มเรียกตรวจ ก็ถือว่าดีครับที่ไม่ต้องเสียเวลา ผ่านมาได้ก็ดีแล้วครับ

จากนั้นภารกิจสุดท้ายที่เราทำในทริปนี้คือ การเอา Pocket Wifi ไปคืนที่ชั้นใต้ดิน ทางไป Airport Link ซึ่งตลอดทั้งทริปนี้ ผมให้ผู้ร่วมทริปเป็นคนจัดการเรื่อง Pocket Wifi และเขาก็ได้ตัดสินใจเลือกใช้ของ Samurai Wifi ตลอด 10 วันที่ผ่านมา สัญญาณดี แบตอึดดี ถือว่าโอเคเลยครับ ส่วนผมนั้นมีตัวเลือกเสริมที่ผมซื้อแยกต่างหากคือ ผมซื้อ AIS Sim to fly มาใช้ด้วย หากใครตามอ่านทุกตอนจะสังเกตุว่า บางครั้งผมและผู้ร่วมทริปจะแยกกันเดิน แต่ก็มีการติดต่อกันได้ตลอด และนี่คือสาเหตุครับ ต่างคนต่างมี Internet ใช้ ทำให้มีอิสระต่อกัน ไม่ต้องกลัวพลัดหลงแล้วไม่มีสัญญาณ Internet ใช้ หากใครไปต่างประเทศแล้วต้องแชร์ Pocket Wifi กับคนอื่น ตัวเลือกเสริมอย่าง Internet Sim ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ หากท่านต้องการเป็นอิสระ ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะไม่มี internet ใช้จากการเดินห่างออกนอกสัญญาณ Pocket Wifi มากเกินไป.

เมื่อคืนอุปกรณ์ Pocket Wifi เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็เอาเงินเยนที่เหลือไปแลกคืนที่จุดรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็อยู่ใกล้ ๆ กันกับจุดคืน Wifi นี่เอง ตรงนี้มีหลายเจ้าให้เลือก ซึ่งราคาก็ไม่ห่างกันมากนัก เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากันทุกเจ้าเลย ตอนคืนเงิน เอกสารที่ใช้ก็มีเพียง Passport อย่างเดียว เมื่อจัดการคืนเงินเรียบร้อย ผมและเพื่อนร่วมทริปต่างก็กล่าวลาซึ่งกันและกัน และแยกย้ายกันไป ผมนั่งรถไฟฟ้า Airport Link เพื่อกลับบ้าน ส่วนผู้ร่วมทริปก็ไปทำธุระในสนามบินต่อ

การเดินทางของเราได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่นี่ สนามบินสุวรรณภูมิ … จากที่นี่ บินตรงสู่โตเกียว มุ่งหน้าไปถ่ายฟูจิที่คาวากูชิโกะ กลับมาโตเกียวอีกครั้ง ตะลุยชิบุยะ ตลาดปลาทิซึจิ โตเกียวทาวเวอร์ ฮาราจุกุ โอไดบะ โตเกียวสกายทรี อาซากุสะ รปปงงิฮิล จากนั้นก็ข้ามไปภูมิภาคคันไซ ตะลุยปราสาทโอซาก้า ไปถ่ายภาพเครื่องบินที่อิตะมิ ท่องราตรีที่นัมบะ ถ่ายภาพเครื่องบินที่สนามบินคันไซ ไปกินเสต็กที่โกเบ ตะลุยเมืองโบราณที่เกียวโต อาราชิยะมะ วัดทองคินคะคุจิ ตลาดนิชิกิ ศาลเจ้าฟูชิมิอินะริ วัดน้ำใส ย่านกิออง เจดีย์ยาซะกะ และปิดท้ายภูมิภาคคันไซทีีสถานีเกียวโต จากนั้นก็กลับภูมิภาคคันโตอีกครั้ง ไปจังหวัดคะนะงะวะ ไปเยือนคะมะคุระ เอะโอะชิมะ และปิดท้ายที่พิพิธภัณฑ์ราเมน โยะโกะฮะมะ บินกลับเมืองไทยจากฮาเนดะ สู่สุวรรณภูมิ ….

10 วันที่เราผจญภัยกันมา กับทริปถ่ายรูปที่ถึงแม้จะมี Event เกิดขึ้นมามากมายระหว่างการเดินทางก็ตาม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ผมอยากจะเอามาเล่า เอาภาพสวย ๆ มาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ดูได้อ่านกันทั้ง 7 ตอน ผมหวังว่าท่านผู้อ่านจะชอบนะครับ หากมีข้อผิดพลาดอะไรไปบ้าง ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

“การเดินทางจะไม่มีวันสิ้นสุด หากเรายังมีลมหายใจ ยังมีแรงก้าวเดินต่อไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป. ออกมาจากที่เดิม ๆ มาสะพายกระเป๋า ไปท่องเที่ยวเปิดโลกของเราให้กว้างกว่าเดิมกันเถอะครับ”


 อ่านบทความเสร็จ อย่าลืมดู Video Clip นี้กันด้วยนะครับ

Story by
PocketTH : http://www.pocket.in.th/blog

Photos by
PocketTH : http://www.pocket.in.th
Flying Journey : http://www.flyingjourney.net

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.