มาทำความรู้จักเครื่องบิน Boeing 787-9
ลำใหม่ของการบินไทยกันเถอะ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2017 ผมได้รับโอกาสจากการบินไทย ให้เข้าไปชมเครื่องบิน Boeing 787-9 ลำใหม่ล่าสุดที่เพิ่งรับมอบมาสด ๆ ร้อน ๆ จากบริษัท Boeing สหรัฐอเมริกา ที่อาคารฝ่ายช่างการบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเมื่อผมได้รับโอกาสดี ๆ แบบนี้แล้ว ผมจึงไม่อยากพลาดที่จะมาเขียนบทความเล่าเรื่องราวของเครื่องบินลำนี้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบข้อมูลที่น่าสนใจที่ทางการบินไทยได้เล่าเรืองราวของเครื่องบินลำนี้ว่า มีดีอะไร แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้คือ Boeing 787-8 อย่างไรบ้าง ลองมาอ่านกันเลยครับ

ก่อนอื่น ขอเชิญชม Video Preview บรรยากาศภายในงานวันนั้นกันก่อนเลยครับ


สำหรับเครื่องบิน Boeing 787 นั้น เป็นเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดรุ่นหนึ่งที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท Boeing ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทโบอิ้งนี้ มีประวัติที่ยาวนานมากว่า 100 ปีแล้วครับ โดยได้ผลิตเครื่องบินมาหลายรุ่น โดยรุ่นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักแน่ ๆ คือ Boeing 747 เจ้าของฉายา ราชินีแห่งท้องฟ้า (Queen of skies) , Boeing 737 ที่เป็นเครื่องบินขนาดกลาง 1 ทางเดิน และ Boeing 777 หรือที่เรียกกันว่า ตองเจ็ด ที่ได้รับความนิยมกันอย่างมาก และรุ่นใหม่ล่าสุดคือ Boeing 787 “Dream)liner” ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและมีสมรรถนะที่สูง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นที่นิยมของสายการบินชั้นนำทั่วโลกเลยครับ

ก่อนหน้านี้ การบินไทยได้มีเครื่องบิน Boeing 787 อยู่แล้ว 6 ลำ ซึ่งทั้ง 6 ลำนั้น เป็นรุ่น Boeing 787-8 ซึ่งให้บริการผู้โดยสารมาแล้ว 3 ปีในหลายเส้นทางการบิน เช่น บริสเบน , เพิร์ธ ,เดลลี, นาโกย่า, ปักกิ่ง, จากาต้า เป็นต้น

สำหรับเครื่องบินที่ Boeing 787 ที่การบินไทยเพิ่งจะได้รับมอบล่าสุดนี้ แตกต่างจาก 6 ลำที่ผ่านมา นั่นคือ เครื่องลำนี้เป็นรุ่น Boeing 787-9 ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Boeing 787-8 โดยใช้จุดเด่นของเครื่องบินรุ่นก่อน บวกกับความยาวของลำตัวที่เพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีใหม่ จึงทำให้เครื่องรุ่นนี้เป็นเครื่องบินที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสายการบิน ผู้โดยสาร และพนักงานผู้ปฏิบัติงานได้อย่างดีเลยครับ

สำหรับเครื่องบิน Boeing 787-9 นั้น ถือว่าเป็นเครื่องบิน “พิสัยไกล” มีความยาวจากรุ่น 787-8 มากกว่าเดิมถึง 6 เมตร (ยาวรวมทั้งหมด 62.8 เมตร) จึงจุผู้โดยสารได้มากขึ้น รวมทั้งหมด 298 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นชั้นธุรกิจ (Royal Silk class) 30 ที่นั่ง ได้ถูกจัดเรียงเป็นแบบ 1-2-1 และชั้นประหยัด (Economy class) 268 ที่นั่ง ได้ถูกจัดเรียงแบบ 3-3-3 พร้อมติดตั้ง Wi-Fi Internet และห้องพักลูกเรือ (Crew rest) เพื่อรองรับการบินพิสัยไกลได้ถึง 14,800 กิโลเมตร สามารถบินตรงจากกรุงเทพสู่ทวีปยุโรป หรือ หลายเมืองในสหรัฐอเมริกา เช่น Seattle หรือ San Francisco ได้เลย

สำหรับเครื่องบิน Boeing 787 นั้น ทาง Boeing ได้ตั้งธงเรื่อง Design Concept เอาไว้ 3 อย่าง คือ

  1. ความสะดวกสบายของผู้โดยสาร

เรื่องของ Passenger Comfort ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของ Boeing 787 ทำให้ Boeing จะต้อง Design เครื่องบินให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าการเดินทางบนเครื่องบิน Boeing 787 มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเครื่องบินในอดีต สิ่งแรกที่ Boeing พยายามทำก็คือ ใช้วัสดุที่เห็น Composite materials (ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เป็น Cabon fiber) ในเครื่องบิน Boeing 787 ใช้ Cabon fiber มากถึง 50% ของวัสดุทุกชิ้นที่ใช้ในการประกอบเครื่องบิน Cabon fiber มีข้อดีที่มีความแข็งแรงมากแต่มีน้ำหนักเบา ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง ความแข็งของ Cabon fiber ทำให้ค่า Cabin altitude น้อยลงได้มากกว่าเครื่องบินรุ่นอื่น ๆ ซึ่งปกติแล้ว เครื่องบินพาณิชย์จะบินอยู่ที่ระดับ 30,000 ถึง 40,000 ฟุต แต่ความสูงใน Cabin ก็จะถูกกดเอาไว้ในระดับหนึ่ง ซึ่งในอดีต เครื่องบินรุ่นอื่น ๆ จะถูกกดเอาไว้ได้ไม่มากนัก แต่เพราะความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบิน Boeing 787 ทำให้ค่า Cabin altitude ถูกกดไว้ได้ที่ 1,800 เมตร หรือประมาณ 6,000 ฟุต เท่านั้น ซึ่งเทียบเท่าความสูงประมาณยอดดอยอินทนนท์ ข้อดีของความสูงระดับนี้ ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในความสูงนี้ มีค่าความชื่นที่สูง มีออกซิเจนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อผู้โดยสารเดินทางในเส้นทางระยะไกล เรื่องนี้ก็จะช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้มาก

Boeing ได้พัฒนาระบบ Air Conditioning โดยระบบ Air Conditioning ของเครื่องบินในอดีตจะนำลมจากเครื่องยนต์มาผลิดอากาศเย็นเข้าไปในเครื่องบิน ลมที่ออกมาจากเครื่องยนต์ จะเป็นลมร้อน เอามาทำให้เย็นลง แต่จะมีความแห้งค่อนข้างมาก หากผู้โดยสารเดินทางไกล ๆ หลาย ๆ ชั่วโมง ก็จะรู้สึกหิวน้ำบ่อย คอแห้ง ผิวแห้ง แสบตา แต่เครื่องบิน Boeing 787 ไม่ใช้ลมจากเครื่องยนต์มาผลิตอากาศ โดยจะใช้ Compressor ต่างหาก ซึ่งจะดูดอากาศจากภายนอกในชั้นบรรยากาศเข้ามาที่ Compressor ตัวนี้ แล้วผลิตอากาศเย็นเข้ามาในห้องโดยสาร ดังนั้นอากาศดังกล่าวจะมีความชื้นค่อนข้างสูง พอมีความชื้นสูง อาการหิวน้ำ คอแห้ง ผิวแห้ง แสบตา ก็จะน้อยลง และที่สำคัญ สามารถลดอาการ Jet lag ได้ดีกว่าเดิมด้วย

พอความชื้นมาก ประกอบกับ Cabin altitude ที่ต่ำ ออกซิเจนเยอะ พอเอามาประกอบกันก็ทำให้ผู้โดยสารเหมือนมีประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางนั่นเองครับ

  1. “All New Design” เปลี่ยนแปลงระบบของเครื่องบินใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายของผู้โดยสาร

Boeing พยายามออกแบบเพื่อให้ผู้โดยสารเกิดความสบายมากที่สุด ระบบ Flight Control ของเครื่องบิน Boeing 787 ถูกออกแบบให้ตอบสนองเร็ว เช่น เมื่อมีอากาศแปรปรวน ระบบ Flight Control จะทำการแก้อัตโนมัติโดยที่นักบินไม่ต้องทำอะไรเลย การสั่นสะเทือนบนเครื่องบิน Boeing 787 เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ก็จะน้อยกว่า ผู้โดยสารก็จะรู้สึกสบายมากขึ้น

  1. “Think Earth” ความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อโลกใบนี้

การ Think Earth ของ Boeing เป็นการรับผิดชอบต่อสังคม จะสังเกตุได้ว่า เครื่องบินรุ่นก่อน ๆ ตรงส่วนท้ายเครื่องยนต์ จะเห็นเป็นแบบกลม ๆ ธรรมดา แต่เครื่องยนต์ของเครื่องบิน Boeing 787 จะเป็นลักษณะคล้ายฟันปลา ซึ่งเรียกว่า Chevron ตัวนี้เป็นตัวที่ช่วยลดเสียงที่ออกจากทางด้านท้ายของเครื่องยนต์ ซึ่งเสียงที่ออกจากทางด้านท้ายเครื่องยนต์ เมื่อผ่าน Chevron ก็จะถูกกระจายแตกแรงเสียงออก ทำให้ลดเสียงรบกวนผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบิน ลดเสียงรบกวนชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ สนามบิน

การที่น้ำหนักเครื่องบินที่เบาขึ้น เผาผลานพลังงานน้อยกว่าเดิม ทำให้การปล่อย Cabon น้อยลงกว่าเดิม ทำให้ลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกลงได้ไปอีก

ระบบถ่ายเทของเสียบนเครื่องบิน เครื่องบิน Boeing 787 จะไม่ทิ้งของเสียออกนอกเครื่้องบินเลย โดยจะมี Tank เก็บของเสียอยู่ในเครื่อง น้ำเสียที่ถูกใช้งานต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าสู่ Tank ตัวนี้


ทีนี้ เราลองมาดูกันครับว่า สายการบิน ผู้โดยสาร และ ผู้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน เช่น นักบิน ลูกเรือ จนถึงช่างอากาศยาน มีมุมมองแบบไหนกับเครื่องบินลำนี้กันบ้างครับ

มุมมองของสายการบิน

การที่เครื่องบิน Boeing 787-9 ลำนี้ มีความยาวของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้านี้ถึง 6 เมตร ทำให้จุผู้โดยสารเพิ่มเติมได้อีกถึง 34 ที่นั่ง จากเดิม 264 ที่นั่ง เป็น 298 ที่นั่ง

ในส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านล่างของเครื่องบิน Boeing 787-9 ถูกออกแบบให้เพิ่มความจุในส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านหน้าและด้านหลัง (Forward and AFT Cargo Compartment) มีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (Maximun takeoff weight) เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมอีก 20 ตัน โดยมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 247.2 ตัน จึงสามารถบรรทุกสินค้าหรือกระเป๋าได้มากขึ้นกว่ารุ่นเดิม

เครื่องบิน Boeing 787 Dream)liner ทำจากวัสดุคอมโพสิทมากกว่า 50% ของโครงสร้างทั้งหมด จึงมีความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้ประหยัดน้ำมันมากกว่าเครื่องบินรุ่นอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกันถึง 20% และด้วยจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้น และอัตราการกินน้ำมันที่ต่ำลง ขึงทำให้ค่าใช้จ่ายต่อที่นั่ง (Cost per seat) ลดลง ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น แถมยังบินได้ไกล สูง และเร็วอีกด้วย

มุมมองของผู้โดยสาร

ที่นั่งในชั้นธุรกิจของ Boeing 787-9 ที่นั่งสามารถปรับเอนได้ถึง 180 องศา (Full flat bed) จัดเรียงที่นั่งแบบ 1-2-1 มีความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ติดตั้งระบบให้ความบันเทิงส่วนตัวที่ทันสมัย เช่นจอภาพ HD ขนาดใหญ่ 16นิ้ว ผ่านระบบให้ความบันเทิง IFE (In flight Entertainment) ของ Panasonic eX3 สามารถเชื่อมต่อกับ USB และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

ที่นั่งชั้นประหยัด จัดเรียงแบบ 3-3-3 พร้อมจอขนาด 11 นิ้ว ด้วยระบบ IFE (In flight Entertainment) ของ Panasonic eX3 ทุกที่นั่งเช่นเดียวกัน

มีบริการ Wi-Fi Internet ผ่าน THAI Sky Connect ให้ผู้โดยสารทุกคนได้ใช้งาน Internet บนเครื่องบิน

มีหน้าต่างที่ขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินรุ่นอื่น และมีระบบม่านหน้าต่างไฟฟ้า ที่ปรับความเข้มได้ถึง 5 ระดับ ทำให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ใหม่ในการชมทิวทัศน์ภายนอกเครื่องบิน

ด้วยโครงสร้างคอมโพสิท และมีรอยเชื่อมต่อที่น้อย ทำให้ทนต่อค่าความแตกต่างระหว่างความกดอากาศภายในและภายนอกลำตัวเครื่อง (Differential pressure) ได้ดีกว่าเครื่องบินรุ่นอื่น โดยโครงสร้างจากคอมโพสิท สามารถทนต่อความแตกต่างความกดอากาศนี้ได้มาก จึงรักษาความกดอากาศภายในห้องโดยสารให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมที่เราคุ้นเคย และยังใส่ความชื้นในอากาศได้มากเพราะปัญหาของสนิมที่ลดลง การเดินทางไกลจึงไม่เกิดอาการเหนื่อยล้าเหมือนเครื่องบินแบบอื่น

การเดินทางสะดวกสบาย นิ่มนวลกว่าเดิม ด้วยการออกแบบของระบบควบคุมการบินด้วยคอมพิวเตอร์ สามารถลดการสั่นสะเทือนได้เมื่อเครื่องบินจำเป็นต้องบินผ่านสภาพอากาศแปรปรวน

การออกแบบส่วนท้ายของเครื่องยนต์แบบฟันปลา (Chevron Nozzle) เพื่อลดความดังของเสียงเครื่องบนต์ทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่อง ผู้โดยสารจึงเดินทางด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ห้องโดยสารขออง Boeing 787 Dream)liner ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างแบบ Mood LED Lighting ให้แสงนิ่มนวล ไม่แสบตา ทำให้ผ่อนคลาย และยังสามารถปรับเฉดสีและความเข้มให้สอดคล้องกับการพักผ่อนและช่วงเวลาในห้องโดยสารได้อีกด้วย

มุมของนักบิน , ลูกเรือ , ช่างอากาศยาน

เครื่องบิน Boeing 787 ได้ถูกออกแบบมาโดยพัฒนาต่อยอดมาจาก Boeing 777 ซึ่งมีใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยผู้ผลิตอย่าง Boeing ยังคงคอนเซ็ปท์การออกแบบ การจัดวางตำแหน่งของอุปกรณ์ แผงควบคุมต่าง ๆ ในห้องนักบินในลักษณะเดิม ทำให้ง่ายต่อการฝึกนักบินที่คุ้นเคยกับ Boeing 777 มาแล้ว เพื่อมาบินกับเครื่อง Boeing 787 จึงทำให้ลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการฝึกของนักบินที่จะเปลี่ยน Type มาบินบนเครื่อง Boeing 787 นอกจากนี้ นักบิน Boeing 787 ยังสามารถบินควบคู่ไปกับเครื่องบิน Boeing 777 ได้อีกด้วย

เรียกได้ว่า “ใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่า” เลยทีเดียวครับ

ด้วยอุปกรณ์ในห้องนักบินที่ทันสมัย ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ช่วยอำนวยความสะดวกทางด้านการบิน มีความแม่นยำมากขึ้น เช่น ระบบ HUD (Head Up Display) ที่ช่วยนักบินไม่ต้องก้มหน้าหรือละสายตาจากการมองผ่านกระจกด้านหน้า เพื่อก้มลงดูเครื่องวัดต่าง ๆ เพิ่มโอกาสในการบินขึ้นลงในทัศนวิสัยต่ำ ๆ

ลดเอกสารกระดาษ (Paperless) โดยติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ ใช้เอกสาร Electronic ทดแทน และใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณความเร็วต่าง ๆ จึงช่วยให้การทำงานง่ายและแม่นยำขึ้น

Boeing 787 มีบริเวณพื้นที่ครัว หรือ Galleys ที่กว้างขวาง พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมอาหาร หรือ Service เช่น เตาอบ เตาไมโครเวฟ เครื่องชงกาแฟ ตู้ทำความเย็น พร้อมช่อองเก็บอุปกรณ์อย่างครบครัน จึงง่ายต่อการทำงานของลูกเรือ

สำหรับ Boeing 787-9 นั้น ยังได้ติดตั้งที่นอน (Crew rest) ของนักบินและลูกเรือ โดยแยกเป็นสัดส่วนจากผู้โดยสาร เพื่อรองรับการพักผ่อนของลูกเรือตามข้อบังคับสากลในเส้นทางการบินระยะไกล

ในมุมมองช่าง การบำรุงรักษาเครื่อง Boeing 787 ถูกออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมเพื่อความแม่นยำ พร้อมระบบตรวจสอบเมื่อมีความผิดพลาด โดยระบบที่ทำงานผิดพลาดจะถูกแยกออกและแทนที่ด้วยระบบสำรอง จากนั้นคอมพิวเตอร์จะรายงานข้ออผิดพลาดผ่านระบบดาวเทียม ลงไปยังช่างหรือหน่วยงานภาคพื้นขณะที่เครื่องบินยังบินอยู่ในอากาศ ทำให้ช่างได้ทราบสถานะของเครื่องบิน และวางแผนเตรียมการซ่อมบำรุงได้ก่อนที่เครื่องจะลงจอดเสียอีก


ขั้นตอนการรับเครื่องบินจากโรงงาน

ก่อนที่สื่อมวลชนและบรรดา Blogger จะได้เข้าไปชมเครื่องบินนั้น ทางการบินไทยก็ได้มีการจัดบรรยายในห้องประชุมกันก่อน และก็มีเรื่องที่น่าสนใจที่ผมคิดว่าน่าจะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านประดับความรู้กัน นั่นคือเรื่องราวของ “ขั้นตอนการรับเครื่องบินจากโรงงาน”

การรับเครื่องบินใหม่ เริ่มต้นจากการที่ ทางบริษัท Boeing จะส่ง Official letter ประมาณ 30 วันก่อนถึงวันรับมอบ เนื้อหาแจ้งประมาณว่า เครื่องบินพร้อมแล้ว เตรียมที่จะส่งมอบได้แล้ว โดยช่วงแรกทีมตรวจสอบจะยังอยู่เมืองไทย ก็จะมีการติดตามผลการทดสอบต่าง ๆ ของโรงงาน เช่น การประกอบเป็นอย่างไรบ้าง การทดสอบระบบต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อถึงประมาณ 10 วันก่อนวันรับมอบ ก็จะมีการจัดทีมเดินทางไปยังโรงงาน Boeing ที่เมือง Seattle สหรัฐอเมริกา. เมื่อมาถึงโรงงาน Boeing วันรุ่งขึ้นก็เริ่มประชุมร่วมกับ Boeing เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับเครื่องบินในเรื่องต่าง ๆ แล้วนักบินทดสอบ ก็จะไปบินกับนักบินของทาง Boeing แล้วทดสอบดูว่า ได้มาตรฐานตามที่วางไว้หรือไม่ การทดสอบก็จะมีตั้งแต่การทดสอบระบบต่าง ๆ แบบปกติ เช่นเครื่องยนต์ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง Landing Gear ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง และเรื่องที่ผิดปกติ เช่น การทดสอบการดับเครื่องยนต์ในอากาศ ว่าหากดับเครื่องยนต์ในอากาศแล้ว เครื่องยนต์จะต้อง Restart ได้ หากพบปัญหาอะไรที่ผิดปกติ นักบินก็จะบินกลับมาเพื่อตรวจสอบทันทีเพื่อแก้ไข แล้วจะบินทดสอบอีกครั้งในวันถัดไป โดยการบินทดสอบนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งการบินทดสอบนั้นจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าเครื่องบินนี้ได้มาตรฐานสมบูรณ์ 100%

ขั้นตอนต่อมาก็จะเป็นการทำ Ground Test หรือที่ทาง Boeing เรียกว่า Customer walk เป็นการตรวจสอบระบบเครื่องบินในขณะที่อยู่กับที่บนพื้น โดยจะแบ่งเป็น 3 ทีม ได้แก่

  1. ทีมนักบิน จะตรวจสอบระบบต่าง ๆ ใน Flight Deck โดยจะตรวจสอบระบบต่าง ๆ ทุกระบบให้ Complete 100% ถึงจะยอมรับ
  2. ทีม Cabin Technical Crew จะดูเรื่อง Interior เป็นหลัก เช่น เรื่องของที่นั่ง เรื่องระบบ In Flight Entertainment (IFE) เรื่อง Galley หรือห้องครัวบนเครื่องบิน , ห้องน้ำ รวมถึงระบบต่าง ๆ จนไปถึงความเรียบร้อยโดยรวมของเครื่องบิน และแน่นอนว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ 100% ถึงจะยอมรับ
  3. ทีมฝ่ายช่าง ก็จะเน้นตรวจพวกเครื่องยนต์ ปีก ล้อ ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของช่างอากาศยาน ต้องสมบูรณ์ 100% ถึงจะยอมรับเช่นกัน

ทั้ง 3 ทีมนี้ ใช้เวลาตรวจ 1 วัน เมื่อตรวจเสร็จแล้ว ทั้ง 3 ทีมก็จะมาประเมินกันว่า เครื่องพร้อมไหม ถ้าหากพร้อม วันรุ่นขึ้นก็จะบินตามกำหนดการเลย แต่ถ้าหากไม่พร้อม ทีมตรวจรับก็จะให้ทาง Boeing แก้ปัญหาให้ก่อนแล้ววันถัดไปถึงจะบิน

เมื่อการทดสอบต่าง ๆ สมบูรณ์จนเป็นที่พอใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการ Clear document หรือจัดการเรื่องเอกสาร ซึ่งเครื่องบินใหม่ จะมีรายละเอียดเยอะ จึงเป็นงานที่ละเอียดมาก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการจดทะเบียนส่งมอบความเป็นเจ้าของ เมื่อมีการชำระเงินกันเรียบร้อย เอกสารต่าง ๆ ส่งมอบความเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว ก็จะบินกลับประเทศไทย ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางจากอเมริกามายังเมืองไทยประมาณ 15 ชั่วโมง หากระหว่างทำการบินเกิดมีปัญหา ก็จะมีการประเมินดูว่า ควรจะบินกลับไปยังโรงงาน Boeing อีกครั้งหรือไม่

ยกตัวอย่างในกรณีเหตุการณ์ของเครื่องบินลำนี้ วันที่บินกลับ นักบินได้บินออกจากสนามบิน Paine Field เมือง Everett สหรัฐอเมริกา บินกลับเมืองไทยได้ประมาณ 30 นาที นักบินได้พบความผิดปกติของค่าน้ำมันเครื่องยนต์ เมื่อปรึกษากันแล้ว จึงได้ตัดสินใจบินวนกลับไปที่โรงงาน Boeing อีกครั้ง เพื่อเข้ารับการตรวจสอบ โดยกัปตันเล่าว่า มันก็เหมือนเราซื้อรถออกจากศูนย์ใหม่ ๆ เมื่อเราขับไปได้ซักพัก เจอสิ่งผิดปกติ ก็ไม่แปลกที่เราจะขับรถกลับไปยังศูนย์อีกครั้งเพื่อให้ศูนย์ตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งทาง Boeing ได้ทำการ Service ให้เป็นอย่างดี โดยใช้ระยะเวลาตรวจเช็คความผิดปกตินี้ประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงต้องทำการวาง Flight plan ใหม่อีกครั้ง แล้วเดินทางกลับเมืองไทยในวันถัดไป


ความแตกต่างระหว่าง Boeing 787-8 และ 787-9

– ความยาวของตัวเครื่อง ยาวขึ้น 6 เมตร ความกว้างของปีก เท่าเดิม ความสูงเท่าเดิม ใน Flight deck เหมือนกันทุกประการ ทำให้นักบินไม่ต้องไปฝึกเพิ่มเติม

– การบินไทย มีเครื่องบิน Boeing 787-8 อยู่ 6 ลำ ใช้งานมาแล้ว 3 ปี

– ความยาวของตัวเครื่อง ยาวขึ้น 6 เมตร ส่วนที่ต่อขยายขึ้นมาคือ ส่วน Nose Section กับ Tail Section จะยื่นออกไปส่วนละประมาณ 3 เมตร ทำให้จุที่นั่งได้เพิ่มขึ้น โดยเครื่องบิน Boeing 787-8 ของการบินไทย มีที่นั่งทั้งหมด 264 ที่นั่ง แบ่งเป็น Royal Silk (ชั้นธุรกิจ) 24 ที่นั่ง และ Economy (ชั้นประหยัด) 240 ที่นั่ง แต่ใน Boeing 787-9 ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นมาอีก 34 ที่นั่ง แบ่งเป็น Royal Silk (ชั้นธุรกิจ) 30 ที่นั่ง และ Economy (ชั้นประหยัด) 268 ที่นั่ง จึงมีที่นั่งรวม 298 ที่นั่ง

– ในเรื่องพิสัยการบิน เนื่องจาก Boeing 787-9 ได้พัฒนาระบบต่าง ๆ ออกมาให้ดีกว่า Boeing 787-8 ทำให้มีพิสัยการบินที่ไกลกว่า ซึ่งเครื่องบินทั้ง 2 รุ่นนี้ ความจุเก็บน้ำมันนั้นมีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 101 ตัน) แม้เครื่อง Boeing 787-9 จะมีลำตัวยาวกว่าง น้ำหนักมากกว่า แต่ก็บินได้ไกลกว่า เพราะได้พัฒนาเรื่องต่าง ๆ เช่น Flaps ที่ปีก โดยมี Flaps มากกว่าเครื่องบินรุ่น 787-8 อีก ซึ่ง 787-8 มี Flaps อยู่ 6 ระดับ คือ 1, 5 , 15 , 20 , 25 , 30 ส่วนรุ่น 787-9 ได้เพิ่มค่า Flaps มาอีก 3 ระดับ คือ 10 , 17 , 18 ทำให้มีเป็น 9 ระดับ นักบินจึงเลือกค่า Flaps ที่เหมาะสมแต่ละสนามบินที่ใช้ในการบินไต่ระดับได้ดีกว่าเดิม

– อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับ Main Landing Gear Door คือเรื่องการ Pre-Open การทำงานของระบบนี้คือ เมื่อเครื่องบินยกตัวสู่อากาศใน 1 วินาทีแรกนั้น Main Landing Gear Door ก็จะทำการเปิดอัตโนมัติ เพื่อรอให้นักบินสั่งเก็บ Gear หรือส่วนล้อเครื่องบินได้ทันที ซึ่งปกติแล้ว หากเป็นเครื่องบินรุ่นอื่น เวลานักบินจะเก็บล้อเครื่องบิน ส่วนประตูเก็บล้อก็จะต้องถูกเปิดออกมาก่อน แล้วถึงจะเก็บล้อได้ แต่หากเป็นระบบ Pre-Open นี้ เมื่อนักบินสั่งเก็บล้อ ล้อก็จะถูกเก็บทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้ประตูเปิดออกก่อน เพราะมันถูกเปิดรอเอาไว้อยู่แล้วตั้งแต่ 1 วินาทีแรกที่เครื่องบินยกตัวสู่อากาศ ทำให้ประหยัดเวลาได้ 3-5 วินาที ซึ่งดูเหมือนน้อย แต่เมื่อดูเรื่อง Performance เพียง 3-5 วินาทีนี้ ทำให้เครื่องบินได้ไต่ระดับได้อย่างเต็มที ก็ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้หลัก 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว

– Boeing 787-9 ของการบินไทย ได้ติดตั้งระบบ Wi-Fi เข้าไปด้วย โดยใช้ระบบ X-Connect ของ Panasonic ซึ่งผู้โดยสารสามารถใช้งาน Wifi On Board ได้ผ่านบริการ THAI Sky Connect ส่วน Boeing 787-8 ก่อนหน้านี้จะไม่มี Wi-Fi ให้บริการบนเครื่องบิน แต่การบินไทยมีแผนจะติดตั้งระบบ Wi-Fi เพิ่มเข้าไป โดยจะทะยอยติดตั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 นี้เป็นต้นไป คาดว่าในปีหน้า เครื่องบิน Boeing 787 ทุกลำของการบินไทย จะมีบริการ Wi-Fi ให้บริการ

สำหรับเครื่องบิน Boeing 787-9 ลำที่สอง HS-TWB นามพระราชทาน “พรหมบุรี” มีกำหนดการรับมอบวันที่ 24 ตุลาคม 2017


เป็นอย่างไรบ้างครับ ชอบกันไหมครับกับเครื่องบินลำใหม่ล่าสุดของการบินไทย Boeing 787-9 ลำนี้ โดยส่วนตัวแล้ว เท่าที่ไปสัมผัสมาก็นับว่าน่าสนใจเลยทีเดียวครับ มองด้วยตาแล้ว เครื่องมีความยาวกว่ารุ่นก่อนหน้านี้คือ Boeing 787-8 จนรู้สึกได้เลยครับ และยังแอบคิดว่า รุ่น 787-9 นี้ มันดูสมส่วนกว่ารุ่นก่อนที่ผมรู้สึกว่ามันสั้นไปหน่อย อีกทั้งผมยังได้ไปดูที่นั่งของชั้นธุรกิจแบบใหม่ ก็รู้สึกว่าน่าสนใจอยู่เหมือนกัน รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวกว่าเดิม เพราะจัดที่นั่งแบบ 1-2-1 ซึ่งต่างจาก Boeing 787-8 ที่จัดที่นั่งแบบ 2-2-2 แถมที่นั่งยังเป็นแบบก้างปลา จอ IFE สามารถพับออกมาใช้งานและเก็บเมื่อไม่ใช้งานได้ด้วย สำหรับใครที่อยากจะอ่านเรื่องราวของเครื่องบินรุ่นก่อนหน้านี้ Boeing 787-8 ที่ผมเคยเขียนบทความเอาไว้แล้ว ซึ่งมีเรื่องราวบางเรื่องที่ผมไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ เช่น เรื่องที่นั่งชั้นประหยัด , Galley ที่ลูกเรือทำงาน รวมไปถึงเรื่องราวที่น่าสนใจที่มีเฉพาะในเครื่อง Boeing 787-8 รุ่นนี้ ท่านผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://pantip.com/topic/32366308 ได้เลยครับ

สำหรับเที่ยวบินในช่วงแรกที่เครื่องบิน Boeing 787-9 จะให้บริการบินนั้น ในช่วงปลายเดือนกันยายน จะบินในเส้นทางในประเทศก่อน เช่น กรุงเทพ ฯ – เชียงใหม่ , กรุงเทพ ฯ – ภูเก็ต แล้วเดือนตุลาคม ก็จะเริ่มบินในเส้นทางต่างประเทศ เช่น กรุงเทพ ฯ – สิงคโปร์ และช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน ก็จะเริ่มบินเส้นทางที่ไกลขึ้น อย่าง กรุงเทพ ฯ – โอ๊กแลนด์ ครับ

** เนื้อหาในบทความนี้ อ้างอิงจากเอกสารและคำบรรยายจากงานพิธีของการบินไทย ที่เปิดให้สื่อมวลชนและ Blogger เข้าไปชมในวันดังกล่าวครับ

ขอขอบคุณ กัปตัน กิตติวัจน์ มงคลพฤฒางกูร  , กัปตัน อภิลักษณ์ เพิ่มผล สำหรับการบรรยายเนื้อหาข้อมูล และ กัปตัน ทิฆัมพร สุรังษี สำหรับเอกสารเนื้อหาอ้างอิงประกอบบทความนี้ และที่ขาดไม่ได้เลย ขอขอบคุณ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน พี่แก้ว ฝ่ายการตลาดดิจิทัล ที่ได้ให้โอกาสผมเข้าไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.