“Hiroshima” เพียง 1 วันก็เที่ยวได้
แค่นั่งรถไฟสบาย ๆ จาก Osaka

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกับบทความท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยผม PocketTH อีกเช่นเคย สำหรับบทความท่องเที่ยวญี่ปุ่นตอนนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวเมือง Hiroshima ในแบบ 1 Day Trip กันครับ การเที่ยว Hiroshima ในแบบไปเช้า-เย็นกลับ จากเมือง Osaka นั้น เราสามารถเที่ยวที่ไหนได้บ้าง ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงผมขอแถมท้ายด้วยบทความเที่ยวเมืองเกียวโตอีก 1 วันในวันสุดท้ายของทริปนี้ ซึ่งผมถือเป็นของแถมของบทความนี้ แน่นอนครับว่า บทความนี้ พออ่านจบ ก็สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อเที่ยวตามรอยได้ทันทีเช่นเคยครับ

สำหรับบทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของทริป Kansai+Hiroshima 2016 โดยเป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากบทความซีรี่ย์ชุดเที่ยวญี่ปุ่นปี 2016 ซึ่งได้รับการสนับสนุนการเดินทางจากสายการบิน Thai Airasia X นิตยสาร WAttention Thailand และ Pocket Wifi จาก Wise World Wifi ครับ

เอาหละ เกริ่นนำมาพอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาอ่านแล้วเที่ยว Hiroshima ผ่านบทความนี้ไปด้วยกันเลยครับ Let’s Go !!!


ก่อนอื่น มาชม Video Preview ประกอบบทความนี้กันก่อนครับ

 เช้าวันที่ 25 มีนาคม 2016 ณ Shin-Osaka Station

เช้านี้อากาศดีมาก มีแดดดี อุณหภูมิเย็นสบาย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเกือบ ๆ 20 องศาแล้วหละ เราสองคนเดินจากที่พักไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อนั่งรถไฟ Shinkansen ไปยังเมือง Hiroshima ตามแผนที่วางเอาไว้ เมื่อถึงหน้าสถานี เราก็พบกับตลาดนัดเล็ก ๆ ที่คนท้องถิ่นเอาของมือสองมาวางขายบนพื้น เราเห็นว่าน่าสนใจดีเลยเดินเที่ยวเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะของที่เอามาวางขายนั้น เป็นพวกของเก่า เสื้อผ้าเก่า ที่ดูไม่ค่อยน่าดึงดูดเงินในกระเป๋าเราเท่าไร เราจึงเดินขึ้นสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟ Shinkansen ตามแผนเดิมที่วางเอาไว้

ในตอนแรกผมวางแผนไว้อย่างสวยหรูว่า เราจะซื้อข้าวไปทานบนรถไฟเป็นมื้อเช้า นั่งทานข้าวไป ดูวิวข้างทางไป มันคงฟินน่าดู แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ได้พบกับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เช้านี้เป็นเวลาเร่งด่วน มีคนโดยสารรถไฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งสังเกตุได้ตั้งแต่ภายในสถานีรถไฟเลยครับ คนแน่นจริง ๆ ผมจึงตัดใจเรื่องข้าวกล่องรถไฟไป เพื่อรีบไปยังชานชาลา แล้วถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นดูว่า รถไฟขบวนไหนไป Hiroshima ได้บ้าง พอถามพนักงานปุ๊ป พนักงานก็ชี้เลยว่า ขบวนนี้แหล่ะ แล้วให้รีบขึ้น เพราะรถไฟกำลังจะออกแล้ว ผมก็ตกใจสิครับ เลยรีบขึ้นรถไฟไปโดยไม่ทันคิดว่า เรารอเที่ยวถัดไปก็ได้ พอขึ้นไปปุ๊ปก็พบว่า มีคนเยอะมาก เยอะจนไม่มีที่นั่ง แล้วรถไฟก็ปิดประตู ออกเดินทางโดยที่เราไม่ทันได้คิดเรื่องขอออกไปรอขบวนถัดไป และเพราะเราใช้ Pass ตัวนี้ ที่ไม่สามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้ เราจึงจำเป็นต้องยืนไปตลอดทาง จนรถไฟไปถึงเมือง โอคายามะ กว่าจะมีที่นั่งให้เรานั่งเลยครับ

เมื่อเราได้ที่นั่งแล้ว เราก็นั่งพักผ่อนให้หายเมื่อย เพราะอีกไม่นาน ก็จะถึงสถานีถัดไปที่เราจะต้องลงแล้ว นั่งคือ สถานี Hiroshima นั่นเอง เป็น 2 ชั่วโมงการเดินทางที่น่าจดจำจริง ๆ ยืนบนรถไฟ Shinkansen เป็นชั่วโมงแบบนี้เนี่ย

“จากฝันสวยหรู ที่จะกินข้าวชมวิวบนรถไฟ
กลายเป็นฝันร้ายที่ต้องมายืนเมื่อยบนรถไฟเพราะไม่มีที่นั่งแทน”

เมื่อถึงสถานี Hiroshima เราจึงลงจากรถไฟ Shinkansen เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวจุดแรก นั่นคือ เกาะอิสึกุชิมะ หรือที่รู้จักกันว่า เกาะมิยะจิมะ อันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ที่มีเสาโทริอิตั้งอยู่กลางทะเล อันเป็นหนึ่งใน Land Mark ที่สำคัญและโด่งดังแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น วิธีการเดินทางก็ไม่ยาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ใช้ Kansai-Hiroshima Area pass แล้ว ยิ่งสบาย เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางตั้งแต่สถานี Shin-Osaka มา Hiroshima ด้วย Shinkansen รวมไปถึงการโดยสารรถไฟสาย JR และ ค่าโดยสารเรือข้ามเกาะของบริษัท JR นั้น รวมอยู่ใน Pass ตัวนี้ทุกอย่างหมดแล้ว เรียกได้ว่า ถือ Pass ตัวนี้ เบ่งขึ้นรถไฟ ขึ้นเรือ ได้สบาย ๆ เลยครับ


Itsukushima island (Miyajima island)

 

ชื่อสถานที่ : เกาะอิสึกุชิมะ (เกาะมิยะจิมะ)
เว็บไซต์ : http://visit-miyajima-japan.com/en/http://jr-miyajimaferry.co.jp/en/
Location : https://goo.gl/maps/jtQ3v9Hcwao
ค่าใช้จ่าย : ค่าเรือข้ามเกาะ 180 เยน (ฟรี หากใช้ JR Kansai-Hiroshima Area Pass)
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Hiroshima ให้นั่งรถไฟสาย JR มาลงที่สถานี Mijamimaguchi แล้วเดินตามป้ายมาเรื่อย ๆ เพื่อยังมาที่ท่าเรือข้ามเกาะ แล้วเข้าคิวขึ้นเรือ โดยเรือของบริษัท JR จะมีทุก 15 นาที เมื่อนั่งเรือข้ามเกาะมาแล้ว ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

สำหรับเกาะอิสึกุชิมะนั้น ผมเคยอ่านข้อมูลมาก่อนแล้วทราบมาว่า เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนยกย่องว่าเป็นดินแดนของเหล่าเทพเจ้า แม้แต่ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ก็ไม่ได้สร้างบนแผ่นดินของเกาะนี้ ต้องสร้างในทะเลอย่างที่เราเห็นกัน โดยเฉพาะเสาโทริอิที่อยู่กลางทะเลอย่างเด่นชัด มีกวางป่า ซึ่งถือเป็นผู้ส่งสารจากเทพเจ้า ประวัติคร่าว ๆ ของเกาะนี้ก็ประมาณนี้ครับ

เมื่อผมมาถึงเกาะแห่งนี้ สิ่งแรกที่ผมเห็นเลยคือ ที่นี่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เดินออกมาแป๊บนึง ก็เจอกวางป่าที่ผมกล่าวถึงเอาไว้คอยต้อนรับเรา แน่นอนว่า เราไม่พลาดที่จะเดินไปทักทายมัน. ความเห็นส่วนตัวแล้ว เมื่อเทียบกับกวางที่เมืองนารา กวางที่เกาะอิสึกุชิมะแห่งนี้ “เชื่องมากกว่าเยอะ” เลยครับ คือเข้าไปใกล้ได้ ไปลูบตัวได้ ดูสงบนิ่งกว่าเยอะ เพียงแต่ต้องระวังอยู่เรื่องเดียวคือ อย่าทำให้มันตกใจ และ อย่าเผลอเป็นอันขาด เพราะกวางที่นี่ชอบขโมยของในกระเป๋าเราครับ ผมโดนมาแล้ว กระดาษเช็ดมือที่ผมเก็บไว้ในกระเป๋า โดนกวางที่นี่ย่องเบามาฉกด้วยปากของมันโดยที่ผมไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เรียบร้อยแล้วครับ …

“กวางที่นี่กินกระดาษเช็ดมือด้วย ระวังด้วยนะ”

ที่นี่มีร้านค้าอยู่มากมายคอยต้อนรับเรา รวมไปถึงของกินที่มีอยู่เรื่อย ๆ ตลอดทางเดินเลียบทะเลที่มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ทำเอาเราถึงกับอดใจไม่ไหว แวะชิมกันอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งของขึ้นชื่อที่นี่คือ หอยนางรม สด ๆ นี่แหล่ะครับ ผมแวะร้านนึง ผมเห็นหอยนางรมสด ๆ ที่เขากำลังย่าง แล้วราดซอสโชยุในตอนท้ายอย่างที่ผมเคยเห็นในรายการทีวีญี่ปุ่นเป๊ะ ๆ มันอยู่ตรงหน้าผมแล้ว !! สั่งสิครับ จะรออะไร สั่งมาทานกับแฟนกันคนละ 1 ตัว พอได้ทานปุ๊ป … อร่อยจริงครับ รสชาติมันก็หอยนางรมนี่แหล่ะ แต่มันอร่อยกันคนละแบบกันกับที่เมืองไทยนะ มันอร่อยในแบบฉบับญี่ปุ่นด้วยรสโชยุ หากถามผมว่า ผมชอบแบบไหนมากกว่า คำตอบคือ มันเทียบกันไม่ได้ครับ มันอร่อยกันคนละสไตล์ แต่ถ้าหากถามว่า แบบไทยกับแบบญี่ปุ่นอันไหนถูกปากมากกว่า แน่นอนครับ ผมเลือกแบบไทย หอยนางรมสุราษ ฯ บ้านเรา พร้อมน้ำจิ้มซีฟูดและเครื่องเคียง ถูกปากคนไทยอย่างผมอยู่แล้ว. จากนั้นก็ดูร้านใกล้ ๆ ก็เจอหอยนางรมเสียบไม้ย่าง ทาด้วยซอสอะไรซักอย่างที่รสชาติโอเค และมีร้านขายเนื้อย่างเสียบไม้ที่ส่งกลิ่นหอมหวลไปทั่วบริเวณริมทะเลที่ผมนั่งทานอยู่แถวนั้น จึงอดใจไม่ไหวที่จะซื้อมาลองทานดู ซื้่อมาเสร็จก็รีบทานทันที พอได้กัดลงเนื้อที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำของเนื้อ แต่… เนื้อเหนียวมาก เหนียวจนทานต่อไม่ไหว จนรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาทันที. เอาเป็นว่า หากใครมาเที่ยวที่นี่ ผมแนะนำให้ลองทานเมนูหอยนางรมดูนะครับ ไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้ว ก็ต้องลองของท้องถิ่นให้ได้ครับ

“ทานของกินเล่นริมทะเลไป ดูกวางเพลิน ๆ ฟังเสียงคลื่นทะเลไปด้วย มันดีงามสุด ๆ เลยหละ”


เดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็ใกล้ถึงศาลเจ้าอิสึกุชิมะแล้ว ผมก็พบกับเหล่าซามูไร ยืนโชว์ตัวอยู่แถวริมตลิ่ง เคียงคู่กับเสาโทริอิของศาลเจ้าอิสึกุชิมะเป็นฉากหลังอย่างลงตัว ผมจึงไม่พลาดที่จะแวะถ่ายรูปมาให้ดู และในจุดนี้เอง ก็เป็นที่ขึ้นเรือที่จะพาเราไปชมและลอดเสาโทริอิของศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลอีกด้วย เท่าที่ผมเข้าใจ น่าจะให้บริการเฉพาะในช่วงเวลา”น้ำขึ้น” เท่านั้น เพราะหากเป็นช่วง “น้ำลง” เราสามารถเดินลงทะเลได้ไปจนถึงเสาโทริอิแห่งนี้เลยครับ. เดินมาต่ออีกนิด ก็เจอจุดถ่ายรูป “มุมมหาชน” ที่เป็นจุดถ่ายรูปเสาโทริอิของศาลเจ้าอิสึกุชิมะที่สวยงามมุมหนึ่งเลยหละครับ ในตรงนี้เอง มีนักท่องเที่ยวมากมายที่แวะถ่ายรูป รวมถึงเราสองคนด้วย ต่างก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเล็กน้อย ซึ่ง ณ จุดนี้เอง ที่ผมโดนกวางย่องมาฉกกระดาษเช็ดมือในกระเป๋าสะพานกล้องของผม ในขณะที่ผมถ่ายรูปอยู่เพลิน ๆ นั่นเอง …

“ถ่ายรูปตรงนี้ เพลินมาก แต่ระวังกวางกันด้วยนะ”

เดินมาอีกนิด ก็ถึงทางเข้าศาลเจ้าอิสึกุชิมะแล้วครับ ผมจัดการจ่ายเงินค่าผ่านประตูเรียบร้อย ก็ทำขั้นตอนที่ควรทำเมื่อมาศาลเจ้า นั่นคือ การล้างมือล้างปากให้สะอาดก่อนเข้าเขตศาลเจ้านั่นเอง เมื่อเข้าเขตศาลเจ้าปุ๊ป ทางเดินก็เป็นไม้ที่ลอยอยู่บนทะเลแล้วครับ เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินบนเกาะตามที่ผมเล่าไว้แล้วก่อนหน้านี้นั่นเอง บรรยากาศทางเดินของศาลเจ้าแห่งนี้นับว่าดีอยู่เหมือนกันครับ สวยดี แต่มีบางช่วงที่มีการบูรณะปรับปรุงกันอยู่บ้าง เดินไปไม่นาน ก็ถึงจุดหลักของศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้มาเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์กัน และผมก็เซอร์ไพส์เล็กน้อยที่ในตอนที่ผมไป มีพิธีงานแต่งงานอยู่พอดี ก็เลยถ่ายภาพมาเล็กน้อย แล้วก็ไปยังจุดต่อไป คือจุดถ่ายภาพมุมมหาชนอีกจุดหนึ่ง นั่นคือ ทางเดินยื่นไปยังเสาโทริอิกลางทะเล ในมุมนี้ เราจะเห็นเสาโทริอิด้านหน้าอย่างเด่นชัด โดยมีฉากหลังเป็นเกาะฮอนชู อันเป็นแผ่นดินใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมุมนี้มีนักท่องเที่ยวมาเข้าคิวถ่ายรูปอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่า นักท่องเที่ยวอย่างเราสองคนก็ต้องไม่พลาดที่จะไปเข้าคิวกับเขาบ้าง. ตรงนี้สิ่งที่ผมรู้สึกแปลกแต่รู้สึกดีอยู่อย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวที่ต่อคิวกันอยู่นั้น จะช่วยกันถ่ายภาพให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ตรงหน้าให้ และคนที่อยู่คิวต่อถัดไปจากเรา ก็จะช่วยถ่ายรูปให้เรา เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอย่างอัตโนมัติเลยครับ แน่นอนครับว่า ผมถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวที่อยู่คิวด้านหน้าผมให้ และ นักท่องเที่ยวที่อยู่ด้านหลังต่อจากเรา ก็ช่วยถ่ายรูปเราสองคนให้ด้วย รู้สึกแปลกแต่ก็รู้สึกดีจริง ๆ ครับ วัฒนธรรมการเข้าคิวเพื่อถ่ายภาพมุมมหาชนแบบนี้.

เมื่อเราถ่ายรูปที่มุมมหาชนจนเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินออกจากศาลเจ้าแห่งนี้ ระหว่างทางเดินออกก็มีอะไรให้ดูเพลินตาอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งผมได้ออกจากศาลเจ้า ก็เข้าสู่บรรยากาศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง มีร้านค้าที่จำหน่ายของที่ระลึกตั้งอยู่แถวทางออกนี้อยู่พอสมควร ซึ่งผมยังไม่สนใจ ผมจึงเดินไปด้านในอีกนิดหน่อย แล้วเห็นซอยเล็ก ๆ ซอยหนึ่ง ผมมองเข้าไปดู … ข้างในมีของดีครับ ผมจึงเดินเข้าซอยนั้นไปโดยไม่ลังเล เพราะสิ่งที่ผมเห็นนั้นคือ “ต้นซากุระที่เบ่งบานดอกอย่างสวยงามอยู่หลายต้นอยู่ท้ายซอยนี้” และนี่คือสิ่งที่เราไม่คาดคิดครับว่าจะมีที่ตรงนี้อยู่ด้วย ตรงนี้เป็นเหมือนตีนเขา มีต้นซากุระอยู่หลายต้นที่เหมือนจะเป็นสวนเล็ก ๆ เลย ในจุดนี้เอง “แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย” คือไม่มีความวุ่นวายใด ๆ เราสองคนถ่ายรูปพร้อมกับต้นซากุระกันอย่างเพลิดเพลินซักพักใหญ่เลยหละ จนกระทั่งเราพอใจแล้ว เราจึงเดินย้อนกลับมาทางเก่า เพื่อไปยังย่านร้านค้าที่มีอยู่มากมายในบริเวณนี้ เราแวะซื้อของฝากกันเล็กน้อย เช่น เสื้อยืด และ แก้วน้ำชา ลายเสาโทริอิกลางทะเลเป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่งเราได้มาถึงเกาะแห่งนี้แล้วและรู้สึกประทับใจมาก จนอยากเล่าให้ท่านผู้อ่านได้มาตามรอยกัน

เดินมาก ๆ ชักเริ่มจะหิวแล้ว ผมจึงแวะทานอาหารที่ร้านอาหารท้องถิ่นแถวนั้นดู เราสั่งอาหารง่าย ๆ เร็ว ๆ มาทาน ก็คือ อุด้งหอยนางรม และ หอยนางรมชุบแป้งทอด มาทานกัน ซึ่งรสชาติก็อร่อยดี หอยนางรมสด ๆ ในอุด้งนั้นเยี่ยมยอดมาก หอยนางรมชุบแป้งทอดก็โอเคเลย ทานเสร็จเราก็เดินตามทางเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดถ่ายรูปมุมมหาชนของเสาโทริอิอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นช่วงเวลาน้ำกำลังลง ทำให้มีนักท่องเที่ยวกำลังเดินเล่นอยู่ในทะเลด้วย ผมจึงไม่พลาดที่จะเก็บภาพบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่งมาให้ดูกัน

เราเดินย้อนกลับมาทางเก่าและเข้าสู่ย่านร้านค้าอีกครั้ง คราวนี้มีร้านค้าอยู่เต็มสองข้างทางไปหมด มีทั้งของกินและของใช้ให้เลือกซื้อละลายเงินเยนกันอย่างไม่ยั้งเลยครับ ซึ่งผมได้เจอร้านขนมร้านหนึ่ง ซึ่งร้านนี้เขาใช้เครื่องทำขนมอัตโนมัติในการทำขนม ผมยืนดูอยู่ซักพักนึงด้วยความสนใจ และก็ได้ลองชิมจากจุดที่เขาให้ลองทานฟรี “เออ อร่อยดีแฮะ” ผมจึงตัดสินใจซื้อมาทานเล่น แล้วพนักงานหน้าร้านก็เชิญชวนเราให้เข้าไปนั่งทานด้านในร้าน ซึ่งมีบริการน้ำชาร้อนฟรี มีที่นั่งให้ และมีสวนญี่ปุ่นสวย ๆ ที่สร้างบรรยากาศในการ “จิบน้ำชา ทานขนม ดูวิวสวนญี่ปุ่น” จนทำให้เรา “ฟิน” กันอย่างบอกไม่ถูก … หากใครมาเที่ยวที่นี่ แล้วเจอร้านขนมนี้ที่เขามีเครื่องทำขนมใหญ่ ๆ ทำโชว์หน้าร้าน อย่าลืมเข้าไปซื้อขนมที่เขาทำเสร็จใหม่ ๆ แล้วไปทานด้านใน จิบน้ำชาฟรี ๆ ชมวิวสวนญี่ปุ่นสวย ๆ กันด้วยนะครับ แนะนำว่าห้ามพลาด !!

หลังจากฟินเว่อร์กับการจิบน้ำชากับขนมอร่อย ๆ แล้ว ก็ได้เวลาเดินออกมาด้านนอกร้าน เพื่อเดินทางกลับไปยังท่าเรือ แต่ระหว่างทางนั้นก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ตลอด ทั้งหอยนางรมสด ๆ ที่มีให้เลือกทานอยู่หลายร้าน และก็มีทัพพีไม้ขนาดใหญ่มาก ตั้งแสดงในย่านการค้าแห่งนี้ด้วย ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมเคยดูรายการทีวีรายการหนึ่งเขาบอกว่า ที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่องของการทำทัพพีไม้ด้วย พอนึกย้อนกลับไปก็รู้สึกเสียดายที่ผมไม่ได้ซื้อกลับมาใช้เป็นที่ระลึกซักอันเหมือนกันนะเนี่ย

เราเดินกันอีกนิด ไม่นานก็ถึงท่าเรือแล้วครับ เราจึงเข้าคิวเพื่อขึ้นเรือ พอได้เวลาขึ้นเรือ ก็แสดง Pass ให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วก็ผ่านขึ้นเรือกันอย่างสบาย ๆ เรานั่งเรือกลับเข้าฝั่งแผ่นดินเกาะฮอนชูอีกครั้ง แล้วรีบเดินทางไปยังสถานีรถไฟ Mijamimaguchi ซึ่งเป็นสถานีเดิมที่เรามาในตอนแรกนั่นแหล่ะครับ แต่คราวนี้ เราต้องขึ้นบันไดข้ามทางรถไฟไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อขึ้นรถไฟขบวนที่จะพาเราไปยังเมือง Hiroshima โดยบันไดนี้ “อยู่ภายในสถานีรถไฟ” นะครับ ไม่ต้องไปเดินหานอกสถานีรถไฟ. เราโชว์ Pass ให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วเข้ามาด้านใน มองไปทางขวา ก็จะเห็นสะพานลอย เราก็เดินขึ้นสะพานลอยนั้นข้ามทางรถไฟมาอีกฝั่งหนึ่งได้เลยครับ

เราข้ามมาอีกฝั่งของสถานีเรียบร้อย รอไม่นาน รถไฟก็มา พอผมเห็นรถไฟแบบเก่าก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปมาให้ดูกัน แล้วเราก็ขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปยังเมือง Hiroshima อีกครั้ง เพื่อไปยังสถานที่ต่อไปที่ผมขอแนะนำให้แวะมาให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูซากุระ หรือ ใบไม้เปลี่ยนสี นั่นคือ “สวน Shukkeien”


Shukkei-en

ชื่อสถานที่ : สวนชูเคเอน
เว็บไซต์ : http://shukkeien.jp/
Location : https://goo.gl/maps/qmt4opCU8aT2
ค่าใช้จ่าย : ผู้ใหญ่ 250 เยน นักเรียน 150 เยน เด็กเล็ก 100 เยน
เวลาทำการ : ฤดูใบไม้ผลิ (เม.ย. – ก.ย.) 9 AM – 6 PM , ฤดูหนาว (ต.ค. -มี.ค.) 9 AM – 5 PM
วิธีการเดินทาง : เมื่อออกมาจากสถานี Hiroshima ให้เดินมาด้านขวาของสถานี เดินตามทางถนนไปเรื่อย ๆ แล้วให้ข้ามแม่น้ำ Enko แล้วจะเจอโรงเรียนมัธยมอยู่ด้านขวา และจะมีสี่แยกไฟแดงอยู่ตรงหน้า ให้เลี้ยวขวา เดินเลาะกำแพงโรงเรียนมัธยมไปเรื่อย ๆ แล้วเจอเจอสวนชูเคเอนครับ

การมาดูสวนชูเคเอนแห่งนี้ เดิมทีนั้นไม่ได้อยู่ในแผนที่เราจะมาครับ แต่ที่เรารู้จักที่นี่และมากันได้ก็เพราะระหว่างที่ผมกำลังเดินทางจากโอซากะไปยังฮิโรชิมะด้วยรถไฟชินคันเซ็นอยู่นั้น ผมก็เล่นเฟสบุคฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ จนเจอข้อมูลของสวนแห่งนี้โดยบังเอิญ และสวนแห่งนี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟจนสามารถ “เดินไปได้” ผมจึงสนใจและเพิ่มเข้าไปในแผนการเที่ยวต่อเมื่อกลับจากเกาะมิยะจิมะ สวนแห่งนี้เป็นสวนที่เก็บค่าเข้าชม มีจุดเด่นที่เป็นสวนที่มีเนื้อที่ไม่ใหญ่มาก สามารถเดินได้โดยรอบโดยใช้เวลาไม่มาก เป็นสวนญี่ปุ่นที่สวยงามมากเลยทีเดียว และที่นี่มีต้นซากุระที่กำลังออกดอกเบ่งบานในช่วงที่ผมมาพอดี ถึงแม้ว่าจะบานเพียงไม่กี่ต้น แต่ผมก็รับรู้ได้เลยว่า หากต้นซากุระทุกต้นบานแล้ว ที่นี่จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ควรมาดูซากุระเป็นอย่างยิ่ง

เราสองคนเดินสำรวจรอบ ๆ สวนแห่งนี้ และไม่ลืมที่จะถ่ายภาพมาให้ดูกัน เดินไม่นานเท่าไรก็ครบรอบสวนแล้ว แล้วเราก็เห็นร้านน้ำชาแบบญี่ปุ่นที่บรรยากาศดีมาก คือมีที่นั่งอยู่ใต้ต้นซากุระเลยครับ การที่ได้นั่งจิบชาใต้ต้นซากุระ มันคงเป็นอะไรที่ดีสุด ๆ เลยหละ แต่เราสองคนไม่ได้ไปใช้บริการ เพราะเราต้องไปยังสถานที่ต่อไป นั่นคือ Hiroshima Peace Memorial หรือ อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ


Hiroshima Peace Memorial

ชื่อสถานที่ : อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ
เว็บไซต์ : http://visithiroshima.net/world_heritage/a-bomb_dome.html
Location : https://goo.gl/maps/oYJAnfq2pn32
วิธีการเดินทาง : จากสวนชูเคเอน เดินมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแผนที่ด้านล่างมาเรื่อย ๆ จะผ่านหน้าปราสาทฮิโรชิมะ ผ่านห้างย่านช๊อปปิ้งต่าง ๆ และไม่นานก็ถึงอนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะแล้วครับ

จากสวนชูเคเอน เราใช้วิธีการมายังอนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะด้วยวิธีการ “เดิน” ครับ เพราะผมเปิดแผนที่ Google Map ดู ระยะทางก็ประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร แถมทางเดินยังผ่านหน้าปราสาทฮิโรชิมะด้วย ผมจึงสินใจที่จะเดิน ก็เพราะอยากโฉบไปดูปราสาทฮิโรชิมะนี่ซักหน่อย แต่พอไปถึงหน้าทางเข้าปราสาท ก็ไม่เจออะไรเลย เห็นแต่กำแพงและต้นไม้ ไม่เห็นตัวปราสาท (ผมเดาว่า น่าจะโดนทำลายไปแล้วตั้งแต่โดนระเบิด) เราจึงเดินไปตามทางเรื่อย ๆ ตาม Google Map จะนำทางเราไปจนกระทั่งถึงจุดหมายที่ อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเราเดินมาถึงนั่นก็คือ ซากอาคาร Atomic Bomb Dome ที่เป็นอดีตอาคารส่งเสริมอุตสาหกรรมของเมืองฮิโรชิมะ และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสวนแห่งนี้ เราเดินเข้าไปยังบริเวณด้านหลังอาคาร แล้วเจอกับแสงอาทิตย์กำลังส่องแสงลอดอาคารอยู่พอดี ผมจึงจัดการถ่ายภาพความสวยงามนี้มาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกัน

ที่บริเวณอาคาร A-Bomb Dome นี้ บรรยากาศก็เหมือนสวนสาธารณะทั่วไปเลยครับ มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย มาเดินเล่น ท่ามกลางบรรยากาศแสงแดดยามเย็น มีลมเย็น ๆ คอยพัดให้รู้สึกหนาวจนขนลุกอยู่ตลอด. ผมเดินข้ามแม่น้ำ Motoyasu มาอีกฝั่ง เพื่อเดินไปดูรูปปั้นของ ซาดาโกะ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากรังสีของระเบิดปรมาณูจนเจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งซาดาโกะนั้นมีความเชื่อว่า หากพับนกกระเรียนกระดาษครบ 1000 ตัวเมื่อไร ก็จะหายจากโรคนี้ แต่สุดท้ายก็พับนกไม่ทันเธอก็จากโลกนี้ไปเสียก่อน หลังจากนั้นเพื่อน ๆ ของเธอจึงช่วยกันพับให้ครบ 1000 ตัวในที่สุด และทุกวันนี้ ก็ยังมีคนพับนกกระเรียนมาไว้ที่รูปปั้นของซาดาโกะอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งผมได้เห็นด้วยตาตัวเองเลยครับว่า มีเยอะอยู่พอสมควรเลยทีเดียวที่ถูกเก็บเอาไว้ในตู้กระจกด้านหลังรูปปั้นของซาดาโกะ

จริง ๆ แล้วที่อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะนั้น ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับผลกระทบของระเบิดปรมาณูที่มาลงกลางเมืองฮิโรชิมะด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปเพราะว่าเวลาที่เรามาถึงนั้นเย็นมากแล้ว ผมจึงตัดสินใจเดินย้อนกลับไปที่อาคาร A-Bomb Dome อีกครั้ง แต่เป็นอีกฝากของแม่น้ำ เพื่อถ่ายรูปบรรยากาศเอาไว้ แล้วก็เดินกลับไปยังสถานีรถไฟ ซึ่งเมืองนี้ใช้ระบบรถไฟแบบรางแล้ววิ่งตรงเกาะกลางถนน ใช้ถนนร่วมกันกับรถยนต์เลยครับ เราโดยสารรถรางไม่นาน ก็ถึงสถานี JR Hiroshima แล้วครับ

ก่อนที่เราสองคนจะกลับโอซากะ เรานึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้ทานเมนูไฮไลท์ของเมืองฮิโรชิมะเลย นั่นคือ “โอโคโนมิยากิ สไตล์ฮิโรชิมะ” (หรือที่คนไทยเรียกว่า พิซซ่าญี่ปุ่น) ซึ่งจะมีความแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ ของฮิโรชิมะจะใช้แป้งทาที่กะทะก่อนแล้ววางผักวางเนื้อลงบนแป้งไปเลย แต่ของเมืองอื่น ๆ จะใช้วิธี เอาผักไปคลุกกับแป้ง แล้วทาลงบนกระทะ แล้วจึงวางเนื้อตามทีหลังนั่นเอง

ในตอนนั้น ผมอยู่ที่สถานี JR Hiroshima แล้ว และเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาพอสมควร จึงไม่อยากเดินหาร้านเด็ดร้านดังตามคำแนะนำอะไรแล้ว เราเลยใช้วิธี เจอร้านไหน ก็เอาร้านนั้นเลย ไม่คิดมาก แล้วเราก็เจอร้านหนึ่งที่น่าสนใจ มีชื่อว่า Fuku-Chan อยู่ใต้สถานี JR Hiroshima พอดี ซึ่งดูแล้วก็น่าเข้าอยู่เหมือนกัน มีคนนั่งอยู่เกือบเต็มร้าน และเราก็ได้ที่นั่งพอดีโดยที่ไม่ต้องรอด้วย เราจึงตัดสินใจเข้าไปทานร้านนี้กัน

ชื่อร้าน : Fuku-Chan
Location : https://goo.gl/nfBDN4
วิธีการเดินทาง : ออกจากสถานี JR Hiroshima มาด้านนอกอาคารแล้วเดินมาทางขวาเพียงนิดเดียว จะเห็นร้านอยู่ด้านขวามือ สังเกตุได้ไม่ยากเลยครับ ตรงนั้นจะเป็นลานจอดรถ และ ลานจอดรถบัสด้วยครับ

เราสองคนสั่งแบบต้นตำหรับ และ แบบใส่หอยนางรม กันมาอย่างละ 1 อย่าง แล้วก็นั่งรอ ระหว่างที่เรานั่งอยู่นั้น ผมก็นั่งดูเชฟทำเมนูโอโคโนมิยากิกันแบบเพลิน ๆ ซึ่งเชฟจะทำทีละหลาย ๆ อันพร้อม ๆ กันเลยครับ การทำโอโคโนมิยากินั้น ใช้เวลาทำอยู่พอสมควรถึงจะเสร็จ เพราะต้องรอให้ผักนั้นสุกและนิ่มลงกำลังดี ไม่นานนัก เมนูทั้ง 2 จานที่เราสั่ง ก็มาเสิร์ฟพร้อม ๆ กัน. เราทานเข้าไป ก็พบกับความอร่อยที่แตกต่างจากที่เราเคยกินโอโคโนมิยากิที่โอซากะเมื่ือ 2 วันที่แล้วเลยครับ คือมันอร่อยคนละแบบ มันได้รสสัมผัสของผักที่เข้าถึงมากกว่าของโอซากะ บวกกับน้ำซอสที่อร่อยอย่างลงตัว ทานตอนร้อน ๆ แล้วมันดีงามมากครับ

เมื่อเราทานเสร็จแล้ว เราจึงเดินขึ้นไปยังสถานีรถไฟ JR Hiroshima เพื่อนั่งรถไฟ Shinkansen กลับสถานี Shin-Osaka ซึ่งขากลับนั้นโชคดีที่เราได้นั่งตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้เราเผลอหลับบนรถไฟไปจนรู้ตัวอีกทีก็มาถึงแถว Himeji แล้ว ก็ไม่กล้าหลับต่อ เพราะจากตรงนี้ไปไม่นานก็ถึงสถานี Shin-Osaka ที่เราจะลงแล้ว (กลัวนั่งเลยสถานี) เมื่อเราถึงสถานี Shin-Osaka แล้ว เราจึงรีบเดินทางกลับไปยังห้องพักทันที เพื่อพักผ่อนเอาแรงก่อนที่จะถึงวันพรุ่งนี้ วันสุดท้ายของทริปที่เราจะอยู่ญี่ปุ่น และเราจะเดินทางไปเที่ยวเมือง Kyoto … เมืองแห่งวัฒนธรรมที่ยังไงเราต้องมาให้ได้


เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2016 ณ Shin-Osaka Station

วันนี้ ผมตั้งแผนเที่ยวไว้หลวม ๆ มาก คือจะไปแค่เมืองเกียวโตในตอนเช้า-เย็น แล้วพอค่ำ ก็จะนั่งรถ Haruka จาก Kyoto วิ่งยาวจนถึงสนามบิน Kansai เลยครับ แผนมีเพียงเท่านี้เอง จึงทำให้เราตื่นสายกันได้ โดยเราจัดกระเป๋าเดินทางอีกเล็กน้อย แล้วฝากโน๊ตที่เขียนแสดงความขอบคุณสำหรับห้องดี ๆ และฝากขนมปั้นสิบ เอาไว้ให้ Host เจ้าของห้อง Airbnb ที่เรามาพักตลอด 4 คืนที่ผ่านมาได้ลองกินขนมไทย ๆ ดูครับ (และเราก็ได้รับการตอบกลับมาในตอนหลังว่า Host ก็ชอบอาหารไทย ขนมไทยที่เราฝากเอาไว้เขาก็ชอบด้วย)

เราออกมาจากห้องพักประมาณ 8.00 น. แล้วเดินลากกระเป๋าไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อนั่งรถไฟ Haruka ไปยังสถานี JR-Kyoto เพื่อเอากระเป๋าของเราไปเก็บไว้ยัง Locker ของที่สถานีนี้ แล้วเราจะกลับมาเอาหลังจากที่เราเสร็จสิ้นจากการท่องเที่ยว Kyoto ในตอนเย็นอีกครั้ง

เมื่อเรามาถึงสถานี JR Kyoto แล้ว เราจึงจัดการเดินหา Locker ฝากกระเป๋า ก็พบว่าที่มีมีอยู่เยอะมาก แต่ในความเยอะนั้นก็มีคนมาใช้บริการเยอะเช่นเดียวกันสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวจริง ๆ เลยครับ เราใช้เวลาหาอยู่พักนึงจนเจอ แล้วจัดการฝากกระเป๋าเรียบร้อย เป้าหมายต่อไปที่เราจะไปคือ … Arashiyama


Arashiyama

ชื่อสถานีที่ : อาระชิยะมะ
เว็บไซต์  : https://www.japan-guide.com/e/e3912.html
Location : https://goo.gl/342Hgn
วิธีการเดินทาง : ด้วยรถไฟสาย JR จากสถานี JR Kyoto นั่งรถไฟสาย San-in Line มาลงที่สถานี Saga-Arashiyama

การมาที่ Arashiyama ในครั้งนี้ เป็นการมาครั้งที่สองของพวกเราครับ ในปี 2013 นั้น เราสองคนเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง แล้วผมรู้สึกชอบที่นี่เป็นพิเศษ และในตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าไปดูวัด Tenryu-Ji เลยครับ ซึ่งผมมาทราบตอนหลังว่า ภายในวัดนี้มีสวนญี่ปุ่นสวย ๆ และยิ่งมาในฤดูซากุระแล้วจะสวยเป็นพิเศษ ผมจึงตัดสินใจกลับมา Arashiyama อีกครั้งเพื่อมาเที่ยววัดนี้โดยไม่ลังเลยเลยครับ และนี่คือเป้าหมายหลักของเราในวันนี้ คือการมาเยือนวัด Tenryu-Ji แห่งนี้นี่เอง

เราเดินออกมาจากสถานี Saga-Arashiyama แล้ว ก็พบกับบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยว ที่มีการประดับกิ่งซากุระ(ปลอม ๆ) เอาไว้ตามเสาไฟ เราเดินตามป้ายมาเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้เราคุ้นเคยกันดี เพราะเราเคยเดินเส้นทางนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อทริปคราวก่อน เดินไม่นานก็พบกับร้านซอฟครีมเต้าหู้ชื่อดังที่ผมทานแล้วรู้สึกเฉย ๆ แต่แฟนผมชอบซะอย่างนั้น และใกล้ ๆ ตรงนั้นเอง ก็คือทางเข้าวัดเท็นริวจิ เป้าหมายหลักของเราในวันนี้ เราสองคนรีบทานซอฟครีมจนหมดแล้วเดินเข้าไปในทางเข้าวัดต่อทันที


Tenryu-Ji Zen Temple

ชื่อสถานีที่ : วัดเท็นริวจิ
เว็บไซต์ : https://www.japan-guide.com/e/e3913.html
Location : https://goo.gl/sYLgGk
ค่าใช้จ่าย : ค่าเข้าชมสวน 500 เยน และหากจะเข้าไปชมภายในอาคารของวัดด้วย ก็ต้องซื้อตั๋วเพิ่มอีก 300 เยน
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Saga-Arashiyama ให้เดินตามทางถนนใหญ่มาเรื่อย ๆ ซึ่งตลอดทางจะมีป้ายบอกทางไป Arashiyama อยู่เยอะมาก เมื่อเดินมาจนถึงสามแยกย่านท่องเที่ยว Arashiyama แล้ว เราจะเห็นร้านขายซอฟครีมเต้าหู้อยู่ด้านซ้ายมือ ให้เราเลี้ยวซ้าย เดินมาอีกนิดเดียวแล้วข้ามถนน ก็จะเจอป้ายวัด Tenryu-Ji อยู่เด่นชัด ซึ่งตรงนี้คือทางเข้าวัด ให้เดินเข้าไปด้านในอีกเล็กน้อย ก็จะถึงตัววัดแล้วครับ

สิ่งแรกที่เห็นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวัดแห่งนี้คือ สวนหินสไตล์ญี่ปุ่น ที่ดูสวยงามและสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก และเดินไปอีกหน่อยก็ได้เจอกับบึงน้ำสวย ๆ มีตัวอาคารวัดแบบโบราณ และแน่นอนว่า มีต้นไม้ ดอกไม้ อยู่เต็มไปหมด นอกเหนือจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควรที่มาเที่ยวในวัดแห่งนี้. เราสองคนเดินสำรวจสวนในวัดแห่งนี้เรื่อย ๆ ก็ได้พบกับต้นไม้ดอกไม้สวย ๆ อยู่หลายอย่าง รวมไปถึงต้นซากุระที่กำลังเริ่มบานแล้วบางต้น เสียดายที่ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงซากุระบานเต็มที่ซึ่งผมคิดว่า หากซากุระบานเต็มที่เมื่อไร ที่นี่ก็จะเป็นที่ชมซากุระที่สวยงามอันดับต้น ๆ ของเมืองเกียวโตได้เลยหละครับ

เราเดินชมสวนที่นี่ซักพักใหญ่ ๆ จนรู้สึกว่าพอใจแล้ว เราจึงเดินออกจากสวนของวัดเท็นริวจิทางด้านหลัง ซึ่งทางออกตรงนี้ เราจะโผล่มาเจอกับป่าไผ่ซากะโนะ ป่าไผ่อันเลื่องชื่อของอาระชิยะมะ แน่นอนว่า ยิ่งดัง คนยิ่งเยอะ ภาพที่เราเห็นคือ นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินอยู่เต็มทางเดินของป่าไผ่อย่างหนาแน่น จนทำเอาผมหมดอารมณ์ถ่ายรูปเลยครับ แต่ยังไง ๆ ผมก็ถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึกบ้างเล็กน้อย แล้วก็เดินออกมาทางเข้าของป่าไผ่ ซึ่งตรงนี้จะผ่านศาลเจ้า Nonomiya ศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักที่ผู้หญิงมักจะมาขอพรกัน เราแวะที่ศาลเจ้านี้ ถ่ายรูปและซื้อเครื่องรางมาเป็นที่ระลึกด้วย แล้วจึงเดินออกมาจนถึงถนนเส้นหลักของแหล่งท่องเที่ยวย่าน Arashiyama อีกครั้ง

เราเดินมุ่งหน้าไปยังสะพานโทเง็ตซึเคียว (Togetsukyo Bridge) หรือสะพานข้ามจันทร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Arashiyama แต่ในตอนนี้ เราเริ่มหิวกันแล้ว เราจึงแวะทานอาหารมื้อเที่ยวกันที่ร้าน Seisyuan ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำ Katsura และใกล้สะพาน Togetsukyo เลยครับ ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคาร ซึ่งชั้นแรกเป็นร้านขายของฝากที่คอยดักเงินเราในกระเป๋าให้หลุดลอยไปง่าย ๆ เลยหละ. สาเหตุที่เราเลือกร้านนี้เพราะว่าเห็นมีคิวน้อยกว่าร้านอื่น ๆ รอคิวไม่นานก็ได้ที่นั่งแล้วครับ อาหารร้านนี้ก็เป็นอาหารญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไปเลย มีพวกข้าวหน้าต่าง ๆ โซบะ เต้าหู้ อะไรทำนองนี้ รสชาติก็อร่อยใช้ได้ บรรยากาศภายในร้านก็ดี ดูสว่าง สะอาดตา มองวิวหน้าต่างไปด้านนอกก็เห็นสะพาน Togetsukyo ริมแม่น้ำ Katsura อย่างสวยงามพอดี เพลินตามาก ส่วนราคาก็สมเหตุสมผลกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีค่าครองชีพสูงอย่างเกียวโต (นั่นคือแพงกว่าปกตินั่นเอง)

เมื่อเราทานกันเสร็จแล้ว เราก็เดินออกมาหน้าร้าน ข้ามถนน แล้วถ่ายรูปสะพาน Togetsukyo กันอีกเล็กน้อย แล้วเดินข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ถ่ายรูปเพลิน ๆ อีกรอบ แล้วก็ดูเวลาก็เริ่มบ่ายกว่า ๆ แล้ว ผมคุยกับแฟนว่า ตามแผนแล้ว เราจะไปที่วัดเงิน Ginkakuji กันต่อ แต่ด้วยสถานการณ์ “ซากุระยังไม่บานเต็มที่” การนักรถบัสฝ่าการจราจรที่ติดขัดสุด ๆ ของเกียวโตเพื่อไปวัดเงินที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ไปเดินชิล ๆ ที่เส้นทางนักปราชญ์ ที่ต้นซากุระยังไม่เบ่งบานเท่าไรนักนั้น คงไม่คุ้มที่จะไปแน่ และมันอาจทำให้เวลาไม่พอด้วย เราจึงตัดสินใต “ยกเลิกการเดินทางไปวัดเงิน” ออกไปอย่างน่าเสียดายครับ เราตัดสินใจกลับไปที่สถานี Kyoto กันอีกครั้ง เพื่อไปเดิน Shopping กันให้สบายใจด้วยเวลาที่เหลือทั้งหมด เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราจึงเดินกลับไปที่สถานี Saga-Arashiyama เพื่อเดินทางกลับไปสถานี JR Kyoto กันตามแผนที่เราวางเอาไว้


JR Kyoto Station

ชื่อสถานที่ : สถานีเกียวโต
เว็บไซต์ : https://www.kyotostation.com/
Location : https://goo.gl/maps/9DnhXgnoGTU2
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Saga-Arashiyama นั่งรถไฟมายังสถานี Kyoto Station ได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปลี่ยนสายใด ๆ

เมื่อเรามาถึงสถานี Kyoto สิ่งแรกที่เราคิดคือ “เราจะเริ่มจากตรงไหนดี” เพราะเราสองคนนั้นไม่ถนัดเรื่องการ Shopping เอาเสียเลย เราตั้งหลักอยู่ซักพัก ก็คิดได้ว่า มีเพื่อน ๆ ฝากดูของให้ (เรียกง่าย ๆ ว่า ฝากซื้อฝากหิ้วนั่นเอง) เราจึงเอารายการฝากซื้อมาดูอีกครั้ง แล้วก็จดจำไว้ หากผ่านร้านพวกนี้ จะได้แวะซื้อให้เพื่อนเลย แล้ว idea ก็เริ่มมา เราจะไปเดินเล่นที่ร้าน 100 เยน ครับ ซึ่งเมื่อพูดถึงร้าน 100 เยนแล้ว เราก็นึกถึงร้าน Daiso เป็นอันดับแรก จึงจัดการเปิด Google Map แล้วค้นหาดูว่า ร้าน Daiso ที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน ก็พบว่าอยู่ที่ห้าง Kyoto Avanti ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของสถานี Kyoto แค่ข้ามถนนจากอีกฝั่งของสถานีก็ถึงแล้วครับ

เรามาเดินห้าง Avanti แบบเรื่อย ๆ ทุกชั้น ดูของนู่นนี่ จนไปถึงชั้นบน ซึ่งเป็นชั้นที่ตั้งของร้าน Daiso ก็พบว่า สาขานี้ เป็นสาขาที่ไม่ใหญ่เท่าไรนัก แต่ของก็ถือว่าเยอะใช้ได้ เราดูของกันเพลิน ๆ เพราะร้าน 100 เยนของญี่ปุ่นนั้น มีของแปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นในร้าน Daiso เมืองไทยอยู่พอสมควรเหมือนกัน เราได้สนุกกับการดูของ การเดาว่าสิ่งนี้เอาไว้ทำอะไรจากการดูรูปประกอบ ซึ่งมันเพลินมากจนเราใช้เวลาที่นี่ไปพอสมควรเลยทีเดียว จนเราได้ของที่เราต้องการกลับมาเป็นของฝากให้กับตัวเอง แล้วจึงเดินออกมาจากห้างนี้ จนกระทั่งเราลืมไปเลยว่า ยังไม่ได้ดูของให้เพื่อนเลย เราจึงเดินกลับไปที่สถานี Kyoto อีกครั้ง แล้วเดินขึ้นไปทางทิศเหนือของสถานี เพื่อดูว่าแถวนั้นมีอะไรบ้าง

ทางทิศเหนือของสถานี Kyoto นั้น มีร้านค้าอยู่มากมายเลยทีเดียว เราเดินออกมาจากสถานีก็เจอกับ Kyoto Tower โดยเราวางแผนว่าจะเดินแถว ๆ นี้ เราข้ามถนนมาอีกฝั่งของสถานี แล้วเดินเล่น ก็เจอกับร้านที่มีของที่เพื่อนฝากซื้อของพอดี จึงได้แวะซื้อของฝากให้เพื่อนแล้วเดินเล่นที่ห้าง Yodobashi ต่อจนกระทั่งได้เวลาที่เหมาะสมที่เราสองคนควรจะไปที่สนามบิน Kansai ได้แล้ว เราจึงเดินกลับมาเอากระเป๋าที่ Locker แล้วนั่งรถไฟด่วนพิเศษ Haruka จากสถานี JR Kyoto ยาวไปจนถึงสถานี Kansai International Airport โดยใช้ JR Kansai-Hiroshima Area Pass ได้เลยครับ


Kansai International Airport

ชื่อสถานที่ : ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ
เว็บไซต์ : http://www.kansai-airport.or.jp/en/index.asp
Location : https://goo.gl/MrzUsm
วิธีการเดินทาง : โดยรถไฟสาย JR นั่งจากสถานี JR Kyoto หรือ Shin-Osaka สามารถนั่งรถไฟสาย JR Haruka เข้ามายังสถานี Kansai International Airport ได้โดยตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนสถานี

เมื่อเรามาถึงสนามบินแห่งนี้ เรารู้สึกหิวกันแล้ว เราจึงไปหาอะไรทานกันอีกเล็กน้อย เป็นมื้อสุดท้ายในทริปญี่ปุ่นทริปนี้ เราเลือกที่จะไปทานซูชิสายพานที่อยู่ภายในโซนร้านอาหารภายในอาคารผู้โดยสารแห่งนี้ เราใช้เวลาทานกันไม่นานนัก เราก็รีบมาหาที่นั่งเพื่อจัดกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง โดยการเอาของที่เรา Shopping มา ใส่กระเป๋าให้หมด รวมไปถึงเอาของที่ไม่ควรโหลดใต้ท้องเครื่องอย่างโน๊ตบุ๊ค กล้อง ออกมาเพื่อถือขึ้นเครื่องบินด้วยวิธี Carry on ซึ่งสายการบิน Thai Airasia X อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้คนละ 7 กิโลกรัม โดยเป็นกระเป๋าใบขนาดกลางได้ 1 ชิ้น และ กระเป๋าขนาดเล็กได้อีก 1 ชิ้น ซึ่งทั้งกล้องและโน๊ตบุ๊คของผมนั้นน้ำหนักก็เกือบ 7 กิโลกรัม เข้าเงื่อนไขนี้พอดี ส่วนที่เหลือ ผมได้ซื้อน้ำหนักกระเป๋าสำหรับขากลับเอาไว้เรียบร้อยแล้ว 40 กิโลกรัม ซึ่งเหลือเฟือกับน้ำหนักของกระเป๋าของเราสองคนที่โหลดใต้ท้องเครื่องเลยครับ เมื่อเราจัดกระเป๋าเสร็จแล้ว เราจึงไปลองชั่งน้ำหนักทดสอบกันดู โดยที่สนามบินมีจุดบริการให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าได้ฟรีด้วย สุดท้ายก็พบว่า มันเหลือเฟือสำหรับของเราสองคนที่โหลดใต้ท้องเครื่องเลยครับ

เมื่อทุกอย่างพร้อม เราจึงไปเข้าแถวเพื่อรอ Check in โดยผมได้ทำ Web Check-in พร้อมกับ Print เอกสารมาเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถเข้าแถวสำหรับผู้ที่ทำ Web Check-in ซึ่งมีความยาวสั้นกว่าแถวปกติอยู่เล็กน้อย แต่แถวเดินเร็วกว่าเยอะ เมื่อถึงคิวของเราสองคน เราจึงจัดการโหลดกระเป๋าแล้วตรวจเอกสารกระเดินทางอีกครั้งกับเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ทำการออก Boarding Pass ให้เราใหม่ด้วยกระดาษแข็งที่ดูดีขึ้นมาหน่อยนึง ซึ่งใน Boarding Pass ใบนี้ก็เป็นรายละเอียดการเดินทางแบบเดิมที่เราทำการ Check-in เอาไว้ล่วงหน้าแล้วนั่นเอง

เมื่อได้ Boarding Pass แล้ว เราก็เข้าไปทำพิธีตรวจคนออกนอกเมือง และ ศุลกากร จนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราจึงได้แวะซื้อของฝากอีกเล็กน้อย เป็นพวกขนมทานเล่น แล้วจึงไปรอที่หน้า Gate โดยเราต้องนั่งรถไฟภายในสนามบินไปยังอีก Terminal หนึ่ง เพื่อไปยัง Gate ที่เครื่องบินของสายการบิน Thai Airasia X กำลังจอดรอพวกเราอยู่นั่นเอง

เรานั่งรอที่หน้า Gate ไม่นาน ก็มีการประกาศเรียกขึ้นเครื่อง โดยในครั้งนี้ ผมไม่สามารถใช้บัตรเครดิตของ Thai Airasia เพื่อแสดงสิทธิ์ได้ขึ้นเครื่องก่อนใครได้เหมือนขามาได้อีกแล้ว เนื่องจากเงื่อนไขของบัตรใบนี้ไม่สามารถใช้ในสนามบินที่อยู่ต่างประเทศได้ เราจึงเข้าแถวตามปกติ จนกระทั่งเราได้ขึ้นเครื่องบินในที่สุด

เมื่อเข้ามาสู่ในเครื่องบิน ก็ได้พบกับลูกเรือชาวไทยยืนสวัสดีพร้อมกับตรวจ Boarding Pass อีกครั้ง แล้วเราก็เดินไปยังที่นั่งของเรา ซึ่งวันนี้เราได้นั่งแถวกลาง ไม่ได้นั่งริมหน้าต่างเหมือนขามา เพราะว่าผมไม่ได้ซื้อที่นั่งล่วงหน้าเอาไว้ ระบบจึงจัดการ random ที่นั่งให้ผมนั่งอยู่ตรงกลางเครื่องเลยครับ แต่เราก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะเป็นเที่ยวบินกลางคืน ก็ไม่ได้เห็นวิวอะไรมากมายอยู่แล้ว

เมื่อเครื่องบิน Airbus A330 ของ Thai Airasia X บินไต่ระดับจนได้ที่ สัญญาณรัดเข็มขัดดับลง เหล่าลูกเรือก็ได้เดินมาสอบถามถึงอาหารที่เรา Pre order กันล่วงหน้าไว้ นั่นคือแซนวิช โดยผมแจ้งลูกเรือว่าขอรับเป็นช่วงที่เสิร์ฟรอบที่สอง ตอนใกล้ถึงเมืองไทย เพราะตอนนี้ เราทั้งสองคนต้องการพักผ่อนกันก่อนเนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวันแล้ว. ไม่นานนัก ภายในห้องโดยสารก็ได้หรี่ไฟลง เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเครื่องบินใกล้ถึงเมืองไทย ลูกเรือได้นำแซนวิชมาเสิร์ฟ แล้วเราสองคนก็แสดงบัตรเครดิต Thai Airasia ในการใช้สิทธิ์รับเครื่องดื่มฟรี มูลค่า 60 บาท กันมาด้วย. เราทานแซนวิชกันช่วงเวลาตี 3 ของเวลาประเทศไทย ก็รู้สึกแปลก ๆ เพราะไม่ค่อยหิวเท่าไร แต่ก็สั่งกันมาแล้ว เลยทานให้หมด ๆ ไป ไม่นานนัก กัปตันก็ประกาศให้ลูกเรือไปตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วนั่งประจำที่ เพราะเครื่องบินได้ใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง แล้วครับ.

เมื่อเครื่องบิน Airbus A330 ของสายการบิน Thai Airasia X แตะพื้นรันเวย์ของสนามบินดอนเมือง เรียบร้อย เครื่องก็ได้ขับไปยัง Taxi Way สู่ Gate เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้เข้าไปภายในอาคารผู้โดยสารผ่านงวงช้าง เพื่อทำขั้นตอนพิธีตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้ถือ Passport สัญชาติไทยนั้น สามารถใช้ช่อง Auto Gate หรือช่องผ่านเข้าเมืองอัตโนมัติได้ทันที ซึ่งคิวไม่ยาวมากเมื่อไปเทียบกับช่องทางปกติ ที่มีแต่ชาวต่างชาติต่อแถวอยู่ยาวเต็มไปหมด เมื่อผ่านขั้นตอนเข้าเมืองมาแล้ว ก็รับกระเป๋าที่เราโหลดมา แล้วผ่านพิธีศุลกากร โดยเราได้เดินเข้าประเทศผ่านช่องเขียว ที่ไม่ต้องสำแดงของอะไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ขอ scan กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของเรา แต่ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างผ่านมาได้ด้วยดีครับ

การเดินทางในทริป Kansai – Hiroshima 2016 ของเราสองคนได้จบลงแล้ว สำหรับทริปนี้ เป็นทริปที่น่าประทับใจ เพราะเราได้มาทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เรามีความฝันว่าอยากจะมาทำให้ได้ซักครั้งในชีวิต ซึ่งความฝันของผมคือการได้มาถ่ายรูปที่สนามบินโอซาก้า อิตามิ และของแฟนผมคือการได้มาเที่ยว Universal Studio Japan และการได้ท่องเที่ยวเมืองฮิโรชิมะ โดยการนั่งรถไฟชินกังเซ็น ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ของเราสองคนที่เราจะขอจดจำ และมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน ผ่านบทความชุดนี้

สุดท้ายเราสองคนขอขอบคุณผู้สนับสนุนความฝัน ที่ทำให้ทริปนี้เป็นความจริงขึ้นมาได้

ขอขอบคุณ Thai Airasia X ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้
ขอขอบคุณ นิตยสาร WAttention Thailand ที่จัดกิจกรรมแล้วทำให้ผมได้ไปล่าความฝันครั้งนี้ได้
ขอขอบคุณ Wise Pocket Wifi ที่อำนวยความสะดวก ให้ยืม Pocket Wifi ใช้ในตลอดทริปนี้

และสุดท้ายจริง ๆ ขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามอ่านกันมาตลอดซีรี่ย์ท่องเที่ยวญี่ปุ่นชุดนี้ครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.