ประสบการณ์การเดินทางไปซัปโปโร
กับ “การบินไทย”
Autumn in Hokkaido EP#01

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกับผม PocketTH อีกครั้ง กับบทความการเดินทางครั้งใหม่ในประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวเมืองซัปโปโร แห่งเกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นกันในฤดูใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี. และการเดินทางในครั้งนี้ก็มีความพิเศษอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือ ผมได้พาภรรยา ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เดินทางไปด้วย เนื่องจากเราสองคนนั้นได้เคยวางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกันในปี 2019 แต่ปรากฏว่ามีเจ้าตัวเล็กซะก่อน เลยทำให้ต้องเลื่อนแผนเที่ยวญี่ปุ่นให้เร็วขึ้นมาในทริปนี้นี่เอง ซึ่งถือว่าเป็นการเที่ยวส่งท้ายก่อนที่เราจะไม่ได้ออกทริปเที่ยวไกล ๆ กันซักพักใหญ่ครับ

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ


** คำชี้แจง **

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ผู้เขียนบทความได้รับการสนับสนุนการเดินทางจาก “การบินไทย” เรื่องตั๋วเดินทาง ซึ่งเป็นการเดินทางไปในฐานะ Blogger และ ช่างภาพ เพื่อนำภาพและบทความการเดินทางในทริปนี้มาเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินหรือค่าจ้างใด ๆ ได้รับเพียงการสนับสนุนเรื่องการเดินทางจากการบินไทยเท่านั้นครับ ดังนั้น บทความนี้จึงถึอเป็น “SR – Sponsored Review”

ผู้เขียนบทความขอยืนยันด้วยเกียรติของตัวเองว่า บทความนี้จะเขียนตามประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริงของผู้เขียนเอง หากมีเรื่องที่ควรติ-ปรับปรุง ก็จะบอกให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ตรงไปตรงมาครับ


17 ตุลาคม 2018 17.00 น. ณ บ้านที่พักย่านรังสิต

ผม : นี่ ๆ เราจะนั่ง Taxi ไปดอนเมืองแล้วต่อ Shuttle bus ไปสุวรรณภูมิ หรือ จะนั่ง Taxi ยาวไปสุวรรณภูมิเลยดี ?
แฟน : ถ้านั่ง Shuttle Bus ไปตอนเย็น ๆ ผ่านกลางเมืองกรุงเทพ ฯ รถจะติดไหมจ๊ะ ?
ผม : เอ้อ ใช่ ลืมคิดเรื่องนี้เลย งั้นเรานั่ง Taxi ยาว ๆ ไปลงสุวรรณภูมิเลยก็แล้วกันนะ  จะได้นั่งสบาย ๆ ด้วย
แฟน : จ้า แล้วแต่เลย

การเดินทางของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2018 เราสองคนเดินทางจากบ้านที่พักย่านรังสิต ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วย Taxi คิดเป็นเงินก็หลายร้อยบาทเหมือนกันครับ แต่แลกกับความสบายที่ผมอยากจะมอบให้กับว่าที่คุณแม่ที่ผมพาไปด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว เวลาที่จะเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมินั้น เราจะใช้วิธีที่ประหยัดกว่านี้ นั่นคือ “นั่งรถไปที่สนามบินดอนเมือง แล้วใช้บริการรถ Shuttle Bus ฟรี ไปสนามบินสุวรรณภูมิ” ซึ่งวิธีนี้ อาจจะเสียเวลา ไม่สะดวกสบายเหมือนนั่ง Taxi แต่ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะกว่ามากเลยหละ .. แต่ครั้งนี้ ผมยอมจ่ายแพงเพื่อแลกกับความสะดวกสบายอย่างที่กล่าวมาแล้วครับ

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว สิ่งแรกที่เราทำคือ การเดินหา ROW ที่เราจะต้องทำการ Check-in ซึ่งวันนี้การบินไทยได้ใช้ ROW “C” ในการทำ Check-in สำหรับเที่ยวบินไปยังประเทศญี่ปุ่น และ เกาหลี ครับ

การทำการ Check-in นั้น ก็เป็นไปภายใต้ความปลอดภัยที่ทางเจ้าหน้าบริการภาคพื้นของการบินไทย ให้บริการกับเราทั้งคู่ แล้วภรรยาของผมได้แสดงตัวว่า กำลังตั้งครรภ์อยู่ 19 สัปดาห์ พร้อมกับยื่นใบรับรองแพทย์ ( Fit to fly ) ซึ่งภรรยาได้ขอให้แพทย์ประจำที่ฝากครรภ์ไว้ ออกใบรับรองแพทย์ให้ก่อนเดินทาง ให้กับเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้นดู และเราได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เลือกที่นั่งที่ดี ที่เหมาะสมกับว่าที่คุณแม่คนนี้ด้วย. เจ้าหน้าที่ก็ใจดี ช่วยหาและจัดที่นั่งให้เราทั้งคู่ให้นั่งบริเวณส่วนหน้าของเครื่อง ในแถว 32A และ 32B ให้ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า จากที่นั่งที่มีเหลืออยู่ตอนนี้ ตรงนี้จะเหมาะที่สุดแล้ว สามารถลุกเข้าไปเข้าห้องน้ำได้โดยง่าย โดยแทบไม่รบกวนคนที่นั่งอยู่ริมทางเดิน เพราะด้านหน้าแถวที่ 31 นั้น มีที่นั่งเพียง 2 ที่นั่ง คนที่นั่งแถว 32 ตรงกลาง จึงลุกออกไปได้เลยครับ. เราสองคนก็รู้สึกดีและกล่าวขอบคุณที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เลือกที่นั่งที่ดีให้กับเราสองคน

หลังจากทำการ Check-in เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็เดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำพิธีตรวจคนออกนอกเมือง โดยเราจะต้อง Scan สัมภาระและร่างกายให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งจะต้องมีการ ถอดรองเท้า และ เข็มขัด ด้วย ข้อแนะนำที่อยากจะแนะนำเลยคือ หากพากล้องและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มาด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่มีแบตเตอร์รี่ ให้นำแยกออกมาใส่ตระกร้าให้เจ้าหน้าที่เห็นเลยครับว่ามีอะไรบ้าง Power Bank ก็หันด้านที่แจ้งมิลลิแอมป์(mAh) ให้เขาดูเลย Notebook ก็ต้องเอาออกมาจากกระเป๋าด้วย ซึ่งในการตรวจสัมภาระของผมในครั้งนี้ ก็ผ่านไปได้อย่างสบาย โดยหลังจากตรวจเสร็จแล้ว ก็เป็นขั้นตอนการตรวจคนออกนอกเมืองแล้วครับ. สำหรับผู้โดยสารสัญชาติไทย สามารถเข้าช่องอัตโนมัติได้เลยครับ

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เมื่อเราเดินออกมาด้านนอก ก็จะพบกับ “ประติมากรรมกวนเกษียรสมุทร” ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน รวมถึงเรานั้น อดใจไม่ได้ที่จะแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันซักเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเล่นกันต่อในร้านค้าปลอดภาษี (Duty free) เพราะยังมีเวลาเหลืออีกมาก เราจึงเดินเล่นกันไปยัง Gate ต่าง ๆ แล้วหาของฟรีทานจากโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่เรามี ไปแลกอาหารและเครื่องดื่มกันฟรี ๆ แล้วเดินถ่ายภาพมุมมหาชนอีกเล็กน้อยจนพอใจ จึงเดินย้อนกลับไปยัง Gate ที่เราจะใช้ในการเดินทางขึ้นเครื่องบินในครั้งนี้ นั่นคือ Gate D8A ซึ่งเป็น Bus Gate ที่ผมชื่นชอบตามประสาคนชอบเครื่องบินครับ #ยกเว้นตอนฝนตกนะ

เรามาถึงที่ Gate D8A กันก่อนเวลาพอสมควร เลยได้มานั่งรอกันก่อนจนกระทั่งผู้โดยสารคนอื่น ๆ เริ่มทยอยเดินมาถึง Gate จนใกล้เวลาเรียกขึ้นเครื่อง ซึ่งวันนี้ผู้โดยสารมีมากพอสมควรเลยครับ เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ภาคพื้นก็เรียกผู้โดยสารชั้นธุรกิจ (Royal Silk) , รวมถึงผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ได้ขึ้นเครื่องก่อน หลังจากนั้น ก็เป็นผู้โดยสารชั้นประหยัดที่เราสองคนกำลังจะเดินทางในวันนี้ เราเข้าแถว ยื่นตั๋วพร้อมหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นทำการตรวจสอบ แล้วเดินไปขึ้นรถบัส ไปยังเครื่องบินที่จอดรอเตรียมพร้อมที่จะพาผู้โดยสารบินไปยังท่าอากาศยาน New-Chitoes ในค่ำคืนนี้

เมื่อมาถึงเครื่องบินแล้วก็พบว่า เครื่องบินที่จะพาเราไปยังเกาะฮอกไกโดในค่ำคืนนี้นั้น เป็นเครื่องบิน Boeing 777-300 ทะเบียน HS-TKC นามพระราชทาน “ขวัญเมือง” เราเดินขึ้นบันไดไปยังตัวเครื่อง แล้วให้พนักงานต้อนรับได้ตรวจตั๋วเดินทางอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเรามาขึ้นเครื่องถูกลำจริง ๆ จากนั้นก็เดินไปยังที่นั่งของเราเลย ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูทางขึ้นเครื่องนี่เอง. จากนั้นเราเอากระเป๋าสัมภาระเก็บไว้บนช่องเหนือศีรษะ เมื่อเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งประจำที่ รัดเข็มขัดให้เรียบร้อย โดยทุกที่นั่งของการบินไทยนั้น จะมีหมอน ผ้าห่ม และหูฟัง ใส่ถุงพลาสติกไว้ วางเตรียมพร้อมให้เราใช้งานได้เลยครับ.

เมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินจนครบแล้ว เหล่าลูกเรือก็ทำการปิดประตูเครื่องบิน ตรวจสอบความปลอดภัย จากนั้น กัปตันจึงพาเครื่องเข้าสู่ Taxi Way เคลื่อนตัวไปยังทิศตะวันออกเพื่อใช้รันเวย์ 19L ในการนำเครื่อง Take-off บินสู่ฟากฟ้ามุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเดินทางไปยังท่าอากาศยาน New-Chitose เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในเที่ยวบิน TG670 ในค่ำคืนนี้

เมื่อเครื่องบินไต่ระดับความสูงได้ที่แล้ว สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เหล่าลูกเรือก็ลุกออกจากที่นั่ง แล้วปิดม่านในห้องครัวเครื่องบิน (Galley) เพื่อเตรียมงานให้บริการกับผู้โดยสาร สิ่งแรกที่ผู้โดยสารจะได้รับคือ ผ้าร้อน ที่ลูกเรือใช้แหนบคีบผ้าออกมาแล้วยื่นให้กับผู้โดยสาร ซึ่งวิธีนี้ทำให้ลูกเรือไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับผ้าร้อนโดยตรงครับ. ผ้าผืนนี้ เมื่อเช็ดไปเช็ดมา ความร้อนก็จะหายไป ความเย็นก็จะเข้ามาแทนที่ จนสุดท้าย กลายมาเป็นผ้าเย็นในที่สุด. จากนั้นอาหารมื้อแรกก็เริ่มเสิร์ฟ เนื่องจากเป็นเที่ยวบินช่วงดึก จึงเป็นอาหารง่าย ๆ เบา ๆ อย่าง แซนวิสทูน่า และ น้ำดื่ม พร้อมกับกระดาษเย็นอีก 1 ซอง ใส่มาในถุงให้อย่างเรียบร้อย ซึ่งก็กินง่าย ๆ รวดเร็ว เบาท้อง เหมาะสำหรับมื้อดึก ๆ แบบนี้เหมือนกันครับ

เมื่อเราทานจนอิ่มแล้ว เราจึงมาสำรวจระบบความบันเทิงบนเครื่องบินกัน ซึ่งทุกที่นั่งบนเครื่องบินของการบินไทย จะมีหน้าจอสาระบันเทิง (IFE : In Flight Entertainment) ไว้ให้บริการกับผู้โดยสาร โดยจะมีภาพยนต์ เพลง รายการทีวี สารคดี การ์ตูน เกม รวมไปถึงรายการเมนูอาหาร จนไปถึงข้อมูลการบินในเที่ยวบินนี้อีกด้วย โดยหน้าจอเป็นระบบสัมผัส สามารถใช้นิ้วจิ้มที่จอได้ อีกทั้งยังมี Remote Control ที่เราสามารถใช้ควบคุมหน้าจอได้ โดยที่เราไม่ต้องเอื้อมมือไปจิ้มหน้าจอ อีกทั้งยังสามารถควบคุมให้เปิดไฟเหนือศีรษะ และใช้เรียกลูกเรือบนเครื่องบินได้อีกด้วย และใต้ที่นั่งก็มีปลั๊กสำหรับชาร์ตไฟให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกด้วยหละครับ

** ข้อสังเกตุ ระบบ IFE บนเครื่องบินลำนี้ แม้ว่าสื่อความบันเทิงจะได้รับการอัพเดทใหม่ล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ แต่การใช้งานความเร็วการตอบสนองนั้นยังสู้เครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ที่ผมเคยใช้งานมาไม่ได้เลย โดยเฉพาะการ Touch Screen ที่แม้ว่าจะจิ้มหน้าจอได้จริง แต่ตอบสนองช้าครับ ซึ่งหากเรารู้สึกไม่ทันใจ เราก็สามารถใช้ Remote Controller ที่อยู่ข้างที่นั่งในการควบคุม IFE ได้ ซึ่งการตอบสนองจะรวดเร็วกว่าเยอะ ผมจึงแนะนำให้ใช้ Remote ดีกว่าการจิ้มหน้าจอโดยตรงในกรณีที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ครับ **

เมื่อเราเล่นระบบ IFE จนพอใจแล้ว เราจึงพักผ่อนเก็บแรงไว้เที่ยวในวันพรุ่งนี้กัน การนอนบนที่นั่งชั้นประหยัดของการบินไทยนั้น สบายต่างจากสายการบินอื่นที่ผมเคยบินไปที่ญี่ปุ่นก็ตรงที่ ที่นั่งกว้างกว่า ที่ทำให้คนตัวใหญ่อย่างผมนั้น นั่งได้สบาย ไม่อึดอัดจนสามารถนำที่วางแขนลงมาวางกั้นได้ตามปกติ มีหมอนกับผ้าห่มพร้อมให้บริการ ที่สำคัญ มีหูฟังที่เราใช้ฟังเพลงบนเครื่องบินระหว่างที่เรานอนหลับไปด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบตรงนี้แหล่ะครับ ถึงแม้ว่าหูฟังนี้จะไม่ใช่แบบ noise cancelling ก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวครับ.

ผมเปิดเพลงสบาย ๆ ฟัง แล้วก็เอนเบาะหลับไป ใจก็คิดไปเรื่อยเปื่อย ปล่อยใจให้ว่าง แล้วทบทวนดูว่า พรุ่งนี้เราจะต้องทำอะไร … และแล้ว มันก็ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก ที่ทำให้ผมถึงกับตาสว่าง หัวใจเต้นแรง …

“ผมลืมเอาเอกสารประกอบการท่องเที่ยวมาครับ”

จากการปล่อยกายปล่อยใจให้สบายเพื่อเตรียมจะนอน กลับกลายเป็นสารอะดรีนาลีนในร่างกายพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว. เพราะเอกสารทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ใบจองโรงแรม เอกสารประกันภัยการเดินทาง และสิ่งสำคัญที่สุด … “แผนการท่องเที่ยว” ที่ผมพิมพ์เอาไว้เสียดิบดีนั้น ตั้งอยู่ที่บ้าน ไม่ได้หยิบใส่กระเป๋ามาด้วย เอาหละสิ งานเข้าสิครับ.

สิ่งแรกที่คิดเข้ามาในหัวของผมคือ เมื่อทริปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ผมโดน ต.ม. เรียกดูเอกสารเหล่านี้และสัมภาษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย มันก็ยิ่งทำให้ผมคิดหนักเข้าไปอีก หัวใจก็เต้นถี่แรงจนแทบจะหลุดออกจากกาย กลัวว่าจะโดน ต.ม.เรียกตรวจอีก แล้วถ้าไม่มีเอกสารพวกนี้มาแสดงให้ดู เราจะโดนส่งกลับเมืองไทยไหม ? นาทีนั้นมีแต่ “สติ” เท่านั้นที่จะกอบกู้สถานการณ์ได้ ผมค่อย ๆ คิดวางแผนว่า หากเกิดกรณีโดน ต.ม. เรียกตรวจ จะต้องทำอย่างไรให้ผ่านให้ได้ ผมจึงค่อย ๆ คิดไปทีละอย่าง เริ่มจาก…

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเปิดโปรแกรม Note แล้วจัดการ “เขียนโปรแกรมการเที่ยวทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ” อย่างคร่าว ๆ และเข้าใจง่ายที่สุด โชคดีที่ทุกทริปที่ผมเดินทางไปเที่ยวนั้น ผมได้วางแผนและออกแบบกำหนดการทั้งหมดเอง และแผนการเที่ยวในครั้งนี้ก็เสร็จไม่นานก่อนที่จะเดินทาง การนั่งระลึกความทรงจำจึงเป็นไปอย่างราบรื่น ผมเขียนแผนการท่องเที่ยวทั้ง 4 วันเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเรียบร้อยโดยใช้เวลาไม่นาน โดยจุดประสงค์การเขียนแผนย่อนี้ ก็เพื่อให้แฟนของผมได้ตื่นขึ้นมาอ่านในตอนเช้า และให้อ่านเป็นภาษาอังกฤษ เข้าใจเป็นภาษาอังกฤษ หากเจอ ต.ม. ถาม ก็จะได้เล่าเป็นภาษาอังกฤษได้ครับ

เป็นความโชคดีอีกหนึ่งอย่างเลยก็คือ แผนงานทุกอย่างที่ผมทำไว้ทั้งหมด อยู่บน Google Drive ซึ่งทำให้ผมวางแผนไว้ว่า ทันทีที่ถึงสนามบินปลายทาง จะจัดการเปลี่ยน SIM มือถือ แล้วจัดการ Download เอกสารทุกอย่างลงโทรศัพท์มือถือทันที หากมีการเรียกขอเอกสารจาก ต.ม. แบบทริปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว อย่างน้อยก็ยังเปิดแผนด้วยโทรศัพท์มือถือให้ดูได้ครับ

โอเค แผนเที่ยวคร่าว ๆ เสร็จแล้ว และคิดแผนที่จะต้องทำเมื่อถึงสนามบินปลายทางไว้เรียบร้อยแล้ว จิตใจก็เริ่มสงบลง ผมสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ทำจิตใจให้ว่าง เบาะเอนลงไป ปรับที่พักคอให้เข้าที่ ใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงสบาย ๆ มีหมอนหนุนหลัง มีผ้าห่มให้ห่มคลายหนาว แล้วสุดท้ายผมก็หลับไปในที่สุด..


19 ตุลาคม 2018 เวลาเช้าตรู่ ณ น่านฟ้าประเทศญี่ปุ่น

ผมนอนหลับได้ซักพักใหญ่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เปิดหน้าต่างดูก็พบว่าฟ้าด้านนอกเริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาแล้ว ผมเปิดดูหน้าจอข้อมูลการบินก็พบว่า ตอนนี้เรากำลังบินอยู่ในน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว และอยู่ใกล้บริเวณเกาะโอกินาว่า เกาะทางตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ที่ผมเองก็อยากจะเดินทางมาเที่ยวซักครั้งเหมือนกัน. ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับมานั่งทบทวนแผนที่เขียนเอาไว้เมื่อคืนนี้ ซักพักภรรยาของผมก็ตื่นตาม ผมจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ฟัง ซึ่งภรรยาของผมก็ถึงกับเหวอเลยเหมือนกัน ผมจึงบอกสิ่งที่จะต้องทำคือ นั่งอ่านแผนภาษาอังกฤษที่ผมพิมพ์เอาไว้ ท่องจำให้เข้าใจให้ได้ โดยผมอธิบายประกอบว่า สถานที่ที่เราจะไปนั้น เป็นแบบไหน ไม่นานภรรยาของผมก็จำได้หมดครับ

ไม่นาน ไฟในห้องโดยสารก็ได้เปิดขึ้นมา เหล่าลูกเรือก็เริ่มเข้าห้องครัวทำงานกันแล้ว สิ่งแรกที่เราได้รับเช้านี้คือ ผ้าร้อน ที่พอเอามาเช็ดหน้าแล้วทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเลยหละ เหมือนกับการปลุกร่างกายให้พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในวันนี้เลยครับ. ซักพักนึง เหล่าลูกเรือก็ทำการเสิร์ฟอาหารเช้า โดยวันนี้มีให้เลือก 2 เมนูคือ ข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย หรือ ไข่ออมเล็ตพร้อมไส้กรอก ซึ่งทั้งสองเมนูนั้นเสิร์ฟพร้อมกับครัวซอง โยเกิต ผลไม้สด และน้ำผลไม้ เราทั้งคู่จึงสั่งมาคนละ 1 เมนู โดยผมเลือกเป็นเมนูข้าวหมูทอด ส่วนภรรยาผมเลือกไข่เจียว โดยระหว่างที่ทานอยู่นั้น ลูกเรือก็จะบริการเครื่องดื่มให้เพิ่มเติมด้วย หากเราต้องการเพิ่ม เราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้เลยจากลูกเรือครับ

ผมทานข้าวไป ดูวิวนอกหน้าต่างพร้อมกับดูข้อมูลการบินไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้ว่าตอนนี้เรากำลังบินอยู่เหนือเมืองอะไร เราบินผ่านเกาะคิวชู ผ่านเมืองฮิโรชิมะ ผ่านเมืองทตโตะริ แล้วออกสู่ทะเลญี่ปุ่นฝั่งตะวันตกอีกครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่แผ่นดินบนเกาะฮอนชูตอนเหนือผ่านจังหวัดอาคิตะและอาโอโมริ เครื่องบินมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่อไปเพื่อข้ามทะเลจากเกาะฮอนชูไปยังเกาะฮอกไกโด ผ่านเมืองฮาโกดาเตะ แล้วเครื่องบินก็เริ่มลดระดับลงเพื่อเตรียมบินลงสู่ท่าอากาศยานนิวชิโตเซะ (New Chitose) เครื่องบินได้บินอยู่เหนือแผ่นดินที่เมืองอีกครั้ง ที่เมือง Tomakomai แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงเรื่อย ๆ จนถึงสนามบินนิวชิโตเซะ ล้อได้สัมผัสกับพื้นรันเวย์อย่างนิ่มนวล เครื่องยนต์เปิดระบบ Thrust Reverser พร้อมกับปีกเครื่องบินที่กาง Flap อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดความเร็วของเครื่องบินลง แล้วลูกเรือได้ประกาศว่าเรามาถึงที่หมายเรียบร้อยแล้วครับ

เมื่อเครื่องบินจอดที่ Gate เรียบร้อยแล้ว สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง ภาพที่คุ้นตาก็กลับมา เหล่าผู้โดยสารต่างกันยืนขึ้นเพื่อหยิบกระเป๋าจากช่องเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะ แล้วยืนรอกันเพื่อเตรียมออกจากเครื่องบิน เป็นโชคดีที่ที่นั่งของเรานั้น อยู่ใกล้กับประตู และอยู่ใกล้กับแถวหน้าสุด จึงทำให้ได้ออกจากเครื่องเป็นกลุ่มแรก ๆ ในชั้นประหยัด โดยต้องรอให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจที่ได้รับสิทธิ์ลงจากเครื่องออกไปก่อนทั้งหมดก่อน ถึงจะเป็นคิวของผู้โดยสารชั้นประหยัดครับ. ทันทีที่เราเดินมาถึงประตูทางออกบนเครื่องบิน เราสองคนได้รับการไหว้และกล่าวคำอวยพรให้เราเที่ยวให้สนุกจากลูกเรือของการบินไทย. เป็นการปิดท้ายการให้บริการบนเครื่องบินของการบินไทยในเที่ยวบิน TG670 ในวันนี้ครับ.


เราก้าวออกมาจากเครื่องบิน สู่งวงช้างของสนามบินเพื่อเดินเข้าไปภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งแฟนของผมนั้นได้ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน ส่วนผมในระหว่างที่รอนั้น ผมได้จัดการ Download เอกสารทุกอย่างที่เก็บไว้ใน Google Drive มาไว้บนโทรศัพท์ รวมถึง Capture หน้าจอข้อมูลสำคัญ ๆ เช่น ใบจองโรงแรม ตารางการเที่ยว เป็น File ภาพ เพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังโทรศัพท์มือถือของแฟนอีกทีนึง เพื่อให้แฟนผมมีข้อมูลสำคัญเหล่านี้แสดงให้กับทาง ต.ม. ในกรณีที่จะโดนสอบถามเหมือนที่ผมเคยโดนมาเมื่อครั้งที่แล้ว. เมื่อแฟนผมออกมาจากห้องน้ำ ข้อมูลทุกอย่างก็พร้อม เราจึงเดินเข้าไปสู่ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองกันด้วยใจระทึกกว่าทุกครั้งที่เราเคยเที่ยวต่างประเทศด้วยกันมา

เราเดินผ่านเครื่องตรวจอุณหภูมิร่างกาย ผ่านเข้าไปเพื่อเข้าแถวต่อคิวตรวจคนเข้าเมือง ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองที่นี่ดีอย่างนึงคือ จะมีขั้นตอนการตรวจสอบ Passport ก่อนกับเจ้าหน้าที่ในตอนแรก ด้วยเครื่องอะไรซักอย่าง เจ้าหน้าที่เขาจะเรียกเราไปเข้าเครื่องนั้น แล้วเอา Passport ไป scan พร้อมกับตรวจสอบใบ ต.ม. ที่เราเขียนไว้ หากทุกอย่างถูกต้อง เจ้าหน้านี่ก็จะคืนแล้วจะได้ไปเข้าคิวเพื่อเจอกับ ต.ม.ที่ทำหน้าที่ออกสติกเกอร์ประทับตราไว้ใน Passport ของเราอีกครั้ง. ผมและภรรยาเข้าแถวเดียวกัน โดยที่ผมเดินเข้าไปก่อน ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี ต.ม.ไม่ถามอะไรซักคำ แล้วก็ให้ผมผ่านมาได้ ส่วนภรรยาที่เข้าแถวตามมานั้น เป็น Passport เล่มใหม่ที่เพิ่งไปทำมาเพราะเล่มเก่าหมดอายุ ภรรยาผมเล่าให้ฟังทีหลังว่า เจ้าหน้าที่หยิบ Passport ไปเปิดดูแล้วเจ้าหน้าที่ถามว่ามาญี่ปุ่นครั้งแรกหรอ เธอก็ตอบว่า ไม่ ๆ แล้วก็หยิบ Passport เล่มเก่าให้เจ้าหน้าที่ดู ซึ่งมีประวัติการเข้าญี่ปุ่น รวมถึง VISA เข้าประเทศญี่ปุ่นในสมัยที่คนไทยยังต้องขอ VISA กันอยู่ อยู่ด้วย เจ้าหน้าที่ก็ไม่ถามอะไรอีก แล้วก็แปะสติกเกอร์ประทับตราเข้าประเทศญี่ปุ่นผ่านมาได้อย่างสบาย… โล่งใจครับ รอดแล้ว !!!

เมื่อเราผ่าน ต.ม. มาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการรอรับกระเป๋าสัมภาระที่เราโหลดมาใต้ท้องเครื่องบิน เมื่อเราได้กระเป๋าครบแล้ว ก็ต้องผ่านศุลกากรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ตอนนั้นผมก็นึกได้ว่า ครั้งหนึ่งที่ผมไปเที่ยวโตเกียวกับเพื่อน ๆ ก็โดนศุลกากรเรียกดูเอกสารนี่หว่า… เฮ้อ ยังไม่จบอีก ผมก็ไปต่อคิวเพื่อผ่านศุลกากร แล้วก็มองคนข้างหน้าซึ่งมีอยู่ 2 รายนั้น โดนศุลกากรขอเปิดกระเป๋าทั้งหมด เอาหละสิ งานเข้าสิครับ จะโดนเรียกดูเอกสารอีกไหมเนี่ย. เมื่อถึงคิวของเรา เป็นจังหวะที่มีเจ้าหน้าที่อีกคนเดินเข้ามาช่วยงานศุลกากรคนเดิมที่กำลังง่วนกับการรื้อกระเป๋าของผู้โดยสารคนก่อนหน้าเราพอดี เขาเรียกเข้าไปไปในช่องเดิม แล้วก็เอาใบแสดงตัวของศุลกากรให้ดู เขาถามเราว่า มากัน 2 คนใช่ไหม แล้วมากี่วัน ผมก็ตอบไปว่ามา 5 วัน กลับวันจันทร์นี้ (ในใจก็คิดแล้วว่า จะโดนเรียกดูเอกสารไหมนะ) แล้วเจ้าหน้าที่ก็หยิบแผ่นป้ายขึ้นมาเหมือนเกมตอบคำถามในเกมโชว์รายการทีวีเลยครับ แล้วถามว่า เรามีสิ่งของพวกนี้ไหม (พวกสิ่งของต้องห้ามต่าง ๆ) เราก็ตอบว่าไม่มี ซึ่งผมก็คิดในใจว่า เดี๋ยวคงต้องโดนเปิดกระเป๋าแน่ ผมเลยบอกเขาไปว่า เชิญเปิดเช็คในกระเป๋าได้เลยครับ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบว่า ไม่เป็นไร ๆ ยินดีต้อนรับสู่ฮอกไกโด แล้วก็ผายมือให้เราผ่าน ออกไปด้านนอกในที่สุด. โล่งใจครับ ในที่สุดเราก็ถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้วครับ

วินาทีที่เราเดินออกมาจากประตูขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง เราก็เห็นหุ่นโดราเอม่อน ยืนต้อนรับเราอยู่ โดยส่วนตัวผมเองนั้นชอบโดราเอม่อนมาก และทราบมาว่า ที่สนามบินนิวชิโตเซะแห่งนี้ มีสวนสนุกโดราเอม่อนอยู่ด้วย ผมก็เลยวางแผนว่าจะมาเที่ยวสวนสนุกแห่งนี้ด้วยครับ เราสองคนจึงเดินลากกระเป๋าแล้วหาทางไปยังสวนสนุกโดราเอม่อนนี้ทันที

ชื่อสถานที่ : Doraemon WAKUWAKU Sky Park
Location : ชั้น 3 ทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศและต่างประเทศ สนามบินนิวชิโตเซะ
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 18.00 (ร้าน Gift shop ปิด 18.30)
อัตราค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 800 เยน , เด็กโต (อายุ 13-18 ปี) 500 เยน , เด็กเล็ก (อายุ 3-12 ปี) 400 เยน , อายุน้อยกว่านี้ เข้าชมฟรี
เว็บไซต์ : http://www.new-chitose-airport.jp/en/doraemon/
วิธีการเดินทาง : เมื่อเราออกมาจากขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองนั้น เราจะอยู่ที่ชั้น 2 ให้เดินขึ้นมาที่ชั้น 3 แล้วมองหาทางเดินเชื่อมต่อไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ซึ่งสังเกตุไม่ยากเลยครับ เดินตามทางมาอีกเล็กน้อย ก็จะเห็นกำแพงรูปโดราเอม่อนเด่นสง่าอยู่ด้านขวามือ ตรงนั้นก็จะเป็นโซนของสวนสนุกโดราเอม่อนแล้วครับ

เราสองคนเดินมาถึงหน้าทางเข้าสวนสนุกแห่งนี้ก็พบว่า มันยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการเลยครับ เรามาถึงที่นี่ตอนเวลา 9 โมงเช้า แต่สวนสนุกนั้นเริ่มเปิดเวลา 10 โมง ซึ่งเราต้องรออีก 1 ชั่วโมงแหน่ะ ผมจึงตัดสินใจที่จะ “ไม่รอ” ด้วยเหตุผลว่าเดี๋ยวจะไปกระทบกับแผนเที่ยวในช่วงบ่าย

แฟน : จะไม่รอจริง ๆ หรอ ไหน ๆ ก็มาแล้วนะ
ผม : (คิดอยู่นาน) ไม่รอดีกว่า เดี๋ยวจะกระทบกับแผนในช่วงบ่ายและเย็นวันนี้ กลัวว่าจะฉุกละหุกเกินไปแล้วจะกลายเป็นต้องรีบไปหมดทุกอย่างไง
แฟน : โอเค ๆ งั้นไปเดินเที่ยวในสนามบินกัน

เราจึงเดินผ่านไปแล้วก็เดินดูบรรยากาศในทางเชื่อมอาคารที่ทางสนามบินชิโตเซะตั้งชื่อว่า Smile Road ระหว่างทางนั้นก็มีอะไรให้ดูมากมายเลย ยังมีสวนสนุก Hello Kitty World ที่เปิดเวลา 10 โมงเช่นเดียวกันด้วย มีร้านค้าดัง ๆ เช่น ร้าน Chocolate Factory , Royce รวมไปถึงร้านกาแฟอย่าง Starbuck ที่เปิดให้บริการในเวลานี้แล้วด้วย อีกทั้งยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่มากมาย และร้านขายของที่ระลึกอีกด้วยหละครับ. เดินไปเดินมา เราก็มาถึงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศแบบไม่รู้ตัว เราลงมาที่ชั้น 2 เพื่อแวะซื้อเสื้อที่ร้าน UNIQLO ซึ่งเป็นร้านปลอดภาษีครับ แต่แน่นอนครับว่า การซื้อสินค้าปลอดภาษีนั้น ต้องแสดง Passport ด้วยทุกครั้ง เมื่อเราซื้อเสร็จแล้ว เราก็จะเดินทางไปยังเมือง Sapporo ด้วยรถ Airport Bus กัน

แต่ก่อนที่จะไปขึ้นรถบัสนั้น ผมให้ภรรยานั่งรอที่หน้าร้าน UNIQLO เพื่อไปทำธุระสำคัญอย่างนึงก่อน นั่นคือ การไปซื้อบัตร IC Card ที่ชื่อว่า “Kitaca” มาใช้งานครับ. ผมรีบเดินลงไปที่สถานีรถไฟ แล้วไปที่ตู้จำหน่ายตั๋ว เพื่อซื้อบัตร Kitaca มาให้ภรรยาใช้ในการเดินทางในทริปนี้. เหตุผลที่ผมต้องไปจัดการซื้อบัตรนี้ก่อน ก็เพราะว่า เราจะไม่ได้มาสถานีรถไฟ JR อีกเลยจนถึงตอนค่ำ และระหว่างการเที่ยวในช่วงบ่าย เราจะต้องใช้บัตร IC Card ในการชำระค่าโดยสาร อีกทั้ง บัตรใบนี้ ยังสามารถใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น (ยกเว้นที่โอกินาวะ) เหมือนบัตร Suica ที่ผมซื้อมาใช้ที่เมืองโตเกียวในทริปที่แล้วอีกด้วยหละครับ เลยซื้อให้ภรรยาใช้ยาว ๆ แล้วเอากลับมาใช้ในทริปต่อไป ไม่ว่าจะเมืองไหนในญี่ปุ่นได้เลยครับ. สำหรับค่ามัดจำบัตรนั้น ราคาเพียง 500 เยน ครับ.

เมื่อผมจัดการซื้อบัตร Kitaca มาเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินกลับไปหาภรรยาแล้วเดินไปสอบถาม Information ของสนามบินว่า ทางไปขึ้น Airport Bus อยู่ที่ไหน ซึ่งก็ต้องลงลิฟไปที่ชั้น 1 ครับ เมื่อเดินมาถึงก็ให้มองหาเคาเตอร์ Chuo Bus แล้วเข้าไปซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ได้เลย เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีครับ เพียงเราแจ้งไปว่า เราต้องการนั่งรถบัสไปที่โรงแรมที่เราจะไป กรณีของผม ผมจะไปที่โรงแรม APA Hotel Susukino Ekime เจ้าหน้าที่ก็จะเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ เพื่อเขียนข้อมูลว่าชื่อป้ายที่เราจะต้องลงเมื่อถึงปลายทางไว้ให้ด้วย สำหรับค่าโดยสารนั้น ราคา 1030 เยน ต่อ 1 ท่าน ครับ. เมื่อเราได้ตั๋วมาแล้ว เราก็เดินออกไปประตูที่อยู่ข้าง ๆ ห้องจำหน่ายตั๋วได้เลย ซึ่งด้านนอกนั้น ก็จะเป็นป้ายรถเมล์ที่เราจะต้องใช้ขึ้นไปยังเมือง Sapporo ครับ.

ทันทีที่ผมเห็นเจ้าหน้าที่เขียนเวลาในกระดาษใบเล็ก ๆ นั้น ก็ตกใจเล็กน้อย ว่าเราใช้เวลาในสนามบินนี้นานตั้งกว่าเกือบ 1 ชั่วโมงเลย ซึ่งถือว่าสายกว่ากำหนดการมากแล้ว และก็แอบคิดในใจว่า ถ้ารอไปเยี่ยมชม Doraemon WAKUWAKU Sky Park ป่านนี้ก็คงได้เข้าไปแล้ว แต่ก็คิดในใจว่า “ไม่เป็นไร รอบหน้าก็ได้นะ ไว้พาลูกมาเล่นด้วยทีเดียวเลย”

ระหว่างรอรถนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูตั๋วของเราว่า เรามายืนถูกป้ายไหม ซึ่งนับว่าดีเลยครับ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเราได้มากเลยหละ. รอไม่นาน รถบัสก็มา พนักงานขับรถก็ลงมาจากรถแล้วมาดูตั๋วของเรา แล้วถามเราว่าเราจะไปลงที่ไหน ซึ่งกระดาษใบเล็ก ๆ ที่ห้องจำหน่ายตั๋วเขียนมาให้ในตอนซื้อตั๋วนั้นจะช่วยตอบคำถามนี้ให้กับเราแทนโดยอัตโนมัติทันทีที่เรายื่นตั๋วพร้อมกระดาษแผ่นนี้ให้ครับ แล้วพนักงานขับรถก็ถามเราว่ามีกระเป๋าที่ต้องการโหลดใต้ท้องรถไหม ซึ่งเรามีกระเป๋าใบใหญ่ 2 ใบ พนักงานคนเดิมจึงจัดการยกกระเป๋าใส่ท้องรถให้อย่างระมัดระวัง แล้วเชิญเราขึ้นไปนั่งบนรถ ซึ่งโชคดีที่เที่ยวนี้ผู้โดยสารน้อยมาก เราจึงเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ตามสบายเลยครับ รอไม่นาน รถก็ออกไปรับผู้โดยสารที่อาคารระหว่างประเทศอีกเล็กน้อย แล้วก็เดินทางออกจากสนามบิน ขึ้นทางด่วน มุ่งหน้าไปยังเมือง Sapporo ด้วยความสะดวกสบาย.

ระหว่างทางนั้น ผมก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นวิวทุ่งหญ้า เห็นฟาร์มแกะ และเห็นต้นไม้ที่ใบไม้กำลังเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ก็เพลินตาไปอีกแบบครับ แล้วทำให้ผมอดจินตนาการไม่ได้เลยหละครับว่า หากเป็นฤดูหนาวที่มีหิมะหนา ๆ วิวที่เห็นนี้ก็จะกลายเป็นอีกแบบ คงจะสวยไปอีกแบบ ก็อยากจะกลับมาดูวิวที่มีหิมะหนา ๆ ที่จินตนาการเอาไว้นี้อีกครั้งให้ได้เลยหละ. จากวิวต้นไม้ทุ่งหญ้าอยู่เต็มไปหมด แล้วต้นไม้ค่อย ๆ หายไป กลับกลายมาเป็นวิวอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่เขตชุมชนเมืองของ Sapporo กันแล้ว ระหว่างนี้ ผมก็เปิด Google Map ดูไปด้วย จะได้ไม่พลาดเรื่องการลงป้ายรถเมล์.

ไม่นาน เราก็เดินทางมาถึงป้ายรถเมล์ปลายทาง ผมก็ลงจากรถเมล์แล้วแจ้งย้ำกับคนขับรถว่า เรามีกระเป๋าอยู่ใต้ท้องรถ 2 ใบ. เมื่อเราลงจากรถแล้ว พนักงานขับรถคนเดิมก็ออกมาเปิดประตูใต้ท้องรถเพื่อหยิบกระเป๋าเดินทางของเราให้ แล้วก็กล่าวขอบคุณเรา. เรารับกระเป๋าแล้วลากกระเป๋าเดินมุ่งหน้าไปยังโรงแรม APA Hotel Susukino Ekime ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากป้ายนี้เท่าไรครับ

 

ชื่อสถานที่ : APA Hotel Susukino Ekime
Location : https://goo.gl/maps/1u7EdqcdaZJ2
เว็บไซต์ : https://www.apahotel.com/hotel/hokkaido/05_sapporosusukino-ekimae/
วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัสจากสนามบิน New Chitose ในราคา 1030 เยน มาลงที่ป้าย Minami Sanjo Susukino แล้วเดินมาทางทิศใต้ เจอสี่แยกแรก ให้ข้ามถนนมาทางซ้าย แล้วเดินตรงมาเรื่อย ๆ เจออีกสี่แยก ให้ข้ามถนนมาทางขวา ก็จะเจอโรงแรมพอดี โรงแรมเป็นอาคารสีส้ม อยู่ตรงหัวมุมสี่แยกพอดี ข้างใต้โรงแรมจะมีร้าน Lawson ด้วยครับ

มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงสงสัยว่า ทำไมผมถึงไม่เลือกเดินทางด้วยรถไฟ แต่หันมาใช้บริการรถบัสแทน ผมให้เหตุผลสำคัญเรื่องความสะดวกสบายครับ คือเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถไฟแล้ว การลงจากรถบัสแล้วเดินจากป้ายรถเมล์ เดินมาถึงโรงแรมนั้น ใกล้กว่าและสะดวกกว่า วิธีการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งจะต้องไปลงที่สถานี JR Sapporo แล้วต่อรถไฟใต้ดินมาอีก 2 สถานีเพื่อลงที่สถานี Susukino แล้วจะต้องเดินจากสถานีรถไฟใต้ดินมาที่โรงแรม ซึ่งเรามีกระเป๋าเดินทางที่ต้องลากด้วย การที่เราเลือกใช้รถบัสแล้วมาลงที่ป้ายรถเมล์ใกล้ ๆ โรงแรม แล้วเดินลากกระเป่าไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ก็เป็นอะไรที่สะดวกสบายกว่าเยอะเลยหละครับ.

เมื่อเราเดินมาถึงโรงแรมแล้ว เราก็ไปคุยกับพนักงานเพื่อแจ้งว่าเราจะทำการเช็คอิน แต่เนื่องจากเรามาก่อนเวลาเปิดเช็คอินพอสมควร เราจึงทำได้เพียงแค่ฝากกระเป๋าเท่านั้น เราจึงจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำของโรงแรม แล้วฝากกระเป๋าเดินทางเอาไว้ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจึงพร้อมที่จะเดินทางไปเที่ยวเมือง Sapporo แล้วครับ เราเดินออกไปยังหน้าโรงแรมด้วยใจเต็มร้อย แต่มีบางสิ่งที่ทำให้ผมถึงกับช๊อคเลย นั่นคือ …

“สายฝน กำลังโปรยลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว”

เอาหละครับ สำหรับบทความรีวิวท่องเที่ยวในตอนที่ 1 นี้ก็จบลงแล้ว และตอนต่อไปตอนที่ 2 จะเป็นเรื่องราวของการเที่ยวภูเขา Moiwa ที่เป็นจุดชมวิวชื่อดังของเมืองซัปโปโร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามออ่านกันด้วยนะครับ

และที่สำคัญ อ่านจบแล้ว อย่าลืมดู Video Review ประกอบบทความนี้ เพื่อได้รับชมทุกมุมมองในเนื้อหาตอนนี้กันด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ การบินไทย ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.