Mt. Moiwa วิวสวยแบบนี้ ไม่แวะมาไม่ได้แล้ว
Autumn in Hokkaido EP#02

สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 2 ของการเดินทางในทริปใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโดแล้ว. ในตอนที่แล้ว เราสองคนเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองซัปโปโรกันสด ๆ ร้อน ๆ เรามาถึงโรงแรมแล้วฝากกระเป๋าเรียบร้อย แล้วเตรียมตัวออกเดินทางไปยัง Mt.Moiwa แต่พอออกมาด้านนอก ก็ฝนตกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยซะอย่างนั้น เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านบทความรีวิวท่องเที่ยวฉบับนี้ ที่อ่านแล้วใช้ตามรอยได้ทันทีกันต่อเลยครับ

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ

18 ตุลาคม 2018 14.30 น. ณ โรงแรม APA Hotel Susukino Ekime

แฟน : นี่ ทำไมฝนถึงตกได้หละ ?
ผม : ก็ไม่รู้เหมือนกัน เนี่ย เปิด App พยากรณ์อากาศมันก็บอกว่าไม่มีฝน มันบอกแค่ว่ามีเมฆมาก
แฟน : อ้าว ทำไม App มันพยากรณ์ไม่แม่นแล้วหละ
ผม : ก็ไม่รู้สิ งงเหมือนกันเนี่ย

เราสองคนได้รับการต้อนรับจากการเที่ยวที่แรกด้วยสายฝน ทำเอาเราถึงกับตะลึง เพราะเราดูพยากรณ์อากาศในโทรศัพท์มือถือในมือตอนนั้น อากาศคือ มีเมฆเป็นบางส่วน แต่ไม่ฝน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอความไม่แม่นยำในเรื่องการพยากรณ์อากาศของประเทศนี้.  เราสองคนกลับมานั่งตั้งหลักที่โรงแรมอีกครั้ง และโชคดีของเราสองคนที่พกร่มเล็ก ๆ มาจากบ้านใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางในทุกทริปที่เราเที่ยวด้วย ทำให้เราสามารถเดินกางร่มออกมาได้เมื่อตอนฝนเริ่มซา จนเราคิดว่าปลอดภัยไม่น่าจะเปียกแล้ว.

เราก้าวเท้าออกมาจากโรงแรม APA Hotel Susukino Ekime อีกครั้ง ทุกก้าวต้องก้าวด้วยความระมัดระวังไม่ให้ลื่น ยิ่งพาคนท้องมาเที่ยวด้วย จึงต้องระวังเป็นพิเศษเลยหละครับ. เราเดินออกจากโรงแรมไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Susukino Station ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม โดยวางแผนไว้ว่าจะเดินเที่ยวแบบหลบฝนไปในตัวและหาอะไรทานเป็นมื้อเที่ยงที่นี่ไปเลย. แต่เพราะเรามาที่นี่เป็นครั้งแรก และเราก็เดินกันจนเพลิน รู้ตัวอีกที เราก็เดินยาวมาจนถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Odori Station ซะอย่างนั้น เราจึงขึ้นมาด้านบนก็พบว่า ฝนหยุดตกแล้ว เราจึงเดินบริเวณด้านบนพื้นดิน แล้วเริ่มหาอะไรทานกัน โดยวางแผนการเดินไว้ว่า จะเดินไปที่ Tanuki-koji ระหว่างทางก็มีร้านอาหารให้เลือกอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว เราสองคนอยากทานอะไรง่าย ๆ เร็ว ๆ จึงเลือกทานร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังอย่าง โยชิโนยะ (Yoshinoya) นี่แหล่ะครับ ชัวร์ที่สุด ทานง่าย เสิร์ฟเร็ว และอร่อยด้วย.

เมื่อทานเสร็จเรียบร้อย เราออกมาจากร้านก็พบว่า สถานีรถรางที่จะพาเราไปภูเขาโมอิวะนั้น อยู่ตรงหน้าร้านพอดีเลยครับ สถานีนี้มีชื่อว่า สถานีรถราง Tanukikoji (Tram) โดยรถรางนี้ จะมีอยู่ 2 ฝั่ง โดยรถรางสายนี้จะวิ่งสวนกันเป็นวงกลม แบบตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา การขึ้นที่หน้าร้าน Yoshinoya นี้ จะวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา อัตราค่าโดยสาร 200 Yen ตลอดสาย และแน่นอนครับว่า สามารถใช้บัตร IC Card อย่าง Suica และ Kitaca มาใช้ได้ โดยวิธีการจ่ายเงิน ก็เพียงแค่แตะที่เครื่องอ่านบัตรตรงประตูทางลงด้านหน้ารถรางนี่แหล่ะ. เราขึ้นรถรางแล้วเดินทางมาลงที่สถานี Ropeway Iriguchi โดยใช้เวลาประมาณ 25 นาที เมื่อมาถึง เราเดินข้ามถนนมายังอีกฝั่ง เพื่อไปขึ้นรถ Free Shuttle Bus ไปยังสถานี Ropeway ไปยังภูเขา Moiwa อีกครั้ง โดยรถบัสฟรีจะมีทุก ๆ 15 นาที คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว. เรามารอรถบัสไม่นาน รถบัสก็มารับ แล้วก็มุ่งหน้าไปยังสถานี Ropeway เพื่อขึ้นไปเที่ยวภูเขา Moiwa ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน ประมาณ 5 นาที ก็ถึงแล้วครับ.

ชื่อสถานที่ : จุดชมวิวภูเขาโมอิวะ (Mt.Moiwa)
Website : http://www.uu-hokkaido.info/corporate/moiwa.shtml
Location : https://goo.gl/maps/7cSw414w7MD2
ค่าโดยสารสู่ยอดเขา : ตั๋วแบบ ไป-กลับ คนละ 1700 เยน
วิธีการเดินทาง : สำหรับการเดินทางไปยังยอดเขา Moiwa นั้นมีหลายวิธี ตั้งแต่การเดินด้วยเท้าขึ้นไปบนเขา การขับรถขึ้นไป และวิธีที่สะดวกสบายที่สุดก็เป็นการนั่งรถกระเช้าขึ้นไปนี่แหล่ะ โดยสถานีรถกระเช้านั้น จะมีอยู่ 3 ที่คือ 1. สถานีตีนเขา (Mountain Foot Station) 2. สถานีกลางเขา (Middleway Station) และสุดท้าย 3. สถานียอดเขา (Summit Station) ซึ่งระหว่างสถานีตีนเขา และสถานีกลางเขา นั้น จะใช้รถราง (Ropeway) ในการเดินทาง ส่วนจากสถานีที่กลางเขาไปยังสถานียอดเขา จะใช้รถแบบ Cable Car ครับ อัตราค่าโดยสารที่ผมซื้อคือ แบบไปกลับ ราคาคนละ 1700 Yen ครับ.

เราเดินเข้ามาในอาคารสถานีตีนเขา (Mountain Foot Station) แล้วขึ้นลิฟมายังชั้น 4 เพื่อมายังห้องจำหน่ายตั๋ว โดยที่ห้องจำหน่ายตั๋วนี้ จะมีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้เลยว่าควรจะขึ้นไปเที่ยวดีไหม อย่างการถ่ายทอดสดภาพวิวจากบนยอดเขา ให้เห็นสภาพอากาศบนนั้น พร้อมกับบอกอุณหภูมิรวมไปถึงการสรุปให้เลยว่า วันนี้สภาพอากาศโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ใด ซึ่งที่เราสองคนเห็นนั่นคือ บนยอดเขามีแดดดี มีเมฆนิดหน่อย อากาศเย็นกำลังดี และเขาให้คะแนนว่า “ดี” เราจึงไม่ลังเลที่จะตัดสินใจซื้อตั๋วคนละ 1700 Yen ที่ห้องจำหน่ายตั๋ว แล้วยืนรอขึ้นรถราง เพื่อเดินทางไปเที่ยวบนเขา Moiwa ครับ


เรารอรถรางไม่นาน รถรางก็มาถึง เป็นความโชคดีที่เราได้มาเร็ว ทำให้นักท่องเที่ยวที่ร่วมขบวนไปกับเรานั้นมีไม่มาก ทำให้ผมสามารถไปยืนถ่ายภาพได้ในตำแหน่งที่ดี นั่นคือ เมื่อเราเดินขึ้นมาบนรถแล้ว ให้เราไปอยู่ด้านท้ายรถราง เพราะด้านท้ายรถรางนั้น จะทำให้เราเห็นวิวของเมืองซัปโปโรพร้อมกับพื้นด้านล่างอันแสนสวยงามนี่แหล่ะครับ อย่าพลาดเดินไปด้านหัวรถรางเชียว ไม่งั้นจะเห็นแค่ภูเขาและตนไม้ระหว่างเท่านั้นเองครับ. ทันทีที่รถรางเริ่มเคลื่อนที่ เจ้าหน้าที่ผู้คุมรถรางก็ได้กล่าวต้อนรับเรา แล้วก็บรรยายไปเรื่อย ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นให้กับนักท่องเที่ยวได้ฟัง ส่วนผมนั้นฟังไม่รู้เรื่อง เลยได้แต่ถ่ายภาพอย่างเดียวครับ. วิวที่เห็นด้วยตานั้น พื้นด้านล่างคือ เรากำลังยืนอยู่บนความสูงเหนือต้นไม้ที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ด้านหน้า ก็มีเจดีย์สีขาวสวย ๆ อยู่ และฉากหลังคือเมืองซัปโปโร ผมกด Shutter บนกล้องถ่ายภาพเพื่อเอาสามสิ่งนี้เมื่อมารวมกันในเฟรมภาพเดียว มาให้กับท่านผู้อ่านได้ชมภาพไปด้วยกันครับ

นั่งรถรางได้ซักประมาณ 5 นาที ก็มาถึงสถานีกลางเขา (Middleway Station) เมื่อมาถึงที่นี่ เจ้าหน้าที่คนเดิมที่ควบคุมรถราง ได้เดินนำทางพานักท่องเที่ยวอย่างเราไปยังทางขึ้นรถ Cable Car กันต่อทันที โดยผมก็ไม่ทันได้มองว่าที่สถานีนี้มีอะไรบ้าง แต่เห็นแว็บ ๆ ว่า มีร้านขายของฝากอยู่ด้วย. อ่ะ เล็งไว้ก่อนว่าเราคงจะมาซื้อของฝากกันตรงนี้ในขากลับ. แล้วเราก็เดินขึ้นรถ Cable Car แล้วออกเดินทางกันทันที โดยแทบไม่ต้องรอใครมาเพิ่มเติมเลย เพราะมีแต่นักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมที่นั่ง Ropeway มานี่แหล่ะ. สำหรับบนรถ Cable Car นั้น ก็ให้หาที่ยืนแถว ๆ ท้ายรถเพื่อได้ชมวิวและถ่ายภาพด้านล่าง ซึ่งวิวที่เห็นนี้ จะเป็นวิวภูเขาและต้นไม้สองข้างทางเสียมากกว่า และระยะเวลาก็สั้นนิดเดียว ประมาณ 1 นาที ก็ถึงสถานียอดเขา (Summit Station) แล้วหละ. เมื่อมาถึงสถานียอดเขา (Summit Station) แล้ว เราก็เดินก้าวออกมาจากรถ Cable Car แล้วเดินเข้าสู่อาคารด้านในทันที.

เราเดินขึ้นบันไดมาเรื่อย ๆ ก็พบว่าที่นี่มีร้านกาแฟ และมีที่นั่งพักผ่อนภายในอาคารด้วย เมื่อเราเดินมาถึงชั้นบนสุด ก็จะเป็นโซนดาดฟ้า อันเป็นที่ตั้งของจุดชมวิวชื่อดังแห่งภูเขาโมอิวะ วินาทีแรกที่เราก้าวออกมาจากอาคาร ก็เล่นเอาเราขนลุก เพราะอากาศบนนี้เย็นกว่าด้านล่างเยอะ อีกทั้งยังมีลมพัดมาอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ยิ่งเย็นไปกว่าเดิม. เราเดินไปยังจุดชมวิว แล้วมองออกไปยังวิวด้านล่าง ซึ่งวิวที่อยู่ด้านหน้านั้น คือเมืองซัปโปโรและบริเวณรอบนอกในแบบพาโรนาม่า ไกลสุดลูกหูลูกตาเลยครับ อีกทั้งยังมีต้นไม้บริเวณใต้ภูเขาแห่งนี้ที่เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว และยังมี รุ้งกินน้ำ ที่ปรากฎตัวออกมาจากกลางใจเมืองซัปโปโร ทำให้วิวที่เราสองคนเห็นนั้น ช่างสวยงามวิเศษสุด ๆ จนทำเอาเราลืมความหนาวเย็นบนนี้ไปเลยหละ.

ผมกับภรรยาก็เดินรอบ ๆ จุดชมวิวที่นี่ไปเรื่อย ๆ และยังมีมุมภูเขาด้านหลังจุดชมวิว ที่สวยงามไม่แพ้กัน สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ภูเขาลูกใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสีเต็มทั้งภูเขา ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นสีเขียวอยู่ แต่ก็มีสีเหลือง สีแดง ปะปนสร้างสีสันให้กับภูเขาลูกนี้ ผมจึงถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และที่สุดท้าย “ระฆังแห่งความรัก” ซึ่งผมเรียกชื่อมันไว้อย่างนี้ เพราะเป็นที่ที่เหล่าคู่รักจะมายืนคู่กันแล้วสั่นระฆังให้ดังกังวาลออกไป แน่นอนครับว่า เราสองคนก็ไม่พลาดที่จะสั่นระฆังนี้ด้วย อีกทั้งบริเวณรั้วตรงนี้ ก็มีเหล่าคู่รักเอาแม่กุญแจที่เขียนชื่อของตัวเอง มาคล้องไว้เพื่อเป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งเราทั้งคู่เคยมาสั่นระฆัง ณ ที่แห่งนี้. บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ ช่างโรแมนติกเสียจริง ๆ ครับ

“ลมพัดเย็น ๆ วิวเมืองสวย ๆ ใบไม้เปลี่ยนสี มีระฆังให้ตี ดังกังวาลไปทั่วภูเขาแห่งนี้ ภูเขาโมอิวะ”

แฟน : ถ่ายเสร็จแล้วใช่ไหม
ผม : ยัง ๆ ยังอยากถ่ายต่อเรื่อย ๆ
แฟน : งั้นขอเข้าไปหลบหนาวข้างในก่อนนะ ไม่ไหวแล้ว บนนี้มันหนาว
ผม : โอเค ๆ เดี๋ยวถ่ายเสร็จจะตามลงไปนะ

ด้วยความที่บนนี้ อากาศเย็น บวกกับลมที่พัดแรง ทำให้อากาศบนนี้เย็นมากจนแฟนของผมก็สู้กับอากาศเย็นไม่ไหว จึงขอไปนั่งพักที่จุดพักภายในอาคารก่อน ส่วนผมก็ถ่ายภาพ ถ่าย Video ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิด Event ขึ้นอีกครั้ง … “ฝนตก” อีกแล้วครับ

“งานเข้าแล้ว” ผมคิดในใจ เพราะผมเริ่มสังเกตุกลุ่มเมฆกลุ่มหนึ่งอยู่มาพักนึงแล้วว่า กลุ่มเมฆนี้เป็นกลุ่มเมฆฝน และมันก็กำลังพัดมาทางภูเขาแห่งนี้ ไม่นาน เมฆก้อนนี้ก็มาถึงจุดชมวิวที่นี่ตามที่ผมคาดการเอาไว้. วิวที่สวยงามก็หายไป กลายเป็นสายฝนโปรยลงมาแทน ผมจึงรีบเก็บกล้องตั้งแต่ฝนเม็ดแรกตกลงมา แล้วรีบกลับเข้าไปในอาคาร เพื่อไปนั่งกับแฟนที่รออยู่ก่อนแล้ว เราจึงถือโอกาสนี้ ได้นั่งพักผ่อนแบบจริง ๆ จัง ๆ เป็นครั้งแรกหลังจากเราเดินทางกันไม่หยุดตั้งแต่สนามบินชิโตเซะ. ระหว่างนั้น ผมก็เริ่มกังวลว่า ผมจะไม่ได้ภาพแสงทไวไลท์เมืองซัปโปโร เพราะเวลานั้น ใกล้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพ Land Scape แล้วครับ และสิ่งที่ผมกังวลก็เป็นจริง ฝนยังไม่หยุดตกในช่วงแสงทไวไลท์จริง ๆ ด้วย. แต่ผมก็ฝืน ออกไปจุดชมวิวด้านนอกอีกครั้ง เอากล้องไปตากฝนเพื่อถ่ายภาพให้ได้ แต่ภาพที่ได้ออกมานั้น สำหรับผมแล้ว ไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะมันคือการถ่ายภาพเมืองที่กำลังฝนตกอยู่นั่นเอง ไม่ใช่ภาพเมืองที่มีท้องฟ้าสีสวย ๆ ในแสงช่วงใกล้ค่ำ ตามที่ผมจินตนาการเอาไว้. ผมจึงผิดหวังกับโชคชะตาที่ธรรมชาติมาเล่นงาน แล้วผมก็เก็บกล้องกลับเข้าไปในที่นั่งพักภายในอาคารอีกครั้ง เพื่อรอให้ฝนหยุดตก แล้วมาถ่ายภาพแสงเมืองในตอนกลางคืนอีกครั้ง.

เรานั่งรอซักพัก นักท่องเที่ยวก็เริ่มมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ฝนด้านนอกก็ยังคงตกอยู่ ระหว่างนี้ ผมก็คอยเดินขึ้นไปเช็คสภาพอากาศด้านนอกอยู่เรื่อย ๆ ว่า ฝนตกเบาลงจนพอที่จะถ่ายภาพได้หรือไม่ จนกระทั่งมีช่วงจังหวะหนึ่ง เป็นช่วงฝนกำลังจะหยุดตกพอดี ผมจึงรีบเดินออกไปเพื่อรีบถ่ายภาพวิวเมืองซัปโปโรในยามค่ำคืน ซึ่งวิวเมืองซัปโปโรในช่วงค่ำคืนบนภูเขาโมอิวะแห่งนี้ ก็สวยงามไม่แพ้ช่วงกลางวันเลยครับ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ แสงไฟจากเมืองซัปโปโร สว่างไสวสวยงามจับใจเลยหละครับ. แต่ผมจะมัวเสพสุขกับความสวยงามที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะผมต้องแข่งกับธรรมขาติที่ไม่รู้เลยว่าฝนจะตกลงมาอีกเมื่อไร. สภาพตอนนั้นคือ ผมถ่ายภาพในสภาพที่พร้อมจะยกกล้องหนีฝนตลอดเวลาเลยหละครับ ถ่ายไปก็ลุ้นไปว่า ฝนจะตกเม็ดใหญ่อีกหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุกเลย แต่ผมก็โอเคนะ เพราะวิวที่อยู่ตรงหน้านั้น ช่างสวยงามจริง ๆ สุดท้าย ผมก็ถ่ายภาพจนเสร็จ ภาพใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่สุดท้ายก็ได้รูปมาให้ท่านผู้อ่านได้ดูกันครับ.

ทันทีที่ถ่ายภาพเสร็จ ผมก็รีบกลับเข้าไปในอาคาร เก็บอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพ เพื่อเดินทางกลับไปยังเมืองซัปโปโร ในช่วงขาลงจากภูเขานั้น เป็นช่วงที่ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ต่างก็จะลงจากภูเขาเช่นเดียวกัน จึงทำให้ต้องรอคิวเพื่อขึ้น Cable Car และการโดยสารลงมาจากภูเขานั้นก็ต่างจากขาขึ้นมาอย่างลิบลับ เพราะผู้โดยสารนั้นเต็ม Cable Carเลยหละครับ เรานั่ง Cable Car ลงมาที่สถานี Middleway Station เพื่อแวะร้านขายของฝากที่เราสังเกตุเห็นในตอนขาขึ้นมา แล้วเราก็ซื้อ Postcard มาเป็นที่ระลึกและปลอบใจตัวเอง ซึ่ง Postcard ใบนี้เป็นรูปวิวเมืองซัปโปโรในช่วงแสงทไวไลท์ ที่ผมถ่ายมาไม่ได้ในวันนี้นั่นเองครับ.

เมื่อซื้อเสร็จเรียบร้อย เราจึงไปต่อคิวเพื่อลงจากภูเขาโมอิวะอีกครั้ง บรรยากาศก็คล้ายกันคือ มีผู้โดยสารเต็มขบวนรถกระเช้า และผมก็พลาดที่ไม่ได้ยืนบริเวณด้านหน้าของรถกระเช้า เพราะไม่ได้เข้าเป็นคนแรก ๆ ทำให้ต้องไปอยู่ช่วงท้ายกระเช้าไฟฟ้าแทน ทำให้ไม่เห็นวิวเมืองซัปโปโรตอนที่นั่งรถกระเช้าไฟฟ้าลงมาเลยครับ น่าเสียดายจริง ๆ แล้วสุดท้าย เราก็มาถึงสถานีตีนเขา เราเดินออกมาด้านนอกอาคารก็พบกับรถบัส Free Shuttle Bus ที่ให้บริการไปส่งใกล้กับสถานีรถกระเช้า เราจึงขึ้นไปบนรถ ได้เลยในรอบนั้น ซึ่งเป็นโชคดีที่เราไม่ต้องรอคิวอีก. รถบัสก็มาส่งเราที่จุดขึ้นรถบัสที่เดิมที่เราใช้เดินทางมา เราลงจากรถแล้วเดินไปที่สถานี Ropeway Iriguchi เพื่อขึ้นรถกระเช้าไฟฟ้าไปยังสถานี Susukino แล้วต่อรถไฟไต้ดินไปยังสถานี Sapporo เพื่อหาอะไรทานเป็นมื้อค่ำของวันนี้ก่อนที่จะกลับโรงแรม.

เมื่อเรามาถึงสถานี Sapporo เราก็มองหาร้านอาหารทันที ด้วยความที่แฟนเจอความหนาวจากบนภูเขามา เลยอยากทานอะไรที่เป็นน้ำซุปร้อน ๆ เมนูอุด้งร้อน จึงเป็นตัวเลือกที่เราเลือกหาทานกันในมื้อค่ำนี้ เราได้เห็นร้านอาหารร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินสถานี Sapporo ชื่อว่า “Nakau” โดยร้านนี้ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบจานด่วน ซึ่งมีข้าวหน้าต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูอุด้งร้อน ๆ ที่เราอยากทานกันด้วย วิธีการสั่งอาหารก็ง่าย โดยเราสามารถสั่งที่ตู้สั่งอาหารอัตโนมัติแล้วชำระเงินได้เลย เมื่อสั่งอาหารเสร็จและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ตั๋วออกมา เราเพียงไปนั่งโต๊ะที่ว่าง แล้วยื่นตั๋วให้พนักงาน รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟแล้วหละครับ หากใครมาเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ๆ หรือยังไม่เคยมีประสบการณ์การใช้ตู้สั่งอาหารอัตโนมัติแบบนี้ ก็อยากให้ลองใช้ดูซักครั้งนะครับ ส่วนเรื่องรสชาติอาหารของร้านนี้ ก็ถือว่าอร่อยใช้ได้ ราคาก็สมเหตุสมผล ไม่แพงเท่าไรครับ.

เมื่อเราทานอาหารกันเสร็จแล้ว ผมได้ขอแฟนไปเดินห้าง Bic Camera ที่อยู่ใกล้ ๆ กับสถานี JR Sapporo เพื่อหาอุปกรณ์กล้อง GoPro มาใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์ตัวนั้นคือ ฐานหมุนสำหรับถ่าย Timelapse ซึ่งผมได้ซื้อมาอันนึง แล้วก็เดินทางกลับไปที่โรงแรมกันทันที.

เมื่อมาถึงโรงแรม APA Hotel Susukino Ekime ผมก็ได้ติดต่อพนักงานเพื่อรับกระเป๋าที่ฝากไว้เมื่อตอนกลางวันที่เรามาก่อนเวลา Check-in แล้วเราก็ทำการ Check-in โรงแรมแห่งนี้ โดยทำผ่านตู้อัตโนมัติ ซึ่งจะมีการ scan หน้า Passport ของเรา และกรอกข้อมูลส่วนตัวของผู้เข้าพักด้วยครับ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เราก็จะได้ Key Card มา 2 ใบ จากตู้ Check-in อัตโนมัตินี้ทันที. เรารับ Key Card แล้วก็ขึ้นลิฟเพื่อเดินไปยังห้องพัก. ทันทีที่เราใช้ Key Card แตะเข้าประตูมา ก็พบว่า ห้องพักแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าที่คิด แต่ก็ไม่เล็กมากเหมือนโรงแรมที่โตเกียวที่เราเคยไปพัก ทำให้เรารู้สึกว่ายังโอเคอยู่ สิ่งอำนวยความสะดวกมีพร้อมตามมาตฐานโรงแรมญี่ปุ่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่พิเศษขึ้นมาหน่อยคือ โรงแรมนี้ จะมีโครงการไม่ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ผ้าห่ม ให้ เพื่อแลกกับน้ำดื่ม 2 ขวด ในทุก ๆ 4 วันที่เราเข้าพักครับ. ซึ่งก็นับว่าดีเหมือนกันสำหรับคนไม่ซีเรียสว่าจะต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกวัน แล้วก็ได้น้ำดื่มมาฟรี ๆ วันละ 2 ขวด ซึ่งปกติแล้ว โรงแรมที่ญี่ปุ่นที่ผมเคยพักมานั้น ไม่เคยแจกน้ำดื่มเลย เพราะน้ำดื่มสามารถดื่มได้จากก๊อกน้ำได้อยู่แล้วครับ เราจึงใช้น้ำดื่มที่เขาแจกมานี้ พกติดกระเป๋าในวันถัดไปทุก ๆ วันเลย ซึ่งทำให้เราประหยัดค่าน้ำดื่มที่เรามักจะแวะกดซื้อที่ตู้อัตโนมัติหรือเข้าไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อกันเป็นประจำครับ

 

เมื่อผมสำรวจห้องเสร็จแล้ว ผมก็หยิบอุปกรณ์เสริมสำหรับถ่ายภาพที่ผมเพิ่งซื้อมาจากร้าน Bic Camera เมื่อตอนค่ำที่ผ่านมาเพื่อทดสอบใช้งานดู ปรากฏว่า มันใช้งานไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ คือมันหมุนเร็วเกินไป “งานเข้าสิครับ” จะกลับไปคืนก็ไม่ทันแล้ว เพราะ ณ เวลานั้นห้างปิดแล้ว ผมจึงวางแผนไว้ว่า จะไปคืนสินค้าวันพรุ่งนี้ (ตอนต่อไป) แทน.

แล้วคืนนี้ เราก็นอนหลับพักผ่อนเก็บแรงกัน เพื่อเตรียมเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่อไปในวันพรุ่งนี้ สถานที่ที่เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของฮอกไกโด อีกทั้งยังเป็นแหล่งออนเซ็นชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซัปโปโรด้วย ที่นั่นคือ “โซจังเค” ครับ

สำหรับตอนนี้ก็จบลงแล้ว พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะครับ และที่สำคัญ อ่านจบแล้ว อย่าลืมดู Video Review ประกอบบทความนี้ เพื่อได้รับชมทุกมุมมองในเนื้อหาตอนนี้กันด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ การบินไทย ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.