Jozankei เมืองออนเซ็นชื่อดังแห่งฮอกไกโดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี
Autumn in Hokkaido EP#03

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วนะครับ กับการเดินทางท่องเที่ยวฮอกไกโดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเลยครับ ในตอนนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปชมใบไม้เปลี่ยนสีกันที่เมือง ๆ หนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากซัปโปโร เพียงนั่งรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึงแล้ว เมืองนั้นมีชื่อว่า “โจซังเค” เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องบ่อน้ำร้อนออนเซ็น และเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมแห่งหนึ่งของฮอกไกโดเลยหละ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามอ่านกันได้เลยครับ

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ

19 ตุลาคม 2018 08.00 น . ณ โรงแรม APA Hotel Sapporo Susukino-Ekimae

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น โดยเรื่องที่ตื่นเต้นนั้นไม่ใช่อะไรนอกจากการลุ้นว่า “ฝนจะตก” หรือไม่ เนื่องจากเมื่อวานผมได้รับประสบการณ์การพยากรณ์อากาศใน App บนมือถือนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาแล้ว ( App บอกว่าแค่มีเมฆมาก แต่ฝนตกต่อหน้าต่อตา) ผมเปิดม่านออกมา เห็นฟ้าใส ไม่มีเมฆมาบดบัง แสงแดดจ้า ก็ทำเอาผมใจชื้นขึ้นมา อย่างน้อยวันนี้เราก็จะได้ถ่ายภาพแบบไม่ต้องกลัวฝนกันแล้วหละ

เราใช้เวลาไม่นานนักในการเตรียมตัวออกจากโรงแรม เพราะทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว กล้องพร้อม แบตเต็ม ใส่กระเป๋าพร้อมหยิบออกมาทันที. เราเดินออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน Susukino เพื่อเดินทางไปยังสถานี Sapporo โดยจุดหมายปลายทางในวันนี้คือเมืองออนเซ็นเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซัปโปโร นั่นคือเมือง “โจซังเค” ครับ

แต่ก่อนอื่น เราต้องแวะทานอาหารเช้ากันก่อน เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังท้องอยู่อย่างแฟนผม มื้อเช้านี้ เราจึงตัดสินใจไปหาอะไรทานกันที่สถานี Sapporo เหมือนเมื่อคืนนี้อีกเช่นเคย ซึ่งเรามากันเร็วไปหน่อย ร้านส่วนใหญ่นั้นยังไม่เปิด แต่มีร้านหนึ่งที่เปิดอยู่และเราก็มั่นใจในรสชาติของร้านนี้แน่นอน นั่นคือ ร้าน “Nakau” ร้านที่เราทานอุด้งร้อน ๆ ไปเมื่อคืนที่ผ่านมานี่เองครับ เราจึงไม่คิดมากที่จะมาทานซ้ำร้านนี้ 2 มื้อติดกัน แต่เช้าวันนี้ เราทั้งคู่ได้สั่งเมนูข้าวหน้าต่าง ๆ มาทาน เพื่อให้หนักท้องเข้าไว้ เพราะวันนี้ เราจะออกแรงเดินเยอะกว่าเมื่อวานครับ. ส่วนรสชาติก็อร่อยเหมือนเดิม ถือว่าโอเคเลยหละ

เมื่อเราทานกันเสร็จแล้ว เราจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีรถบัส Sapporo ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับห้าง Bic Camera โดยเราต้องไปขึ้นรถบัสที่ชานชาลาเลขที่ 12 เหตุผลที่เรามาที่นี่ก็เพราะว่า การเดินทางไปยังโจซังเคด้วยขนส่งมวลชนสาธารณะนั้น ไม่มีรถไฟไปถึง เราต้องนั่งรถบัสไปอย่างเดียวครับ.

ชื่อสถานที่ : สถานีรถบัส ซัปโปโร (Sapporo Station Bus Terminal)
Location : https://goo.gl/maps/4edKdi1ugkB2

เมื่อมาถึงชานชาลาเลขที่ 12 เราก็พบกับนักท่องเที่ยวกำลังต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วขึ้นรถบัสกันพอสมควร ก็ทำเอาผมถึงกับอยากเปลี่ยนแผนไปเที่ยวที่อื่นเลยครับ แต่เพราะคิวที่รันได้เร็วมาก ทำให้เรารอไม่นาน ก็ได้ซื้อตั๋วขึ้นรถบัสไปยังเมืองโจซังเคเรียบร้อย ในราคาคนละ 770 เยน. เมื่อเราซื้อตั๋วรถบัสเสร็จ เราก็ต้องมาต่อคิวเพื่อขึ้นรถบัสอีก เป็นความโชคดีของเราที่ช่วงเวลาที่เรายืนต่อคิวอยู่นั้น เป็นรอบของรถบัสแบบด่วนพิเศษ Kappa Line พอดี ซึ่งรถบัสที่จะไปยังโจซังเคนั้น มี 2 แบบครับ คือ แบบธรรมดา ที่จอดรับผู้โดยสารระหว่างทางตลอด กับแบบด่วนพิเศษที่เรียกว่า Kappa Line ที่จะแวะรับผู้โดยสารอีกเล็กน้อยที่เมืองซัปโปโร (แวะที่ Odori และ Susukino) แล้วจะขับมุ่งหน้าตรงไปยังโจซังเคโดยไม่หยุดแวะรับผู้โดยสารแล้วครับ.


ระหว่างที่เรารอขึ้นรถอยู่นั้น ผมก็มองเวลาดูว่า จะทันห้าง Bic Camera เปิดไหม เพราะผมอยากจะเอาของที่ซื้อมาเมื่อวานแต่ใช้งานไม่ได้นั้นมาคืนก่อน. แต่สุดท้ายก็ไม่ทันครับ เราได้ขึ้นรถบัสก่อนที่ห้างจะเปิดทำการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น. แต่ไม่เป็นไรครับ คืนนี้ไว้ค่อยกลับมาคืนก็ได้.

ภายในรถบัสแบบด่วนพิเศษ Kappa Line นั้น นับว่าดีเลยครับ เพราะเป็นแบบที่นั่งแถวละ 4 ที่ แบ่งเป็นด้านละ 2 ที่นั่ง ตรงกลางเป็นทางเดิน และผู้โดยสารจะได้นั่งทุกที่นั่ง ไม่มีการยืนครับ. เมื่อถึงเวลา รถบัสก็ออกเดินทางออกจากสถานี Sapporo มุ่งหน้าไปยังสวน Odori และ Susukino เพื่อจอดแวะรับผู้โดยสาร แต่ก็ไม่มีใครได้ขึ้นเพราะที่นั่งเต็มหมดทุกที่ตั้งแต่สถานีต้นทางแล้วครับ. การเดินทางไปยังเมืองโจซังเคด้วยรถบัสนั้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น ระหว่างทางก็มีวิวภูเขาสวย ๆ ให้ดู ซึ่งช่วงนี้ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีพอดี ทำให้รู้สึกเพลินตากับวิวข้างทางเป็นอย่างมากเลยหละครับ.

ชื่อสถานที่ : โจซังเค (Jozankei)
Website : http://jozankei.jp/en/ 
Location : https://goo.gl/maps/CpkFSvc8JbC2
Jozankei bus guide : http://www.jotetsu.co.jp/bus/global/index.html
วิธีการเดินทาง : เดินทางด้วยรถบัส จากสถานีรถบัส Sapporo Station ค่าโดยสารคนละ 770 เยน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ แล้วมาลงที่ป้ายที่อยู่ใกล้ศาลเจ้า Jozankei หรือใกล้ Tourist Information Center หรือหากใครสะดวกลงป้ายอื่นที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่ก็มีป้ายให้ลงตามจุดสำคัญต่าง ๆ เช่นกัน

>>> Download Jozankei Bus Guide <<<

เมื่อรถบัสเข้าเขตเมืองโจซังเค ก็มีความเคลื่อนไหวจากคนขับรถโดยประกาศออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นอะไรซักอย่างที่ผมฟังไม่ออก แต่ก็เดาว่า เราคงใกล้ถึงเมืองโจซังเคแล้ว เราจึงเตรียมตัวที่จะลงจากรถ โดยเราจะลงที่ป้ายหน้าศาลเจ้าโจซังเค ซึ่งอยู่ใกล้กับ Tourist Information ครับ. เมื่อรถบัสมาถึงป้ายหน้าศาลเจ้า เราลุกออกจากที่นั่งแล้วยื่นตั๋วให้คนขับรถ แล้วลงมาจากรถบัส ทันทีที่ก้าวลงมาจากรถ ผมก็มองเห็นศาลเจ้าอยู่ใกล้ ๆ เราสองคนจึงเดินไปที่ศาลเจ้าทันที ศาลเจ้านี้มีชื่อว่า Jozankei Shrine ครับ


ทันทีที่เราเดินลอดประตูเสาโทริอิ อันเป็นประตูแบ่งกั้นเขตระหว่างโลกมนุษย์กับดินแดนของเทพเจ้า ตามความเชื่อของลัทธิชินโตของญี่ปุ่น บรรยากาศแรกที่เรารู้สึกได้เลยก็คือ ความร่มรื่น ได้ยินเสียงคนเดินเหยียบใบไม้ ที่ร่วงหล่นปลิวลงมาจากต้นตามแรงลมที่คอยพัดมาอยู่เรื่อย ๆ พื้นดินเต็มไปด้วยใบไม้สีน้ำตาลที่เหี่ยวเฉา มีเสียงนกเสียงการ้องแข่งกันกับเสียงลมที่คอยพัดต้นไม้อยู่เรื่อย ๆ นับว่าบรรยากาศนั้นดีมาก ๆ เลยหละ. เราเดินตรงไปที่ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ตรงหน้า แล้วผมก็ให้แฟนไปขอพรที่ศาลเจ้าด้วย ผมก็ถ่ายภาพถ่าย Video ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผมสังเกตุเห็นว่า ภูเขาหลังศาลเจ้านั้น มีต้นไม้ที่สูงใหญ่และมีใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีกำลังสวยงาม ผมจึงชวนแฟนไปถ่าย Video ที่ป่าหลังศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อเก็บบรรยากาศอันแสนร่มรื่นมาไว้เป็น Video Footage ครับ (รับชมได้ใน Video Review นะครับ)


เมื่อเราถ่าย Video กันจนพอใจแล้ว เราจึงเดินออกมาจากศาลเจ้า แล้วแวะไปที่ Tourist Information ก็พบว่า ที่ Jozankei นั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้อยู่ในแผนที่เราจะไปนั่นก็คือ เขื่อน Jozankei และเขื่อน Hoheikyo ซึ่งเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าไปชมเหมือนกัน โดยที่นี่จะมีบริการรถบัสนำเที่ยวเขื่อนทั้งสองแห่งนี้ด้วย แต่เราตัดสินใจไม่ไปทั้งสองที่ก็เพราะเวลาเรามีจำกัดครับ เราจึงยึดตามแผนเดิมที่จะเดินท่องเที่ยวบริเวณเมือง Jozankei อย่างเดียวเท่านั้นพอ. แต่ถ้าหากใครมีแผนที่จะมานอนพักที่นี่ ผมก็อยากแนะนำให้ท่านลองมาจองทัวร์ไปเที่ยวเขื่อนทั้งสองแห่งนี้ดูนะครับ เพราะเวลาของท่านจะมีอย่างเหลือเฟือที่จะเที่ยวที่นี่เลยหละ.

ชื่อสถานที่ : ออนเซ็นแช่ขาสาธารณะ (Taro-no-yu Footbath for Friendship)
Location : https://goo.gl/maps/Ckn4xK7oRYo

เราเดินออกมาจาก Tourist Information แล้วมุ่งหน้าไปยังออนเซ็นแช่เท้าฟรี ที่ตั้งอยู่ที่สี่แยกใกล้โรงแรม Jozankei View และเราก็ไม่พลาดที่จะลองใช้บริการจุดแช่เท้าแห่งนี้ การได้แช่เท้าในน้ำร้อนออนเซ็นแท้ ๆ ในเมืองแห่งออนเซ็นที่นี่ เป็นอะไรที่รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยหละ น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ลงบ่อแช่น้ำออนเซ็น แต่ได้แช่แค่เท้าก็ดีแล้วหละครับ.


เมื่อเราแช่เท้ากันจนหายเมื่อยแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังน้ำตกเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ มีชื่อว่า “Shiraito Fall” ครับ.

ชื่อสถานที่ : น้ำตกชิระอิโตะ (Shiraito Fall)
Location : https://goo.gl/maps/Y5oDD1dM2DL2

จากจุดแช่เท้า เดินไปน้ำตกชิระอิโตะ นั้น ระยะทางก็ไม่ไกลมาก ผมดูรูปมาจากใน Google ก็เห็นว่าสวยดี เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกล ผมเลยตัดสินใจใส่เข้ามาในแผนการเดินทางของเรา. แต่เมื่อเราเดินมาก็พบว่า ระหว่างทางนั้น เป็นทางลงเนินที่ผมคิดในใจแล้วว่า ขากลับเราต้องมีหอบในการเดินขึ้นเนินนี้แน่ ๆ. เราเดินมาเรื่อย ๆ ก็พบกับสะพานเล็ก ที่มีป้ายภาษาญี่ปุ่นปักไว้อยู่ ซึ่งตรงนั้นคือที่ตั้งของน้ำตกชิระอิโตะ เราสองคนเดินไปบนสะพานแล้วมองไปที่น้ำตกก็พบว่า. “น้ำแทบไม่มีเลย” เป็นน้ำตกที่น้ำไหลน้อยมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงหน้าฝนหละครับจึงทำให้แทบไม่มีน้ำไหลออกมาเลย. อีกทั้งยังมีแสงอาทิตย์สอดส่องออกมาจากน้ำตก ทำให้ภาพที่ถ่ายได้นั้น ย้อนแสงเต็ม ๆ เลยครับ. แต่ไม่เป็นไร เราถ่ายภาพเท่าที่ทำได้มาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกันครับ

แฟน : ทำไมน้ำตกเล็กจังเลย
ผม : ตอนศึกษาข้อมูลมา ก็รู้นะว่าเล็ก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเล็กขนาดนี้
แฟน : น้ำก็แทบไม่มีจะไหล
ผม : เราน่าจะมาผิดฤดูแหล่ะ ที่นี่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวน่าจะสวยนะ เพราะน้ำตกจะกลายเป็นน้ำแข็งเลยหละ
แฟน : ก็น่าจะใช่นะ ฤดูนี้น้ำน่าจะน้อยจริง ๆ แต่ถ้าหากเป็นน้ำแข็ง คงสวยกว่านี้เยอะ


ในบริเวณนี้ นอกจากจะมีน้ำตกชิราโตะแล้ว หากเราเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโทโยฮิระไปยังอีกฝากหนึ่ง ตรงนั้นก็จะมีทางเดืนลงไปยังแม่น้ำด้านล่างด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้ว ไฮไลท์อยู่ที่ทางเดินลงไปยังแม่น้ำนี่แหล่ะครับ บรรยากาศดีมาก ๆ เพราะมีต้นไม้ใหญ่ที่มีใบไม้เปลี่ยนสีเต็มไปทั้งสองฝั่ง มีแสงแดดกระทบกับใบไม้ที่มีลมพัดโชยทำให้ใบไม้พริ้วไหวเล่นกับแสงระยิบระยับ บางใบที่สู้แรงลมไม่ไหวก็ร่วงโรยลงมายังบนพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้สีน้ำตาลแห้งเหมือนเป็นการเติมเต็มให้เส้นทางเดินแห่งนี้ สมบูรณ์แบบกับคำว่าฤดูใบไม้ร่วง ตามที่ผมนึกภาพจินตนาการเอาไว้เลยหละครับ. เมื่อเราเดินมายังเบื้องล่าง อันเป็นส่วนของแม่น้ำโทโยฮิระแล้ว ตรงนี้จะมีลานหินอยู่ ซึ่งเราสามารถเดินลงไปได้ บริเวณนี้ยังมีคนมาทำกิจกรรมพายเรือกันด้วย ผมเห็นแล้วชอบเลยครับ การได้พายเรือในอากาศเย็นสบาย แล้วชมใบไม้เปลี่ยนสีตลอดริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองข้าง คงเป็นอะไรที่ดีงามสุด ๆ เลยหละ ผมจึงเก็บภาพบรรยากาศในตอนนั้นมาฝากให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันด้วยครับ


เมื่อเรารู้สึกว่าเต็มอิ่มกับที่ริมแม่น้ำโทโยฮิระแล้ว เราจึงเดินกลับไปยังถนนใหญ่อีกครั้ง แน่นอนครับว่า เราต้องเดินขึ้นเนินที่ค่อนข้างชันที่เราเดินลงมาเมื่อตอนขามา เนินนี้เล่นเราสองคนถึงกับหอบ แล้วหยุดพักกันชั่วคราวกันเลยหละ เพราะภรรยาผมกำลังท้องอยู่ด้วย การเดินแบบนี้เป็นอะไรที่ไม่เหมาะสมเท่าไรด้วย ผมจึงต้องให้หยุดพักจนให้หายเหนื่อยจนรู้สึกว่าพร้อมอีกครั้ง เราถึงจะเริ่มเดินทางกันต่อครับ.

ชื่อสถานที่ : สะพานโจซังเคโอะ (Jozankeio Bridge)
Location : https://goo.gl/maps/oHCw5gxtyEk

เราเดินกลับมายังถนนใหญ่อีกครั้ง แล้วข้ามสะพาน Jozankeio Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่สูงพอสมควร ตรงกลางสะพานนั้น เป็นจุดถ่ายภาพที่ผมอยากแนะนำให้มาถ่ายภาพกันดูครับ จุดนี้เราจะเห็นแม่น้ำโทโยฮิระด้านล่าง มีโรงแรมและบ้านเรือนเมือง Jozankei ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้และใบไม้เปลี่ยนสี ถ้าหากผมไม่เข้าใจผิดนะ ตรงนี้น่าจะเป็นมุมถ่ายภาพมหาชนของเมือง Jozankei เลยหละครับ. แต่ในเวลานั้น มีคนมาถ่ายภาพน้อยมาก เพราะพระอาทิตย์มาอยู่ตรงหน้าพอดี ทำให้ภาพที่ได้นั้น ย้อนแสงเต็ม ๆ ครับ ดังที่เห็นในภาพที่ผมเอามาให้ท่านผู้อ่านได้ดูกัน

ชื่อสถานที่ : ออนเซ็นแช่ขาสาธารณะ (Hot Water of Longevity and Health of the Foot Massage)
Location : https://goo.gl/maps/XWWc65MXQh32

เราเดินมาเรื่อย ๆ เสพสุขกับบรรยากาศระหว่างทางมาเรื่อย ๆ จนไม่รู้สึกว่าทางเดินที่เราเดินมานั้นไกลมามากน้อยแค่ไหนแล้ว เผลอแป๊ปเดียวเราก็มาถึงจุดแช่เท้าออนเซ็นฟรีอีกจุดหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดอิวะโตะ ซึ่งบริเวณนี้ นักท่องเที่ยวจะเริ่มเยอะขึ้นแล้ว เพราะแถวนี้มีโรงแรมตั้งอยู่หลายแห่ง อีกทั้งยังใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์ของที่นี่ด้วย ทำให้จุดแช่เท้าแห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการกันอย่างมากมายเลย ผิดกับจุดแช่เท้าที่เราไปใช้กันที่จุดแรกอย่างลิบลับเลยหละครับ.

ชื่อสถานที่ : ร้านอาหารญี่ปุ่นสองตายาย
Location : https://goo.gl/maps/uTEsqqJ4ud42

จากจุดแช่เท้าออนเซ็นนั้น จะมีร้านอาหารร้านหนึ่งที่ผมอยากแนะนำให้มาทานกัน ร้านนี้เป็นร้านเล็ก ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรมฟุรุกาวะ เรียวกัง (Furukawa Ryokan) โดยให้สังเกตุจากป้ายรถบัสที่ตั้งอยู่หน้าโรงแรมพอดีครับ. ร้านอาหารแห่งนี้มีอะไรที่น่าสนใจจนผมอยากแนะนำ ก็เห็นจะเป็นเรื่อง บรรยากาศความเป็น Local มาก ๆ ที่สัมผัสได้ตั้งแต่เดินผ่านประตูเข้ามาในร้านที่เราได้รับการกล่าวต้อนรับ “อิรัชชัยมาเสะ”  จากคุณยายที่ผมประเมินดูแล้ว อายุไม่น่าจะต่ำกว่า 70 ปีแน่ ๆ คุณยายได้พาให้เราไปนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ แล้วเอาน้ำดื่มมาเสิร์ฟ. ผมมองไปยังครัวก็ได้เห็นคุณตาที่อายุน่าจะใกล้เคียงกันกับคุณยาย กำลังทำอาหารอยู่อย่างขมักเขม้นในครัวหลังเคาเตอร์บาร์ ซึ่งเป็นครัวแบบเปิดสไตล์ญี่ปุ่นที่พบเห็นได้ทั่วไป. คุณยายได้แนะนำว่า ร้านนี้มีเมนูแนะนำอยู่ 3 อย่าง คือ ราเมน ข้าวผัด(ชาฮั่ง) และเกี๊ยวซ่า โดยเฉพาะเกี๊ยวซ่า คุณยายบอกว่า “Number One in Japan” เล่นเอาผมถึงกับแสดงรอยยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเลย เราจึงสั่งมาทั้ง 3 เมนูที่แนะนำมาเลยครับ และแน่นอนครับว่า ผมได้ขออนุญาติคุณยายในการถ่ายภาพบรรยากาศในร้านแห่งนี้ด้วย ซึ่งก็ได้รับการอนุญาติเรียบร้อย แถมคุณยายยังบอกอีกว่า อาจจะไม่ได้เห็นหน้าคุณตานะ เพราะคุณตาเป็นคนค่อนข้างขี้อายไปหน่อย. ระหว่างนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ คุณยายก็คอยเสิร์ฟอาหารให้กับโต๊ะอื่น เก็บจานชาม ทำความสะอาดโต๊ะ ซึ่งผมก็ทึ่งในความขมักเขม้นและความคล่องตัวของคุณยายคนนี้มาก.

“คุณตากับคุณยายสองท่านนี้ ดูแข็งแรงดีจริง “


ไม่นาน อาหารที่เราสั่งก็เริ่มมาเสิร์ฟ โดยอย่างแรกที่มาเสิร์ฟเลยคือ ข้าวผัดชาฮั่ง ข้าวผัดหมูชาชูสไตล์ญี่ปุ่นที่ผมชื่นชอบ ผมและแฟนแบ่งกันทานกันก็รู้เลยว่าทำไมถึงเป็นอาหารที่ทางร้านแนะนำ ผมรู้สึกได้เลยว่า ไม่เคยทานข้าวผัดชาฮั่งที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน คือมันมีกลิ่นหอมจากโชยุที่รู้สึกว่าไม่เหมือนที่ไหน มาช่วยเสริมรสชาติของข้าวผัดได้อย่างลงตัวมาก ๆ เราสองคนทานหมดกันอย่างรวดเร็ว โดยที่เมนูที่สองยังไม่ทันได้มาเสิร์ฟเลยหละครับ. ไม่นานเมนูที่สอง ราเมน ก็มาเสิร์ฟ ผมแบ่งกันทานกับแฟนเหมือนเดิม ราเมนที่นี่ ผมจำไม่ได้แล้วว่า เบสน้ำซุปใช้แบบไหน ไม่แน่ใจระหว่าง ชิโอะ(เกลือ) หรือ โชยุ(ซีอิ้ว) แต่จำได้ว่า อร่อยมาก เส้นเหนียวนุ่ม มีความแข็งเล็ก ๆ แบบ อัลเดนเต้ ที่ผมชื่นชอบเส้นสไตล์แบบนี้อยู่แล้ว และเมนูสุดท้ายก็มาเสิร์ฟ เมนูเกี๊ยวซ่าที่คุณยายบอกว่า เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ผมก็อยากรู้ว่ามันอร่อยซักแค่ไหนกันเชียว. ทันทีที่ผมกัดเกี๊ยวซ่าเข้าปากไปก็รู้สึกได้ทันทีว่า เกี๊ยวซ่าที่นี่ อร่อยไม่แพ้ที่ไหน ๆ เกี๊ยวซ่าร้านนี้ทำแบบทอดด้วยน้ำแล้วนำไปนึ่ง ทำให้มีรสสัมผัสที่ทั้งกรอบในด้านที่นาบกระทะ และนุ่ม ในด้านที่ไม่ได้สัมผัสผิวกระทะ แผ่นแป้งบางพอดี เนื้อหมูด้านในก็อร่อย ที่สำคัญ ไม่มันจนเกินไป ทานแล้วรู้สึกคล่องคอมาก สำหรับผมแล้ว นี่เป็นเกี๊ยวซ่าที่อร่อยอันดับต้น ๆ ที่ผมเคยทานมาเลย แต่จะเป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ ส่วนตัวแล้วผมว่ายังไม่ถึงขนาดนั้นครับ แต่ก็สมกับเป็นเมนูแนะนำของร้านจริง ๆ ครับ. โดยรวมแล้ว อร่อยทั้งสามเมนูเลย หากใครได้มาทานร้านนี้ ก็อย่าลืมสั่งมาลองกันดูนะครับ.

ชื่อสถานที่ : สะพานโจซังเค ฟุตามิ (Jozankei Futami Bridge)
Location : https://goo.gl/maps/ppXRqMwbB7o

เมื่อเราสองคนท่านกันเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางเที่ยวกันต่อทันที สถานที่ต่อไปที่เราจะไปนั่นก็คือ สะพานแดง หรือ Jozankei Futami Bridge ซึ่งถือเป็นจุดแลนด์มาร์คไฮไลท์สำคัญของ Jozankei เลยครับ โดยจากร้านอาหารของคุณตาคุณยายเลย เพียงข้ามถนนมา แล้วเดินเข้าไปในซอยข้าง ๆ โรงแรมใกล้ ก็ถึงแล้วครับ โดยสะพานแห่งนี้ จะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Toyohira ที่ไหลยาวไปจนถึงเมืองซัปโปโรเลย. เมื่อเราก้าวเข้ามาในเขตสะพานแห่งนี้ เราก็พบกับสวนเล็ก ๆ พร้อมทางเดินเลียบแม่น้ำยาวไปจนถึงสะพานแดง โดยระหว่างทางเดินไปถึงสะพานแดงนั้น บรรยากาศดีมาก ๆ เลยครับ เพราะทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสี ที่มีทั้งสีแดง สีเหลือง ปะปนไปกับสีเขียว บนพื้นก็มีใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงโรยมาแล้ว มีเสียงน้ำไหลจากแม่น้ำ Toyohira มีลมพัดมาเบา ๆ ให้รู้สึกเย็นกาย ทุกอย่างช่างดู Perfect ไปหมดครับ เว้นแต่เรื่องเดียวที่เป็นเรื่องอุปสรรค์ในการถ่ายภาพ นั่นคือ “แสง” ครับ.


ณ เวลาที่เรามาถึงนี้ เป็นจังหวะเดียวกันพอดีที่พระอาทิตย์ อยู่ในตำแหน่งของสะพานพอดี ทำให้การถ่ายภาพในจุดนี้มีปัญหาเรื่องการย้อนแสงแบบจัง ๆ ผมจึงพยายามหาจุดถ่ายภาพที่ผมคิดว่าดีที่สุดที่ผมพอจะหลบแสงที่ย้อนมาเต็ม ๆ ให้ได้ นั่นคือ การกระโดดไปยืนถ่ายภาพบนโขดหินกลางแม่น้ำ Toyohira ครับ. ด้วยความที่ผมตัวใหญ่ อุปกรณ์ก็เยอะ ทำให้การกระโดดไปในสภาพแบบเดิม ๆ นี้ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ผมจึงต้องฝากอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ที่แฟนที่กังวลว่าผมจกตกน้ำอยู่ริมแม่น้ำ แล้วไปถ่ายภาพในสภาพที่ตัวเบาที่สุด ถึงแม้ว่าโขดหินที่ผมจะกระโดดไปนั้น น้ำจะไม่ลึกพอที่จะทำให้ผมจม แต่หากผมพลาดขึ้นมา นั่นหมายความว่า เสื้อผ้ารองเท้าของผมก็จะเปียก พร้อมกับอุปกรณ์กล้องที่อาจจะตกน้ำ แต่ก็เพื่อมุมถ่ายภาพที่ต้องสู้กับแสงที่กำลังย้อนมานั้น ผมก็ต้องยอมครับ. กระโดดไปได้สำเร็จ แล้วถ่ายภาพบนโขดหินกลางแม่น้ำนั้นจนพอใจ แล้วก็กระโดดกลับมา ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ตกน้ำอย่างที่แฟนผมกังวลไว้ครับ.


เมื่อผมได้ภาพมาแล้ว ผมจึงเดินไปที่สะพานแดง เพื่อเดินชมบรรยากาศบนสะพานกันต่อ ระหว่างทางเดินริมแม่น้ำนั้น ก็มีการขึ้นเนินอีกเล็กน้อย แต่เพราะทางเดินเขาทำมาดี ทำให้การเดินไปที่สะพานแดงนี้ไม่ลำบากแต่อย่างใด เมื่อมาถึงบริเวณสะพานแดงแล้ว ผมก็พบกับใบแม้สีแดงสวย ๆ ใบหนึ่ง ร่วงหล่นอยู่ที่ราวสะพาน ผมจึงได้ idea ในการถ่ายภาพ ภาพ ๆ นี้มาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกันครับ


เนื่องจากที่สะพานแดงแห่งนี้ เป็นที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมือง Jozankei จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เหล่าผู้คนจะยืนอยู่เต็มสะพาน ทำให้การถ่ายภาพบนนี้มีอุปสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากประสบการณ์การถ่ายภาพสถานที่ยอดนิยมที่หลีกเลี่ยงผู้คนของผมนั้น ผมจะต้องมาก่อนเวลาทัวร์ล้อหมุน นั่นคือ ก่อน 8 โมงเช้า ถึงจะมีโอกาสได้ภาพที่ปลอดผู้คนในสภาพแสงที่ดีในยามเช้า. แต่สำหรับครั้งนี้ เรามาถึงในช่วงบ่ายแก่ ๆ ภาพที่ได้นั้นก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยหละครับ


เราเดินข้ามสะพานมาจนถึงกลางสะพาน แล้วหันไปดูด้านนอกสะพาน ก็ได้เห็นวิวที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีเต็มสองฝั่งแม่น้ำ โดยมีแสงอาทิตย์ส่องกระทบกับใบไม้ที่ถูกลมพัดเป็นระยะ ๆ ทำให้ใบไม้พริ้วไหว ดูมีชีวิตชีวา ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้ผมจึงรู้สึกไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมที่นี่ถึงเป็นไฮไลท์ของการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีของเกาะฮอกไกโด เพราะมันช่างสวยงามจริง ๆ ครับ.


หลังจากเราเสพกับภาพบรรยากาศตรงกลางสะพานแล้ว เราจึงเดินไปที่ปลายสะพาน ก็พบว่า เป็นทางตัน พร้อมป้ายบอกว่า ให้เรา U-Turn กลับ แล้วมีรูปปั้นตัว “กัปปะ” สัตว์ในนิทานของชาวญี่ปุ่น ที่ผมไปอ่านข้อมูลมาว่า คนท้องถิ่นที่นี่ได้เคยพบเจอเจ้าตัวกัปปะที่ Jozankei แห่งนี้ เขาจึงสร้างรูปปั้นตัวกัปปะเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมือง Jozankei ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ดูกันครับ

ชื่อสถานที่ : สวนโจซังเค เก็นเซ็น (Jozankei Gensen Park)
Location : https://goo.gl/maps/wCF9rR6GZMJ2

เมื่อเราพอใจกับการเดินชมบรรยากาศของบริเวณสะพานแดงแห่งนี้แล้ว เราจึงเดินออกมาจากบริเวณนี้เพื่อไปยังสถานที่ต่อไป ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเที่ียวที่ Jozankei กันในวันนี้ นั่นคือสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Jozankei Gensen Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานแดงเลยครับ. บรรยากาศภายในสวนแห่งนี้ นับว่าดีเลยครับ มีน้ำตกเล็ก ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา มีต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสี มีออนเซ็นสำหรับแช่เท้าได้ฟรีไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวด้วย และที่นี่เป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระรูปหนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิบนบ่อน้ำออนเซ็นที่มีชื่อว่า “โจซัง” ซึ่งผมอ่านข้อมูลมาว่า พระรูปนี้เป็นผู้ค้นพบ Jozankei แห่งนี้นั่นเอง ชาวเมืองจึงได้สร้างรูปปั้นพระรูปนี้ไว้ แล้วนำมาตั้งไว้ที่บ่อน้ำออนเซ็นไว้ให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมาเคารพกราบไหว้กันครับ.


เราถ่ายรูปที่สวนนี้กันซักพักจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับเมืองซัปโปโรกันแล้วครับ โดยวิธีการเดินทางกลับเมืองซัปโปโรนั้นก็เป็นวิธีเดียวกันกับที่เรามา นั่นคือการนั่งรถบัส โดยขากลับนั้น เราได้ไปยืนตรงป้ายรถบัสที่มีให้บริการตามจุดต่าง ๆ ของเมืองโจซังเค เรารอซักพักรถบัสก็มาถึง รถบัสคราวนี้ที่เราจะนั่งกลับไปเมืองซัปโปโรนี้ เป็นรถบัสแบบปกติที่แวะจอดทุกป้าย ไม่ใช่รถบัสด่วนพิเศษแบบ Kappa Line ที่เรานั่งมาในตอนขามาแต่อย่างใดครับ. เนื่องจากเวลาที่เรานั่งกลับนี้ เป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้ว จึงมีผู้โดยสารภายในรถมากพอสมควร แต่เป็นโชคดีที่มีที่นั่งเหลือพอให้แฟนผมได้นั่ง ส่วนผมก็ต้องยืนเบียดเสียดกับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองท้องถิ่น รวมไปถึงเหล่านักเรียนที่ดูเหมือนจะเพิ่งเลิกเรียนกัน ทำให้ผมไม่สะดวกในการบันทึกวีดีโอและถ่ายภาพบรรยากาศภายในรถเลยครับ. เรานั่งรถยาวมาชั่วโมงกว่า ๆ จนมาลงที่สถานีซัปโปโรในที่สุด.


เมื่อเรามาถึงสถานีซัปโปโรแล้ว สิ่งแรกที่ผมทำเลยนั่นคือ การเอาของไปคืนที่ห้าง Bic Camera หากใครยังจำกันได้ เมื่อตอนต้นผมได้เล่าว่า ผมได้ซื้อของมาจาก Bic Camera แล้วใช้ไม่ได้ ผมจึงจะต้องเอาของมาคืนครับ ผมจึงอยากเล่าเรื่องประสบการณ์คืนของที่ห้างแห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ

ชื่อสถานที่ : ห้าง Bic Camera Sapporo
Location : https://goo.gl/maps/4LCetJhYzv12

เริ่มจาก ผมเดินไปที่เคาเตอร์ชำระเงิน แล้วพูดคุยกับพนักงานพร้อมยื่นสินค้าที่ต้องการคืนพร้อมใบเสร็จรับเงินให้กับพนักงาน การพูดคุยก็ไม่มีอะไรมากครับ ผมอธิบายไปว่า สินค้าชิ้นนี้มันใช้งานไม่ได้อย่างที่ต้องการ พนักงานก็แค่ขอดูสินค้าเพื่อดูสภาพความเรียบร้อย แล้วเขาขอบัตรเครดิตที่ใช้ชำระเงิน แล้วจัดการ Void รายการที่ชำระเงินให้ โดยไม่ถงไม่ถามอะไรซักคำ … เอ้อ ง่ายดีแฮะ ตอนแรกผมก็กังวลว่าจะยากเพราะต้องมาอธิบายเหตุผล แต่นี่ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย แค่บอกไปสั้น ๆ ว่า สินค้ามันใช้ไม่ได้ตามที่ต้องการ แค่นี้เขาก็รับคืนแล้วครับ.

ชื่อสถานที่ : ห้าง Yodobashi Camera Sapporo
Location : https://goo.gl/maps/h58LdgNZAoD2

เมื่อเราเสร็จธุระเรื่องการคืนสินค้าแล้ว เราก็เดินออกมาจากร้าน Bic Camera แล้วอยู่ ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า นอกจากร้าน Bic Camera ที่ขายอุปกรณ์กล้องและเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังมีร้าน Yodobashi ที่ขายอุุปกรณ์พวกนี้เช่นเดียวกัน ผมจึงค้นหาที่ตั้งของร้าน Yodobashi ก็พบว่า อยู่ข้าง ๆ สถานีรถไฟ JR Sapporo เช่นเดียวกัน ผมจึงเดินไปที่ร้าน Yodobashi แล้วไปหาอุปกรณ์ดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีจำหน่าเช่นเดียวกัน ทำให้แผนการถ่ายภาพ Timelapse แบบเคลื่อนไหวของผมนั้นเป็นอันจบสิ้นทันที ทริปนี้ผมไม่ได้ภาพ Video Timelapse แบบหมุนมุมกล้องเคลื่อนไหวตามที่ต้องการ ตามที่จินตนาการเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมาเที่ยวครับ … น่าเสียดายจริง ๆ

หลังจากเสร็จธุระที่ Yodobashi แล้ว ผมก็ไปทานอาหารมื้อค่ำกับแฟนที่สถานีรถไฟ JR Sapporo มื้อนี้เราทานอาหารญี่ปุ่นแบบปกติ เป็นเมนูเซ็ทอาหารทะเลสดและหม้อไฟนาเบะ ส่วนแฟนผมก็สั่งปลาย่างมาทาน เนื่องจากทานอาหารดิบ ๆ ไม่ได้ อาหารร้านนี้ ราคาปกติครับ รสชาติอร่อย แต่มีเมนูหนึ่งที่ผมกินไม่ได้ แต่ผมอยากจะทดลองกินดู นั่นคือ กุ้งชนิดหนึ่งที่อยู่ในเซ็ตอาหารที่ผมสั่งมา (ไม่แน่ใจว่าเป็นกุ้งโบตั๋นรึป่าวนะครับ) ซึ่งเป็นกุ้งสดแกะเปลือกเหลือแต่ส่วนหัวที่ยังมีเปลือกทั้งหัวอยู่ โดยผมเก็บไว้ทานเป็นชิ้นสุดท้ายหลังจากทานทุกอย่างในเซ็ตหมด ซึ่งผมทดลองทานคำเล็ก ๆ แค่ปลายนิ้วก้อยดู อาการแพ้อาหารก็กำเริบทันที อาการคือ ปากบวม ตาแดง คอเป็นผื่น ผมจึงหยุดทานทันที. เรื่องนี้ทำให้ผมกังวลเลยครับว่า วันพรุ่งนี้ผมจะยังไปทานปูได้อีกไหม ถ้าหากทานไม่ได้ ก็น่าเสียดายแย่เลยครับ


เมื่อทานกันเสร็จแล้ว เราก็เดินทางกลับโรงแรมที่พัก ซึ่งเราจะนั่งรถไฟจากสถานี Sapporo ไปลงที่สถานี Susukino แล้วก็เดินกลับโรงแรม. เมื่อเรามาถึงที่สี่แยก Susukino ผมก็ได้เห็นบรรยากาศ Night life ของที่นี่ว่าน่าสนใจ ผู้คนพลุกพล่าน มีรถรางแล่นผ่าน มีรถแต่งซิ่งสไตล์ญี่ปุ่นขับอวดโฉมให้เราเห็น ผมจึงถ่ายภาพและ Video มาให้ท่านผู้ชมได้ดูกันเป็นการปิดท้ายของการเดินทางในวันนี้


เมื่อผมถ่ายภาพจนพอใจแล้ว ได้เวลาเดินทางกลับโรงแรมจริง ๆ เสียที เพื่อที่จะได้พักผ่อนร่างกาย ให้เตรียมพร้อมกับการเดินทางท่องเที่ยวในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะไปสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่ามีบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก สุด ๆ นั่นคือ “โอตารุ” นั่นเอง 

สำหรับตอนนี้ก็จบลงแล้ว พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะครับ และที่สำคัญ อ่านจบแล้ว อย่าลืมดู Video Review ประกอบบทความนี้ เพื่อได้รับชมทุกมุมมองในเนื้อหาตอนนี้กันด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ การบินไทย ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.