Otaru กับช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศดี โรแมนติกสุด ๆ – Autumn in Hokkaido EP#04


สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกคน กลับมาอีกครั้งกับบทความรีวิวท่องเที่ยวที่ท่านอ่านแล้ว นำไปใช้ตามรอยได้ทันที สำหรับตอนนี้ก็มาถึงเช้าวันที่สามที่เกาะฮอกไกโดจนได้ หลังจากที่เมื่อวานนี้ เราไปเที่ยวภูเขาชมใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ที่ Jozankei กันมาแล้ว วันนี้ เราจะไปเที่ยวเมืองที่ติดทะเล เมืองท่าสำคัญในอดีตที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเกาะฮอกไกโด และยังขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่สุดโรแมนติกที่เหล่าคู่รักนิยมมาเที่ยวกันอีกด้วย ที่นี่คือ โอตารุ (Otaru) นั่นเอง จะเป็นอย่างไร ไปติดตามอ่านกันเลยครับ

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ


20 ตุลาคม 2018 08.00 น. ณ หน้าโรงแรม APA Hotel Sapporo Susukino-Ekimae

เราสองคนออกจากโรงแรมในช่วงเช้า และหาอะไรทานรองท้องกันเล็กน้อยที่ร้าน Lawson หน้าโรงแรม เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนที่เราจะเดินทางไปยังเมือง โอตารุ กัน โดยการเดินทางในครั้งนี้ เราจะเดินทางกันด้วยรถไฟ ของบริษัท JR Hokkaido โดยเราจะนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Susukino ไปลงที่สถานีรถไฟใต้ดิน Sapporo แล้วก็ขึ้นไปใช้บริการรถไฟ JR ที่อยู่ด้านบน เพื่อเดินทางไปยังโอตารุ กันครับ

เนื่องจากวันนี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่ค่อยจะมีเมฆเท่าไร แดดก็ดี ทำให้ระหว่างทางที่เราเดินไปสถานีรถไฟนั้น ผมก็ได้เก็บภาพบรรยากาศของสี่แยก Susukino ที่เงียบสงบ ผิดจากตอนกลางคืนที่คึกคักสุด ๆ มากฝากกันด้วยครับ

ชื่อสถานที่ : โอตารุ (Otaru)
แผนที่ : https://goo.gl/maps/TBqxPgrYEFD2
วิธีการเดินทาง : ด้วยรถไฟของบริษัท JR Hokkaido นั่งจากสถานี JR Sapporo มาลงที่สถานี Otaru ใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน
ค่าโดยสาร : คนละ 640 เยน

บรรยากาศการนั่งรถไฟจากซัปโปโร มายังโอตารุ นั้น นับว่าดีเลยครับ เพราะวิวตลอดทางนั้นเปลี่ยนตลอด มีอะไรให้ดูตลอดทางเลย จากวิวเมือง กลายเป็นวิวชุมชน แล้วค่อย ๆ กลายเป็นวิวชนบท แล้วก็กลายเป็นวิวทะเล ลอดอุโมงบ้าง ชมวิวข้างทางเพลิน ๆ ไม่นานนัก ก็ถึงเมืองโอตารุ แล้วครับ

เมื่อเราสองคนมาถึงสถานี Otaru แล้ว สิ่งแรกที่ผมเห็นเลยคือ ป้ายชื่อสถานี “Otaru” ที่ดู Classic ดี จนดึงดูดให้เราไปถ่ายรูปเจ้าป้ายนี้โดยอัตโนมัติเลยครับ เมื่อเราถ่ายรูปกันเสร็จแล้ว เราก็เดินจากชานขาลาไปยังตัวอาคารสถานี เพื่อแตะบัตร IC Card ออกมาด้านนอก. ที่สถานี Otaru นี้ เป็นสถานีเล็ก ๆ ครับ มีร้านอาหาร เบเกอรี่ ของฝาก มีร้าน Burger King อยู่ใกล้ ๆ กับห้องน้ำ และ Coin Locker ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ เมื่อเราหันหน้าออกไปจากสถานีครับ.

และที่หน้าสถานี Otaru นั้น ก็มีสถานีรถเมล์ ที่ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว โดยจะวิ่งไปจอดตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกด้วย หากนักท่องเที่ยวคนไหนไม่อยากเดิน หรือยากทำเวลาเที่ยวแบบเร็ว ๆ การนั่งรถเมล์เที่ยวก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

สถานที่แรกที่เราจะมาเที่ยวในเมืองโอตารุนั้น เป็นตลาดปลาเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า ซังคาคุ (Sankaku Market) ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ สถานี Otaru เลยครับ

ชื่อสถานที่ : ตลาดปลาซังคาคุ (Sankaku Market)
Website : http://otaru-sankaku.com/
Location : https://goo.gl/maps/TBqxPgrYEFD2
วิธีการเดินทาง : เมื่อเราออกจากสถานีรถไฟ Otaru ให้เดินไปทางซ้าย จะเห็นบันไดขึ้นเนินเล็ก ๆ อยู่ ให้เดินไปที่บันไดนั้น แล้วจะเจอทางเข้าตลาดที่เป็นประตูกระจกอัตโนมัติ อยู่ทางด้านขวามือใกล้ ๆ กับเนินบันไดเลยครับ

ทันทีที่เราผ่านเข้าประตูเข้ามาสู่เขตตลาด บรรยากาศของตลาดปลาก็มาทันทีเลยครับ กลิ่นคาวปลามาเต็ม พื้นที่ดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไร ตลาดแห่งนี้เป็นเพียงซอยเล็ก ๆ ที่ยาวไม่ถึงร้อยเมตรครับ แต่ตลอดทางเดินนั้นก็เต็มไปด้วยร้านขายปลาสด อาหารทะเลสด และร้านข้าวหน้าทะเลต่าง ๆ ยั่วยวนให้เราแวะตลอด มีพ่อค้าแม่ค้าพูดเชิญชวนให้เราแวะไปทานร้านอาหารของเขาที่ดูไม่ฮาร์ดเซลเท่าไร รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่ไม่เยอะมาก อาจจะเดินเบียดเสียดบ้างในบางจังหวะ เพราะทางเดินค่อนข้างแคบ ทำให้การถ่ายภาพนั้นค่อนข้างลำบากครับ.

เมื่อเราเดินจนสุดทางเดินแล้ว เราก็มีร้านในใจอยู่ร้านหนึ่งที่เราแอบเล็งเอาไว้ โดยร้านนี้มี “ปูทาราบะ” ว่ายอยู่ในบ่อหน้าร้านอยู่เต็มบ่อ เราจึงไปสอบถามว่า มีปูตัวเล็ก ๆ ไหมครับ เขาจึงแนะนำปูขน ซึ่งตัวเล็กกว่า แต่ราคาพอ ๆ กัน (6500 เยน) และการปรุงนั้น คนขายเขาแนะนำให้ใช้วิธี “นึ่ง” ครับ ซึ่งผมก็ตอบตกลง แล้วก็เข้าไปนั่งในร้านในครับ

ชื่อร้าน : Kawashima Sen
Webiste : http://otaru-sankaku.com/shop03.html
Location : https://goo.gl/maps/PH76mb3Xq6m
วิธีการเดินทาง : จากประตูทางเข้าด้านสถานีรถไฟ เดินเข้ามาเพียงเล็กน้อย ก็จะเจอร้านที่มีบ่อปูทาราบะขนาดใหญ่อยู่หน้าร้าน ร้านตั้งอยู่ซ้ายมือครับ

เราเข้ามาในร้านในโซนโต๊ะนั่งทานก็พบว่าบรรยากาศภายในร้านนั้น ดูได้ฟิลตลาด ๆ ดีครับ คือ แคบ ๆ มีป้ายภาษาญี่ปุ่นเต็มไปหมด มีบอร์ดที่ร้านเอาธนบัตรต่างประเทศ มาแปะเอาไว้ ซึ่งมีหลายสกุลเงิน รวมไปถึงธนบัตรเงินบาทของไทยด้วย. ในร้านจะคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวของอาหารทะเล พื้นจะชื้น ๆ เล็กน้อย. เรามองหาโต๊ะที่จะนั่งก็ปรากฏว่า เต็มทุกโต๊ะแล้ว เราสองคนจึงต้องไปนั่งที่เคาเตอร์บาร์แทน ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่ เราสามารถมองเห็นการปรุงอาหารของเชฟได้อย่างใกล้ชิดเลยครับ. แน่นอนว่า เราขออนุญาตทางร้านและตัวเชฟในการบันทึกภาพและวีดีโอ ทางร้านก็อนุญาตเรียบร้อยครับ.

เมนูที่เราสั่งในวันนี้ นอกจากปูขนนึ่งที่เราสั่งไปก่อนหน้านี้แล้ว ตัวผมเองก็ยังสั่ง ข้าวหน้าทะเลรวม ซึ่งเป็นเมนูสิ้นคิดในกรณีที่ไม่อยากจะทานอะไรเป็นพิเศษ. รอไม่นาน เมนูแรกข้าวหน้าทะเลรวมก็มาเสิร์ฟ ซึ่งมีซุปมิโสะให้มาด้วย สำหรับเมนูนี้ รสชาติอร่อยมากครับ ของทะเลที่นี่สดมาก เนื้อปลาแล่ออกมาชิ้นใหญ่พอดีคำ แต่ที่น่าสังเกตุอยู่อย่างหนึ่งคือ อูนิ หรือ ไข่หอยเม่น ผมรู้สึกว่าชิ้นมันเล็กกว่าที่คิดไปหน่อย คือเคยกินขนาดใหญ่กว่านี้มาก่อน เลยรู้สึกผิดหวังกับขนาดของ อูนิ เล็กน้อย แต่เมื่อทานเข้าไป ผมก็ลืมเรื่องขนาดไปเลยครับ เพราะมันอร่อยมาก สดมาก ไม่คาวเลย โดยรวมแล้ว นับว่าดีครับ สำหรับเมนูข้าวหน้าทะเลของร้านนี้ สำหรับราคานั้นจำไม่ได้แล้วว่าจ่ายไปเท่าไร ต้องขออภัยด้วยครับ.

รออีกซักพักใหญ่ ๆ เมนูต่อมาก็มาเสิร์ฟ นั่นคือ ปูขนนึ่ง ซึ่งทางร้านได้แกะมาให้เราทานอย่างง่าย ๆ เลยหละครับ อุปกรณ์การทานปูที่มีก็คือ ที่แคะปูที่ทำจากสแตนเลส เพียงใช้ที่แคะปูอันนี้ ก็ทำให้การทานปูนั้น ง่ายขึ้นมามากเลยหละ. กลิ่นก็หอม น่าตาก็น่ารับประทาน แต่เนื่องจากตัวผมเองไม่สามารถทานปูได้มาก เพราะผมเคยมีประวัติแพ้ “เปลือกปู-กุ้ง” การทานปูของผมจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  สำหรับคนทั่วไปแล้วอาจจะเป็นเมนูอร่อย ๆ ที่ทานแล้วมีความสุข แต่สำหรับผมที่มีอาการ “แพ้เป็นบางครั้ง” แล้ว เรียกได้ว่าเป็นเมนู “วัดดวง” เลยหละครับ ผมทดลองทานจากชิ้นเล็ก ๆ แล้วสังเกตุอาการตัวเอง ปรากฏว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมจึงสามารถทานปูตัวนี้ได้สบาย ๆ ครับ. **คำเตือน ไม่ควรเลียนแบบนะครับ** ปูตัวนี้ แม้เนื้อจะมีน้อยมาก แต่รสชาติดีมาก หวานมาก เนื้อแน่นเพราะสดมาก มันปูก็หอม มัน อร่อย ครับ ยิ่งทางร้านแกะปูมาให้เราทานง่าย ๆ ด้วยการใช้ที่แคะปู แคะเนื้อออกมา ก็ยิ่งให้การทานปูนั้นเพลินและสนุกดีเชียวหละ. ไม่นาน ปูตัวนั้นก็หมด ราคาปูตัวละ 6500 เยน แม้ว่าราคาจะสูง แต่ก็นับว่าเป็นการซื้อประสบการณ์ที่ดี ที่ได้มาทานปูในตลาดที่เมืองโอตารุแห่งนี้

เมื่อเราทานเสร็จ เราก็ชมกับเชฟว่า อาหารอร่อยมาก ปูสดมาก แล้วก็ทำการชำระเงินเรียบร้อย เสียดายที่ผมจำราคาทั้งหมดไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่า ปูตัวละ 6500 เยนครับ ตอนชำระเงิน ทางร้านก็ได้เอาโปสการ์ด ที่เป็นรูปคลองโอตารุในช่วงฤดูหนาว ให้กับเราด้วยครับ นับว่าดีเลย อย่างน้อยทางร้านก็มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้เราด้วย ประทับใจดีครับ. ผมจึงมอบของที่ระลึกให้กับทางร้านอย่างหนึ่งไป นั่นคือ ธนบัตรใบละ 100 บาท แบบใหม่ ที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งในตอนนั้น ยังพิมพ์ออกมาได้ไม่นานครับ และบนบอร์ดโชว์ธนบัตรต่างประเทศของทางร้านก็ยังไม่มีแบงค์ 100 แบบใหม่นี้ด้วย ผมจึงมอบให้ทางร้านไว้ติดโชว์ที่บอร์ดนี้ไว้ครับ ตอนมอบให้ผมก็อธิบายที่มาของธนบัตรไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 และการขึ้นครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วยด้วย ทางร้านก็กล่าวขอบคุณเราสองคน แล้วเราก็เดินออกมาจากร้านด้วยความอิ่มกายและสุขใจ มุ่งหน้ากลับไปที่สถานี Otaru อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตั้งต้นการเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป.

เรากลับมายืนที่หน้าสถานี Otaru อีกครั้ง แล้วมองลงไปที่ถนนหน้าสถานี สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ถนนเส้นยาวลาดชันลงเนินที่ไปสุดทางตรงท่าเรือริมทะเล ซึ่งเราจะเดินไปตามทางถนนเส้นนี้ครับ ถนนเส้นนี้ จะมุ่งหน้าไปยังคลองโอตารุ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น Land Mark สำคัญของเมืองโอตารุแห่งนี้

ระหว่างทางที่เราเดินมานั้น ก็มีอะไรให้ดูตลอดทางเลยครับ ทั้งผ่านย่านช๊อปปิ้ง ร้านค้าต่าง ๆ ที่ช่วงนี้ กำลังประดับประดาไปในธีมเทศกาลฮาโลวีน ผ่านเส้นทางรถไฟสายเก่า ที่เหล่านักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปกันที่ระลึก ผ่านร้านอาหารทะเล ที่ทำ Display ไว้หน้ากินมาก. เดินเพลิน ๆ ไม่นานนัก ก็ถึงคลองโอตารุ แล้วครับ.

เราเดินมาที่สะพานข้ามคลองโอตารุ ก็เจอกับเรือนำเที่ยวคลองโอตารุ กำลังแล่นผ่านลอดใต้สะพานพอดี ระหว่างนี้ ผมก็ถ่ายภาพถ่ายวีดีโอไป ผมก็เห็นว่าแฟนผมสนใจเจ้าเรือลำนี้มาก ก็เลยถามไปว่า…

ผม : อยากนั่งเรือหรอ ?
แฟน : ก็อยากนั่งอยู่นะ ไหน ๆ ก็มาที่นี่ทั้งทีแล้วนี่
ผม : (คิดในใจ แฟนกำลังท้องอยู่ แล้วพาไปนั่งเรือเนี่ยนะ)
ผม : งั้นเดี่ยวเดินไปดูที่ Ticket Office ก่อน ดูรายละเอียดกันก่อนดีกว่า
แฟน : โอเค อยากเข้าห้องน้ำพอดี งั้นเดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำที่นั่นด้วยเลย

ชื่อสถานที่ : Otaru Canal Cruise
Website : https://otaru.cc/en/
Location : https://goo.gl/maps/CQSqmvWkP7x
ค่าโดยสาร : รอบกลางวัน คนละ 1500 เยน , รอบเย็น คนละ 1800 เยน
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Otaru เดินมาตามถนนที่มุ่งหน้าสู่คลองโอตารุ เดินตรงมาเรื่อย ๆ ระยะทาง 750 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็ถึงแล้วครับ

เราสองคนจึงเดินไปที่ห้องจำหน่ายตั๋ว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับสะพานข้ามคลองพอดี สอบถามข้อมูลก็พบว่า ค่าโดยสารในช่วงกลางวัน จะอยู่ที่คนละ 1500 เยน ใช้เวลาเที่ยวในแต่ละรอบประมาณ 40 นาที โดยจะร่องไปตามคลองโอตารุ และออกนอกทะเลเล็กน้อย ซึ่งผมดูรายละเอียดและดูเรื่องเรือแล้ว ท่าทางปลอดภัยดี ก็เลยตกลงจองตั๋วในเที่ยวถัดไป ซึ่งจะมีทุก ๆ 30 นาที ครับ และที่นี่ ก็มีห้องน้ำสำหรับลูกค้าผู้โดยสารที่นั่งเรือไว้ให้บริการด้วย ซึ่งก่อนออกเดินทาง ก็ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยกันก่อนนะครับ เพราะอยู่บนเรือ จะไม่มีห้องน้ำให้ใช้บริการครับ.

รอไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ก็ทำการประกาศเรียกผู้โดยสารที่จะขึ้นเรือรอบต่อไป มายืนต่อคิวในจุดเข้าแถว ซึ่งเป็นโชคดีของเราสองคนที่เรายืนอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี เลยทำให้เรากลายเป็น 2 คนแรกที่ได้ยืนบนหัวแถว แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นส่วนในการเตรียมตัวก่อนขึ้นเรือ โดยเจ้าหน้าที่จะเอาชูชีพที่เป็นแบบคาดเอว เอามาให้เราใช้ ซึ่งชูชีพแบบนี้ มันทำให้เราไม่รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด แล้วเจ้าหน้าที่ก็เอาคู่มือความปลอดภัยและข้อห้ามต่าง ๆ มาให้เราศึกษา รวมไปถึงการเสนอเครื่องช่วยบรรยายที่จะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้กับนักท่องเที่ยวผ่านเจ้าเครื่องตัวนี้ เนื่องจากบนเรือจะมีการบรรยายด้วยภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นครับ ซึ่งเราสองคนขอไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะเราต้องการเพียงแค่จะเสพบรรยากาศของการนั่งเรืออย่างเดียวเท่านั้นครับ ส่วนข้อมูลสถานที่ก็มาศึกษาทีหลังเอาก็ได้ครับ

เมื่อได้เวลา เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นเรือ ซึ่งการที่เราได้มาเป็นคิวแรก ๆ นั้น ทำให้เราสามารถไปนั่งยังบริเวณที่นั่งด้านหน้าของเรือได้ ทำให้ได้มุมมองที่ไม่ต้องมีใครบังข้างหน้า นับว่าดีเลยหละ. บริเวณหน้าเรือก็ได้ตกแต่งในธีมเทศกาลฮาโลวีนด้วย. รอไม่นาน นักท่องเที่ยวก็มานั่งบนเรือจนครบ โดยรอบนี้ ผู้โดยสารมีไม่เต็มลำเรือ ทำให้คนอื่น ๆ ก็นั่งบนเรือกันอย่างสบาย ๆ ไม่แน่นจนเกินไปครับ.

เมื่อทุกอย่างพร้อม พนักงานขับเรือก็ได้ขับเรือออกจากท่า มุ่งหน้าไปยังในส่วนที่เรียกว่า South Canel หรือ คลองทางทิศใต้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุด Landmark สำคัญของคลองโอตารุ ซึ่งเป็นอาคารโกดังเก่า ที่ในช่วงนี้จะมีใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี เกาะติดอยู่ที่กำแพงผนังโกดังเหล่านี้อย่างสวยงาม รวมไปถึงสะพาน Asakusa-bashi ที่เป็นจุดถ่ายภาพที่เรียกได้ว่า เป็นมุมมหาชนอย่างแท้จริง. จากนั้นเรือได้พามาวนในจุดนี้ แล้วเลี้ยวกลับเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดต่อไป.

เราผ่านจุดขึ้นเรืออีกครั้ง ลอดใต้สะพาน แล้วเลี้ยวขวา เพื่อมุ่งหน้าออกสู่ทะเล ถึงตรงนี้ จะเริ่มมีลมทะเลพัดเข้ามาปะทะอย่างจังแล้วหละ เรียกได้ว่า หนาวสุด ๆ เลยครับ. ที่นี่จะเป็นท่าเรือ และเป็นที่ตั้งของสำนักงาน Japan 1st Regional Coast Guard หรือ หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของประเทศญี่ปุ่นครับ.

จากนั้นเรือก็จะเลี้ยววกกลับเข้ามาในคลองโอตารุอีกครั้ง เพื่อไปดูในส่วน North Canel หรือ คลองทางทิศเหนือ ซึ่งตรงจุดนี้ จะมีเรือประมงของคนในท้องถิ่น จอดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ตรงนี้เอง เรือได้หันหัวเรือกลับอีกครั้ง.

ไม่นาน เรือก็ได้ผ่านอาคารโกดังเก่า ๆ ซึ่งเขาเก็บรักษาไว้เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งดูเก่าจริง ๆ จนดูน่ากลัวเลยหละครับ. จากนั้น เรือก็แล่นมาเรื่อย ๆ แล้วก็มาจอดที่จุดขึ้นเรือ ก็เป็นอันจบรอบการล่องเรือชมคลองโอตารุ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีครับ.

หลังจากเรากลับขึ้นมาที่ฝั่งแล้ว ต่อไปเราสองคนก็ได้เดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ คลองโอตารุ ซึ่งที่นี่มีจุดถ่ายภาพที่น่าสนใจอยู่หลายจุดอยู่รอบ ๆ ทางเดินริมคลองโอตารุแห่งนี้ โดยเริ่มจากสะพาน Chuobashi ที่อยู่ใกล้กับจุดลงเรือชมคลองโอตารุ เดินมาตามทางริมคลอง ซึ่งบริเวณนี้จะมีศิลปินนำผลงานศิลปะมาวางจำหน่าย รวมไปถึงมีศิลปินนั่งวาดรูปโชว์ด้วย ทางเดินนี้ จะเดินยาวมาถึงสะพาน Asakusabashi ซึ่งเป็นอีกจุด Landmark สำคัญ และเป็นมุมถ่ายภาพมุมมหาชนอีกจุดหนึ่งของเมืองโอตารุแห่งนี้ด้วย.

สถานที่ต่อไปที่เราจะไปนั่นคือ ถนนช๊อปปิ้งที่มีชื่อว่า Sakaimachidori ซึ่งเป็น Shopping Street ชื่อดังของเมืองโอตารุ ร้านค้าแถวนี้ จะเป็นร้านพวกของฝากของที่ระลึก รวมไปถึงร้านอาหารทะเลสด ๆ และร้าน cafe กาแฟ ขนม ต่าง ๆ ที่แต่ละร้านจะตกแต่งไว้อย่างดี ตึกบางตึกจะดูเป็นรูปทรงโบราณซึ่งดูขลังดีเมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางอาคารทรงสมัยใหม่

และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของร้านทาร์ตชื่อดังที่มีสาขาอยู่มากมายหลายประเทศ (รวมถึงในไทยด้วย) อย่าง LeTAO ซึ่งที่ Otaru นี้ที่นี่เป็นสาขาหลักด้วยหละครับ ร้านนี้สังเกตุไม่ยากครับ ให้สังเกตุหอนาฬิกาสูง ๆ แหลม ๆ สไตล์ยุโรป นี่แหล่ะครับ แน่นอนครับว่า เราสองคนแวะไปทานร้านนี้กันด้วย ซึ่งราคาแอบแรง แต่ความอร่อยก็สมกับราคาเลยหละ หากใครมาที่นี่ ก็ลองแวะมาทานทาร์ตของร้านนี้ ซึ่งเป็นสาขาหลักกันด้วยนะครับ อร่อยจริง

ชื่อสถานที่ : พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี โอตารุ (Otaru Music Box Museum)
Website : http://www.otaru-orgel.co.jp/
Location : https://goo.gl/maps/maUj8M5s3F82
ค่าเข้าชม : ฟรี
วิธีการเดินทาง : จากคลองโอตารุ ให้เดินมาตามถนนย่านช๊อปปิ้ง Sakaimachidori มาจนสุดทางจนถึงสามแยกไฟแดง ก็จะเจอพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่สามแยกพอดีเลยครับ

ตรงใกล้ ๆ กับร้าน LeTAO นี้ ก็เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกที่หนึ่ง นั่นคือ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru Music Box Museum) ที่ข้างในเป็นร้านค้าและส่วนของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแม้ว่าจะมีสาขาในเมืองอื่น ๆ ด้วย แต่ที่นี่ก็คือร้านหลักที่เราควรจะแวะมาให้ได้. ภายในร้านนี้ ก็มีสินค้าพวกกล่องดนตรี ดังมุ้งมิ้ง กุ๊งกิ๊ง อยู่เต็มไปหมด. แต่สิ่งที่น่าสนใจนั้น อยู่ที่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ ที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีที่โอตารุนี้ มีนาฬิกาแบบไอน้ำ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ เมื่อถึงคราวบอกเวลา นาฬิกาไอน้ำนี้ จะเปล่งเสียงออกมาเป็นดนตรีด้วยการปล่อยไอน้ำออกมาจนเป็นเสียงโน๊ตดนตรี ซึ่งนับว่าแปลกดีครับ. ซึ่งผมทราบข้อมูลมาว่า นาฬิกาไอน้ำแบบนี้ มีเพียง 2 เรือนในโลกเท่านั้น อีกที่หนึ่งอยู่ที่ประเทศแคนาดาครับ.

ด้านในอาคารของพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีนั้นจะทำด้วยไม้ ซึ่งเวลาเดินจะมีเสียงดังจากการเสียดสีของไม้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดีครับ และที่นี่มี 3 ชั้น โดยชั้นแรกจะเป็นส่วนของร้านค้า ชั้นสอง จะเป็นระเบียง และเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงของโบราณและมีราคาแพงเอาไว้ และชั้นที่สาม จะเป็นร้านค้าขายของที่ระลึกอื่น ๆ นอกเหนือจากกล่องดนตรีครับ.

เราเดินที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ซักพักนึงก็ออกมาโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ของที่นี่ราคาค่อนข้างสูงเกินไป เราจึงแค่เดินชมบรรยากาศเท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ. ตอนที่เราเดินออกมานั้น ก็เป็นช่วงใกล้เวลาทไวไลท์ หรือ ช่วงใกล้ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดในการถ่ายรูป เราจึงปักหลักอยู่ตรงนี้ เพื่อถ่ายภาพอาคารของร้าน LeTAO และ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี เป็นที่ระลึก. จากนั้นเราก็เดินทางไปยังสถานที่ต่อไป ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเที่ยวที่เมืองโอตารุแล้ว นั่นคือ ถนน Shopping Street ระหว่างทางกลับไปยังสถานีรถไฟ Otaru ครับ.

ในตอนนั้น เรามีแผนที่ในมือ ในแผนที่บอกเราว่า ยังมีอีกทางเดินหนึ่งที่สามารถเดินไปยังสถานีรถไฟ Otaru ได้ โดยทางเดินนั้น จะเป็นถนน Shopping Street ต่าง ๆ. ทำให้ผมจินตนาการไปว่า มันน่าจะเหมือนกับ Shopping Street ชื่อดังอย่างย่านทานุกิโคจิ หรือ ชินไซบาชิที่โอซาก้า คนน่าจะคึกคัก ร้านรวงน่าจะเยอะแยะ ก็มโนภาพแบบนั้นไป แล้วเราก็เดินไปยังเส้นทางนี้ทันที.

เราเดินไปตามแผนที่ จากแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนเยอะแยะ กลายเป็น แหล่งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย บวกกับเวลาในตอนนี้เริ่มมึดเข้าไปทุกขณะ อากาศก็เย็นลง ท้องก็เริ่มหิว แต่เราก็เดินกันตามแผนที่กันต่อไป โดยมีความหวังว่าไม่นานเราก็จะเจอแหล่งช๊อปปิ้งกันแล้ว แต่แล้วเมื่อเราก้าวมาถึงแหล่งช๊อปปิ้งแรกที่มีชื่อว่า Hanozonoginza Shopping Street ก็ทำให้เราถึงกับงง ที่นี่มันอารมณ์คล้าย ๆ กับย่านที่อยู่อาศัยแต่มีการเปิดหน้าร้านขายของ ซึ่งเวลานี้ ร้านรวงเหล่านี้ก็ปิดหมดแล้ว โดยมีบางร้านที่ยังเปิดอยู่ ซึ่งเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหารยุโรปเล็ก ๆ เปิดอยู่เพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น.

แต่เมื่อเรามองไปไกล ๆ เราก็มองเห็นถนนที่มีหลังคาคลุมเหมือนแหล่ง Shopping Steet ที่เราคุ้นเคย เราจึงตัดสินใจเดินไปกันต่อโดยที่ไม่แวะทานอะไร. จนกระทั่งเราเดินมาถึงที่นี่ ตรงนี้มีชื่อว่า Sun Mall Shopping Steet. ที่นี่เป็นถนนที่มีหลังคาคลุมแบบแหล่งช๊อปปิ้งที่เราคุ้นเคย แต่สิ่งที่มีความแตกต่างกันก็คือ ร้านรวงต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นั้น “ปิด” หมดแล้วครับ มีเปิดอยู่เพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น และร้านที่เปิดอยู่นั้น ก็เป็นร้านขายของใช้ เสื้อผ้า แต่ไม่มีร้านอาหารอยู่เลย. บรรยากาศก็เงียบมาก เงียบจนน่าตกใจจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่า นี่คือย่านแหล่งช๊อปปิ้งจริง ๆ หรือนี่.

มาถึงตรงนี้ เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมุ่งหน้าเดินต่อไป เพราะอีกไม่นานก็ถึงสถานีรถไฟ Otaru แล้ว ซึ่งเราจะผ่านย่าน Shopping อีก 1 แห่ง คือ Miyakodori Shopping Street และก็เช่นเดียวกัน ตรงนี้ร้านรวงส่วนใหญ่ก็ปิดแล้ว ร้านอาหารก็ไม่มี จนกระทั่งเราเดินมาจนถึงถนนใหญ่ หน้าสถานีรถไฟ Otaru เราก็เห็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าสถานี Otaru ที่มีชื่อว่า Nagasakiya เราจึงเดินเข้าไปวัดดวงดูว่า ที่นี่จะมีร้านอาหารอะไรให้เราทานกันไหม. เมื่อเราเดินเข้ามาก็พบกับบรรยากาศในห้างนี้ คล้าย ๆ กับห้างเซนจูรี่ย์ ที่อนุสาวรีย์ ใน กทม. เลยครับ และที่สำคัญ ที่นี่มีร้านอาหารอยู่ 2-3 ร้าน เท่าที่จำได้คือ มีร้านราเมน และ ร้านโซบะ เราจึงตัดสินใจทานโซบะกันครับ. เราเข้ามาในร้าน สั่งอาหารกันเรียบร้อย แล้วมานั่งคุยกับแฟนในเรื่องย่านช๊อปปิ้งที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี้นี้

ผม : นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอแหล่งช๊อปปิ้งในแผนที่นำเที่ยว แต่มันเงียบจนน่าแปลกใจมาก
แฟน : ใช่ ๆ ทำไมมันเงียบแบบนี้เนี่ย
ผม : คือตอนดูแผนที่ ก็คิดว่า เราจะเดินชิล ๆ ในย่านแหล่งช๊อปปิ้งจนถึงสถานีรถไฟ
แฟน : แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด เงียบมากกกกกกก
ผม : แต่เราก็เดินมาถึงที่นี่จนได้เนอะ
แฟน : ไม่แน่ อาจเป็นเพราะใกล้ฤดูหนาว ช่วงกลางคืนร้านค้าต่าง ๆ อาจจะปิดเร็วก็ได้มั้ง
ผม : เอ้อ ใช่ ก็อาจเป็นไปได้นะ ไม่แน่ตรงนี้ อาจจะคึกคักในช่วงกลางวันก็ได้ เราอาจจะมาผิดเวลาเอง

ไม่นานนัก โซบะก็มาเสิร์ฟ เราสองคนทานโซบะกันด้วยความหิวจนลืมถ่ายรูปมาให้ดู มารู้ตัวอีกทีก็หมดชามซะแล้ว รสชาติก็อร่อยดีครับ ซึ่งไม่รู้ว่าอร่อยเพราะความหิวหรือว่าอร่อยจริงนะ. ก่อนที่จะเดินทางกลับเมือง Sapporo เราก็เดินเที่ยวห้างแห่งนี้ในชั้นที่ 1 ดูของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรกลับไป จนกระทั่งเรารู้สึกว่าวันนี้เราเดินมามากพอแล้ว และอยากจะกลับโรงแรมเอาขาแช่น้ำอุ่นให้หายเมื่อยมาก ๆ เราจึงเดินข้ามถนนไปยังสถานีรถไฟ Otaru เพื่อนั่งรถไฟกลับไปยังเมือง Sapporo

เมื่อเรามาถึงสถานีรถไฟ Sapporo ผมได้ขอภรรยาออกไปถ่ายภาพหน้าสถานีรถไฟ Sapporo ในช่วงค่ำคืนเล็กน้อย แล้วเราก็เดินทางกันต่อไปยัง Susukino ด้วยรถไฟไต้ดิน เมื่อถึงที่สี่แยก Susukino ผมก็ขอภรรยาถ่ายภาพบรรยากาศยามค่ำคืนที่นี่อีกครั้ง ในอีกมุมหนึ่งที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพมาเมื่อคืนวานนี้.

ผมใช้เวลาถ่ายภาพไม่นานนักก็เดินทางกลับโรงแรม เพื่อพักผ่อน ชาร์ตพลังเตรียมความพร้อมให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในวันพรุ่งนี้ ที่เราจะไปชมใบไม้แดงในเมือง “ซัปโปโร” แห่งนี้นี่เอง.

สำหรับตอนนี้ก็จบลงแล้ว พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะครับ และที่สำคัญ อ่านจบแล้ว อย่าลืมดู Video Review ประกอบบทความนี้ เพื่อได้รับชมทุกมุมมองในเนื้อหาตอนนี้กันด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ การบินไทย ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.