Sapporo ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี
สวยดี เที่ยวง่าย ช๊อปครบ จบใน 1 วัน
Autumn in Hokkaido EP#05

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เผลอแป๊ปเดียวตอนนี้เราก็เดินมาถึงวันที่ 4 ของการเดินทางในทริปฤดูใบไม้ร่วงที่ฮอกไกโดแห่งนี้แล้ว ซึ่งในวันนี้เราจะเดินทางท่องเที่ยวในเมืองซัปโปโรกัน โดยจะเน้นชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงกลางวัน และไปถ่ายภาพบรรยากาศของเมืองซัปโปโรในช่วงเย็น ปิดท้ายด้วยการเดินสำรวจย่าน Shopping และไปทานราเมนที่ตรอกราเมนอันมีชื่อเสียงแห่งเมืองซัปโปโร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามอ่านกันได้เลยครับ

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ


เช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2018 09.00 น. ณ โรงแรม โรงแรม APA Hotel Susukino Ekime

วันนี้ผมตื่นสายเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อวานนี้เราค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางที่โอตารุกัน ผมได้เปิดหน้าต่างของโรงแรม ซึ่งเปิดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นตามสไตล์โรงแรมของประเทศญี่ปุ่น เพื่อดูสภาพอากาศในวันนี้ก็พบว่า อากาศวันนี้ถือว่าสดใส ท้องฟ้าไม่มีเมฆ ทำให้มีแสงแดดที่ค่อนข้างแรง อากาศกำลังเย็นสบายเลยครับ. ผมจึงหยิบกล้องถ่ายภาพมาเก็บภาพวิวหน้าต่างของโรงแรมนี้เอาไว้เป็นที่ระลึกว่า เรามองเห็นอะไรจากห้องที่เราพัก ซึ่งเราเห็นชิงช้าสวรรค์ที่ซุซุกิโนะ และเห็นหอทีวีซัปโปโร จากหน้าต่างของห้องนอนเรา ตามที่เห็นในภาพนี้ครับ.

เนื่องจากเมื่อคืนนี้เรานอนหลับกันเต็มอิ่มมาก แถมยังตื่นสายกว่าทุกวันอีก ทำให้เช้าวันนี้ เรามีแรงพร้อมที่จะเดินท่องเที่ยวในเมืองซัปโปโรท่ามกลางอากาศดี ๆ แบบนี้กันอย่างเต็มเปี่ยมเลยหละ. โดยสถานที่ที่เรากำลังจะไปในที่แรกในวันนี้ คือสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่อยู่กลางเมืองซัปโปโร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Susukino เลยครับ สวนแห่งนี้มีชื่อว่า สวนนากาจิมะ (Nakajima-koen)

ชื่อสถานที่ : สวนนากาจิมะ (Nakajima-koen)
Website : http://www.sapporo.travel/find/nature-and-parks/nakajima_park/?lang=th
Location : https://goo.gl/maps/fF2SYdWfen72
ค่าผ่านประตู : ฟรี
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Susukino นั่งมาเพียง 1 สถานี แล้วลงที่สถานี Nakajimakoen แล้วใช้ประตูทางออกหมายเลข 3 เราก็จะขึ้นมาเจอกับสวนนากาจิมะพอดีครับ

เรานั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Susukino มายังสถานี Nakajimakoen ซึ่งใช้เวลาเพียงแป๊ปเดียว เพราะระยะห่างแค่ 1 สถานีเท่านั้นเอง. เมื่อเราขึ้นมาด้านบนก็พบกับบริเวณทางเข้าสวนนากาจิมะ ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ตรงหน้าทางออกประตูสถานีรถไฟหมายเลข 3 นี้ จะมีต้นแปะก๊วยเรียงรายอยู่ ซึ่งในเวลานี้ ใบแปะก๊วยกำลังเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองแล้ว. เมื่อใบแปะก๊วยประทบกับแสงแดด บวกกับมีลมพัดเบา ๆ ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ ดูสวยงามเลยหละ.

บรรยากาศภายในสวนนี้ นับว่าดีมากเลยครับ มีผู้คนเข้ามาเดินเที่ยว ออกกำลังกาย พาสุนัขมาเดินเล่น จนสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่เขาใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในวันที่อากาศแจ่มใสแบบนี้. การได้มาทำกิจกรรมกลางแจ้งท่ามกลางบรรยากาศที่มีต้นไม้ร่มรื่น ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีอย่างสวยงาม ก่อนถึงช่วงฤดูหนาวอันยาวนานจะมาถึง นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผมรู้สึกได้เลยหละครับ.

เราเดินเข้ามาในสวนอีกเล็กน้อย ก็พบกับบึงน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางสวน โดยบึงน้ำนี้ มีเกาะอยู่ตรงกลางด้วยหละครับ ที่เกาะนี้ก็มีต้นไม้ที่กำลังมีใบไม้เปลี่ยนสี เป็นสีแดงสีเหลือง สวยงามเด่นสง่าเป็นอย่างมาก. เรายืนถ่ายภาพตรงนี้ซักพัก แล้วก็เดินไปชมใบไม้เปลี่ยนสีกันต่อในจุดอื่น. ซึ่งระหว่างทางนั้น บรรยากาศร่มรื่นมาก ยามเมื่อลมเย็น ๆ พัดมา ใบไม้ก็พริ้วไหวกระทบกับแสงแดด บางใบก็ร่วงโรยลงมาสู่พื้นดิน การได้มายืนท่ามกลางบรรยากาศของต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสีในตอนนี้ นับว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจสุด ๆ เลยหละ.

เราเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนมาถึงอาคารไม้สไตล์ตะวันตกสีขาวหลังหนึ่ง ที่มีชื่อว่า อาคารโฮไฮกัน (Hoheikan building) ซึ่งอาคารนี้ เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยครับ เดิมทีอาคารนี้เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิเมจิเมื่อพระองค์เสด็จมายังเมืองซัปโปโร เดิมทีอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ที่สวนโอโดริ แต่ก็ได้ถูกย้ายมายังสวนนากาจิมะแห่งนี้เมื่อปี 1958 ภายในอาคารนี้ ยังมีร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดพิธแต่งงานยอดนิยมในปัจจุบันอีกด้วย. แต่น่าเสียดาย ที่ผมไม่ได้เดินเข้าไปดูด้านใน เพราะผมดูผ่าน ๆ นึกว่าเขาปิดอยู่ เลยทำได้เพียงแวะถ่ายรูปแล้วเดินออกมาครับ.

ใกล้ ๆ อาคารโฮไฮกัน นี้ จะมีทางเข้าไปยังสวนสไตล์ญี่ปุ่นด้วย ซึ่งผมได้เดินเข้าไปก็ได้เจอสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่จัดไว้อย่างสวยงาม อีกทั้งยังมีบ้านโบราณหลังเล็ก ๆ ให้เราเข้าไปเดินชมบริเวณรอบ ๆ ได้ด้วย.

เราจึงเดินชมสวนญี่ปุ่นนี้กันซักพักแล้วก็เดินออกมา ก็พบว่า เรามาถึงทางออกสวนนากาจิมะพอดี เราจึงตัดสินใจที่จะไปยังสถานที่ต่อไป โดยไม่เดินย้อนกลับเข้าไปในสวนอีกครั้งครับ. เราเดินกลับไปที่สถานีรถไฟไต้ดิน Nakajimakoen เพื่อเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยฮอกไกโด เพื่อชมบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงกันต่อ.

ชื่อสถานที่ : มหาวิทยาลัยฮอกไกโด (Hokkaido University)
เว็บไซต์ : https://www.global.hokudai.ac.jp/dhu/
Location : https://goo.gl/maps/qBL8wuuKcBk
ค่าผ่านประตู : ฟรี
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟไต้ดิน Nakajimakoen นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Sapporo แล้วเดินออกมาทางประตูด้านทิศเหนือของสถานี JR Sapporo เดินข้ามถนนมาทางซ้าย เจอสี่แยกร้าน Yodobashi แล้วเลี้ยวขวา เดินตรงมาอีก 2 แยกไฟแดง ก็จะเจอประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยฮอกไกโดครับ

ทันทีที่เราก้าวข้ามผ่านประตูเข้าสู่ในเขตรั้วมหาวิทยาลัย เราก็สัมผัสได้ถึงความร่มเย็นของต้นไม้ที่สูงเด่นอยู่ภายใน มีลมพัดเบา ๆ ที่พอจะทำให้ใบไม้ร่วงหล่นลงมา จนเต็มพื้นถนน มีผู้คนเดินเข้าออกผ่านไปมา บ้างก็ปั่นจักรยาน บ้างก็ขับรถยนต์. นี่มันใช่เลยครับ บรรยากาศของมหาวิทยาลัยจริง ๆ ที่ผมสัมผัสได้. เราเดินมาเรื่อย ๆ ก็พบกับ “สนามหญ้ากลาง” สนามหญ้าเขียวขจีพร้อมกับต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเหมือนเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจที่เหล่าผู้คนจะเอาเสื่อมาปูนั่งทำกิจกรรมต่าง ๆ กันครับ.

เดินมาอีกไม่ไกล เราก็เจออาคารแบบยุโรปสีขาวที่มีชื่อว่า Furukawa Hall โดยอาคารนี้ เป็นอาคารสไตล์เรเนซองส์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมด้วยครับ.

จากตรงนี้ ก็เราก็เดินมาถึงถนน Central Rd. เราเลยเดินขึ้นมาทางทิศเหนือ แล้วก็ได้เจอกับอาคารพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยฮอกไกโด (The Hokkaido University Museum) ซึ่งเราสามารถเข้าไปชมได้ฟรี ๆ ด้านในมีไฮไลท์เด็ดคือ มีฟอสซิลไดโนเสาร์จัดแสดงให้เราดูด้วย ซึ่งที่นี่จะเป็นที่จัดแสดงด้านวิทยาศาสตร์ และเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่ที่นี่ยังเป็นวิทยาลัยการเกษรซัปโปโรกว่า 3 ล้านชิ้น. แต่เราสองคนไม่ได้เข้าไปดูครับ เพราะไม่ใช่แนวของเราเท่าไร เลยได้แค่ถ่ายภาพอาคารหน้าทางเข้ามาให้ดูครับ

ที่สุดท้ายที่เรามานี้ เป็นสถานที่ไฮไลท์สำคัญที่เราตั้งใจมามหาวิทยาลัยฮอกไกโด เพื่อมาถ่ายภาพในจุดนี้เลย นั่นคือ ถนนแนวต้นแปะก๊วย (Ginkgo Avenue) ที่มีจำนวนกว่า 70 ต้น ตามถนนยาวระยะทาง 380 เมตร โดยช่วงที่เป็นไฮไลท์ที่เหล่านักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพกัน ก็คือช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เหล่าต้นแปะก๊วยเหล่านี้ใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ก็ยิ่งทำให้สวยงามเป็นอย่างยิ่งเลยหละครับ.

เรามาถึงถนนตรงนี้ก็พบกับเหล่านักท่องเที่ยวและช่างภาพต่างก็มาถ่ายภาพกันพอสมควรเลย เพราะที่นี่มันสวยงามจริง ๆ จนเราเห็นกับตาแล้วรู้สึกว่า “คุ้มค่า” ที่เราอุตส่าห์เดินมาตั้งไกล เพื่อได้เห็นความสวยงามของถนนแนวต้นแปะก๊วยด้วยตาตัวเอง. ถึงแม้ว่าในวันที่เรามานี้ ยังไม่ใช่ช่วงพีคที่สุด หรือ ยังไม่เหลืองสุด ๆ ยังมีสีเขียวแซมอยู่บ้างก็ตาม. ผมถ่ายภาพที่นี่อย่างมีความสุข แล้วขอเอามาอวดให้ท่านผู้ชมได้ชมกันครับ

เมื่อเสร็จสิ้นจากการเดินชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดแล้ว มาถึงเวลานี้ ก็เป็นช่วงบ่ายกว่า ๆ แล้วครับ และสถานที่ต่อไปที่เราจะไปนั้น จะไม่ใช่การชมใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว แต่จะเป็นการเดินชมบรรยากาศในเมืองซัปโปโรกันครับ.

ชื่อสถานที่ : ย่านซุซุกิโนะ
Location : https://goo.gl/maps/KARKTrMAqk32
วิธีการเดินทาง : เพียงนั่งรถไฟฟ้าไต้ดิน มาลงที่สถานี Susukino ก็ถึงแล้วครับ

เราเดินไปขึ้นรถไฟไต้ดินที่สถานี Kitajunijo ซึ่งอยู่ใกล้กับทางออกประตูตรงถนนแนวต้นแปะก๊วยที่สุด แล้วนั่งรถไฟใต้ดินมาที่สถานี Susukino เพื่อหาอะไรทานกันในย่านนี้ ซึ่งเราตั้งใจจะหาอะไรทานแบบง่าย ๆ เราเห็นร้าน Gindaco ร้านทาโกะยากิชื่อดังที่มีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทยด้วย เราเลยตั้งใจจะไปทาน แต่ปรากฏว่าร้านยังไม่เปิด เลยอดทานกันเลยครับ แต่แล้วผมก็สังเกตุเห็นป้ายคุ้น ๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ตรงนี้มันอยู่ใกล้กับตรอกราเมนเลย ผมจึงเดินไปสำรวจดูก็พบว่า มันดูเงียบ ๆ แปลก ๆ เลยตัดสินใจยังไม่ทานในตอนนี้ครับ แล้วคิดว่าจะมาทานกันเป็นมื้อค่ำในวันนี้แทน. เราเลยเดินออกมาจากจุดนี้ เพื่อไปยังที่ต่อไปครับ

ที่ต่อไปที่เราจะไปเดินกันต่อคือ Tanuki-koji ซึ่งเป็นย่านช๊อปปิ้งชื่อดังของเมืองซัปโปโร แต่การเดินในครั้งนี้ เราไม่ได้โฟกัสว่าจะมาช๊อปปิ้งกัน แต่เราโฟกัสกันในเรื่องหาอะไรทานกันมากกว่า จนกระทั่งเราไปเจอร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่เป็นร้านขายยากิโซบะและทาโกะยากิ ซึ่งตกแต่งร้านได้เชื้อเชิญให้เราเข้าไปนั่งมาก เราเข้าไปนั่งทานที่นี่แบบไม่คิดอะไรมากครับ แล้วเราก็สั่งยากิโซบะและทาโกะยากิมากิน ในส่วนของรสชาตินั้น … “เป็นอาหารที่ไม่อร่อยที่สุดในทริปนี้เลยครับ” คือยากิโซบะมีแต่ความหวาน ทาโกะยากิก็ไร้รสชาติ คือไม่อร่อยเลย แต่เราก็ทานจนหมดด้วยความหิว แล้วเราก็จ่ายตังออกจากร้านไปจนลืมไปอย่างหนึ่งเลยว่า … “ผมลืมถ่ายภาพบรรยากาศร้านนี้มาครับ” และก็ไม่ได้จำชื่อร้านมาด้วย เพราะมันไม่น่าจำจดเลย เอาเป็นว่า หากใครอยากรู้ว่าร้านนี้คือร้านไหน ผมก็บอกได้แค่ว่า เป็นร้านที่อยู่ในทานุกิโคจิ ที่อยู่ใกล้กับทางเดินไปตลาดนิโจครับ

หลังจากที่เราทานกันเสร็จแล้ว เราก็เดินกันไปต่อที่ตลาดปลานิโจ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทานุกิโคจิเลยครับ

ชื่อสถานที่ : ตลาดปลานิโจ (Nijo Market)
Website : http://nijomarket.com/
Location : https://goo.gl/maps/tACrCV8rJ3x
วิธีการเดินทาง : จากย่านช๊อปปิ้ง Tanuki-koji ให้เดินมาทางทิศตะวันออกจนสุดทางของย่าน Tanuki-koji ก็จะเจอกับสวนสาธารณะกลางถนนชื่อ Soseikawa ให้เราเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง ก็จะเจอกับตลาดปลานิโจเลยครับ

เมื่อเรามาถึงตลาดปลานิโจแห่งนี้ ผมก็พบกับความแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ร้านค้าโดยส่วนใหญ่ติดป้าย”ห้ามถ่ายภาพ” เอาสิครับ งานเข้าสิครับ ผมเองก็อยากถ่ายภาพบรรยากาศที่นี่มาฝากกัน แต่เพราะมีป้ายนี้ ทำให้ผมไม่อยากจะหยิบกล้องออกมาเลย ดังนั้น GoPro ที่ติดอยู่ที่ไหล่ของผม จึงมาทำหน้าที่แทนในการบันทึก Video ยาว ๆ ในตอนที่เราเดินสำรวจตลาดแห่งนี้.

ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดจำหน่ายอาหารทะเลและของแห้งจนไปถึงผลไม้สดต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่เดินสำรวจมา ราคาที่นี่ก็ไม่ค่อยหนีกันกับที่ตลาดปลาที่โอตารุ ที่เราเพิ่งทานกันเมื่อวานนี้ครับ บางอย่างราคาเท่ากัน บางอย่างก็ราคาแรงกว่า เอาเป็นว่า หากใครอยากทานอาหารทะเลสด ๆ การมาทานที่นี่ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่เราไม่ต้องไปในที่ไกล ๆ ตลาดปลานิโจ อยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร เดินทางมาง่าย การมาหาอะไรทานที่นี่ก็นับว่าไม่ผิดอะไรครับ. เพียงแต่โดยส่วนตัวนั้น ไม่ค่อยชอบกับบรรยากาศที่หลายร้านติดป้ายห้ามถ่ายภาพเท่านั้นเอง ทำให้เราใช้เวลาเดินที่นี่เพียงแป๊ปเดียวเท่านั้น แล้วเราก็เดินไปเที่ยวยังสถานที่ต่อไปกันต่อ นั่นก็คือ Sapporo TV Tower หรือหอทีวีซัปโปโร นั่นเองครับ

ชื่อสถานที่ : หอทีวีซัปโปโร (Sapporo TV Tower)
Website : http://www.tv-tower.co.jp/thai/
Location : https://goo.gl/maps/WigKsWeEovF2
ค่าผ่านประตู : ราคาผู้ใหญ่ 720 เยน
วิธีการเดินทาง : จากตลาดปลานิโจ เราสามารถมองเห็นหอทีวีซัปโปโรได้ไม่ยาก เพียงแค่เดินมาตามทางของสวนกลางถนนชื่อ Soseikawa มาทางทิศเหนือเรื่อย ๆ ก็ถึงหอทีวีซัปโปโรแล้วครับ

เราเดินมาตามทางสวน Soseikawa ซึ่งเป็นสวนสวย ๆ กลางถนนที่มีคลองไหลผ่านตรงกลางมาเรื่อย ๆ จนมาถึงหอทีวีซัปโปโร. พอมาถึงใกล้ ๆ ก็รู้สึกได้เลยว่าหอทีวีแห่งนี้ก็ใหญ่ใช้ได้เหมือนกันเลยหละ เราเดินเข้ามาใต้หอทีวีแห่งนี้ก็เห็นวิวสวนโอโดริทันที แต่นาทีนั้น เรายังไม่สนใจครับ ตอนนี้เราขอโฟกัสการขึ้นหอทีวีแห่งนี้กันก่อนดีกว่า.

เราขึ้นลิฟมาทีชั้น 3 ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายตั๋วเข้าชมหอทีวีแห่งนี้ โดยราคาสำหรับผู้ใหญ่จะอยู่ที่คนละ 720 เยน. พอชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเข้าแถวที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อรอคิวขึ้นลิฟไปยังชั้นบนซึ่งเป็นจุดชมวิวที่มีความสูงกว่า 90 เมตร.

เมื่อมาถึงชั้นบน เราก็พบกับหน้าต่างบานใหญ่ล้อมรอบจุดชมวิวในชั้นนี้ ซึ่งเราสามารถดูวิวเมืองซัปโปโรแบบ 360 องศากันเลยครับ ในบางจุดนั้นจะมีหน้าต่างหวาดเสียว ที่จะเป็นกระจกแบบเอียงเพื่อให้เราเอาตัวไปแนบกับกระจกแล้วจับด้ามจับข้าง ๆ เอาไว้ ทำให้เราได้ประสบการณ์ดูความสูงของหอทีวีแห่งนี้เลยหละ. สำหรับการถ่ายภาพบนจุดชมวิวนี้ ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน คือ เนื่องจากที่นี่มีกระจก การสะท้อนแสงจากด้านหลังก็เป็นเรื่องที่เราต้องควรระวัง อีกทั้งที่นี่ยังห้ามใช้ขาตั้งกล้อง ทำให้การถ่ายภาพเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากเราจะมาถ่ายตอนกลางคืนครับ. แต่ในสถานการณ์ที่ผมเจอนั้น จะเป็นเรื่องการถ่ายย้อนแสงครับ เนื่องจากมุมที่ผมอยากจะถ่าย นั่นคือ มุมสวนโอโดริ ในเวลานั้นพระอาทิตย์กำลังส่องแสงย้อนมาที่สวนแห่งนี้พอดี การถ่ายภาพในมุมสวนโอโดริจึงเป็นมุมย้อนแสงทันทีเลยครับ เราจึงถ่ายภาพตามสภาพความเป็นจริงเท่าที่ทำได้ แล้วเดินชมบรรยากาศที่นี่เรื่อย ๆ จนพอใจ จึงเดินไปที่ลิฟเพื่อกลับออกมาด้านนอกหอทีวีแห่งนี้.

เมื่อลิฟลงมาถึงชั้น 3 เราก็จะเจอร้านขายของฝาก เราเดินเล่นซักพักก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา เราจึงเดินลงมาชั้นล่างสุด เพื่อแวะไปทานซอฟครีม ที่เราได้บัตรส่วนลดในตอนซื้อตั๋วขึ้นหอทีวีซัปโปโร ก่อนที่จะไปในที่ต่อไป นั่นคือสวนโอโดริ ครับ.

ชื่อสถานที่ : สวนโอโดริ (Odori Park)
Website : http://www.sapporo-park.or.jp/odori/en/
Location : https://goo.gl/maps/VcBYy7FvmTJ2
วิธีการเดินทาง : จาก Sapporo TV Tower เดินมาทางทิศตะวันตก ก็จะเจอกับสวนโอโดริทันที เพราะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่หากใครจะนั่งรถไฟมา ก็ให้นั่งมาลงที่สถานีรถไฟไต้ดิน Odori แล้วขึ้นมาด้านบน ก็จะเจอกับสวนโอโดริเลยครับ.

เราเดินออกจากพื้นที่หอทีวีซัปโปโรมาทางทิศตะวันตกเรื่อย ๆ เพื่อหามุมดี ๆ ในการถ่ายภาพ Cityscape ครั้งสุดท้ายในทริปนี้ จนกระทั่งเรามาเจอที่นั่งเล็ก ๆ ตรงใจกลางสวนโอโดริ ที่อยู่ไม่ไกลจากหอทีวีซัปโปโรเท่าไรนัก เราจึงมานั่งปักปลักถ่ายภาพกันที่จุดนี้กัน ซึ่งเป็นการพักผ่อนจากการเดินมาตลอดวันในวันนี้ไปในตัวด้วยเลยครับ. ท้องฟ้าเวลานี้ สดใสมาก แทบไม่มีเมฆมารบกวน เราหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นมุมที่เห็นหอทีวีซัปโปโร และท้องฟ้าที่จะเป็นแสงทไวไลท์ในทิศนี้พอดี. ผมจัดการกางขาตั้งกล้อง ตั้งค่ากล้องให้เรียบร้อย แล้วก็รอเวลาแสงทไวไลท์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพครับ.

สำหรับสวนโอโดริแห่งนี้ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร ที่ใช้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ตามฤดูการ โดยเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดที่จัดที่นี่คือ เทศการหิมะเมืองซัปโปโร อันมีชื่อเสียงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่กันทั่วโลก ซึ่งทุกปีจะจัดในช่วงต้น-กลางเดือนกุมภาพันธ์ครับ. ส่วนเหตุผลที่มีสวนแห่งนี้กลางเมือง ก็ต้องย้อนกลับไปในอดีตที่เขาสร้างสวนนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นจุด Firebreak หรือ จุดหยุดการลุกลามไฟ จากการแบ่งเขตเมืองซัปโปโรทางทิศเหนือ ที่จะเป็นแหล่งหน่วยงานราชการ และ ทิศใต้ ที่เป็นที่อยู่อาศัยและย่านการค้า หากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา จะได้ไม่ลามข้ามเขตกันครับ.

บรรยากาศของสวนโอโดริในตอนที่ผมกำลังรอถ่ายภาพอยู่นี้ นับว่าดีมาก ๆ เลยครับ ที่นี่มีคนมาทำกิจกรรมต่าง ๆ หลากหลายมาก ตั้งแต่ฝึกซ้อมเต้น ออกกำลังกาย เดินเที่ยว ครอบครัวพาลูกหลานมาวิ่งเล่น จนไปถึงเหล่าคู่รักนั่งจีบกันเป็นคู่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ลมพัดเย็น ๆ กับวิวหอทีวีที่เด่นสง่าอยู่ด้านหน้าท่ามกลางเสียงรถบนถนน และตึกด้านข้างที่รายล้อมสวนแห่งนี้ เรียกได้ว่าที่นี่ดีงามในทุกมุมมองเลยครับ.

เมื่อเวลานั้นมาถึง เวลา 17.00 น. ไฟบนหอทีวีซัปโปโรก็ได้เปิดขึ้นมา ท้องฟ้าก็เริ่มมึดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเข้าสู่ช่วงเวลาทไวไลท์ ผมจึงจัดการถ่ายภาพแบบรัว ๆ ท่ามกลางอากาศที่เริ่มหนาวเย็นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเราพอใจ จึงได้เก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋า เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป นั่นคือการไปช๊อปปิ้งที่ย่านทานุกิโคจิกันครับ.

ชื่อสถานที่ : ย่านช๊อปปิ้งทานุกิโคจิ (Tanuki-koji Shopping Street)
Website : https://tanukikoji.or.jp/
Location : https://goo.gl/maps/AwxE1cpr1EU2
วิธีการเดินทาง : จากสวนโอโดริ เดินมาทางทิศใต้เพียงนิดเดียว ก็จะเจอถนนคนเดินที่มีหลังคามุงด้านบน ที่นี่คือทานุกิโคจิครับ. หรือหากใครจะนั่งรถไฟมา ก็ให้นั่งรถไฟมาที่สถานีรถไฟไต้ดินมาลงที่ Susukino แล้วเดินย้อนขึ้นไปทางทิศเหนือเพียงเล็กน้อย หรือนั่งรถราง มาลงที่สถานี Tanukikoji ก็จะถึงหน้าทางเข้าย่านช๊อปปิ้งทานุกิโคจิเลยครับ.

เราเดินมาที่นี่ด้วยทางเดินใต้ดินของเมืองซัปโปโร ซึ่งเมืองซัปโปโรนี้ จะมีทางเดินใต้ดินที่มีร้านค้าต่าง ๆ รวมไปถึงทางเข้าสถานีรถไฟ ซึ่งยาวมาตั้งแต่สถานี Sapporo จนไปสุดที่สถานี Susukino เลยหละครับ ซึ่งทางเดินไต้ดินนี้ถือเป็นอีกหนึ่งในแหล่งช๊อปปิ้งของเมืองซัปโปโรเลยทีเดียว.

เราเดินมาทางทิศใต้เรื่อย ๆ จนเห็นป้ายบอกทางขึ้นไปยัง Tanuki-koji ซึ่งสังเกตุไม่ยากเท่าไร. เมื่อเราขึ้นมาด้านบน ก็จะถึงทางเข้าหลักของทานุกิโคจิพอดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นสถานีรถราง Tanukikoji ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่เรานั่งไปเที่ยวภูเขา Moiwa ในวันแรกที่เรามาเที่ยวซัปโปโรครับ.

ในค่ำวันนี้ เราจะเดินเที่ยวย่านทานุกิโคจิไปในทางทิศตะวันตกกันดูบ้าง เพราะเมื่อตอนกลางวัน เราได้เดินฝั่งทิศตะวันออกในตอนที่เราเดินไปตลาดปลานิโจกันไปแล้วครับ. บรรยากาศที่นี่ มีนักท่องเที่ยวมากมาย ร้านค้าเปิดกันอย่างคึกคัก ซึ่งมันช่างแตกต่างกับบรรยากาศของแหล่งช๊อปปิ้งในเมืองโอตารุที่เราเพิ่งจะเดินหลงไปเที่ยวกันเมื่อวานนี้กันอย่างลิบลับเลยครับ.

ไม่ไกลจากจุดทางเข้า ก็มีบางร้านค้าได้นำรูปปั้นตัวทานุกิตัวใหญ่ ๆ ที่เจ้าทานุกินี้ เป็นชื่อย่านช๊อปปิ้งแห่งนี้นี่เอง. โดยเจ้าทานุกินั้นเป็นสัตว์ในนิทานพื้นเมืองของชาวญี่ปุ่นเขานั่นเองครับ.

เราเดินไปเรื่อย ๆ ชมร้านค้าข้างทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งมีหลากหลายแนวมาก ตั้งแต่ร้านขายอาหาร ขายขนม ขายยา เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปถึงโรงแรมที่มีทางเข้าอยู่ที่ย่านทานุกิโคจิตรงนี้พอดีเลย เรียกได้ว่าหากใครพักโรงแรมนี้ เดินลงมาก็ช๊อปปิ้งได้ทันทีเลยหละ. แต่แล้วเราก็สังเกตุเห็นว่าที่นี่มี Tourist Information Center ด้วย ผมจึงตัดสินใจเข้าไปที่นี่ เพื่อไปหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวที่เขาทำใบปลิวให้นักท่องเที่ยวมาหยิบได้ฟรี ๆ และที่นี่ก็มีของที่ระลึกของเกาะฮอกไกโดวางจำหน่ายด้วย.

เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานนัก ก็เดินออกมา แล้วก็เดินย้อนกลับมายังห้างยอดนิยมที่เราแอบเล็งกันไว้ตั้งแต่ทีแรกที่เราเห็นกันแล้ว นั่นคือ ร้านดองกิโฮเต้ ร้านรวมรวมของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เรียกได้ว่า มาที่นี่ มีครบทุกอย่างเลยครับ. เราใช้เวลาในการช๊อปปิ้งที่นี่ไม่นานนัก เพราะเรารู้แล้วว่าจะซื้ออะไรกันตั้งแต่แรก เราจึงแค่หยิบ ๆ ๆ แล้วไปจ่ายเงิน แล้วทำ Tax Refund ก็เสร็จสิ้นภารกิจการช๊อปปิ้งในทริปซัปโปโรครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็วครับ. จากนั้น เราก็เดินกลับไปที่โรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากทานุกิโคจิมากนัก เพื่อเอาของไปเก็บไว้ที่ห้อง จากนั้นเราเดินออกมาจากโรงแรม เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดท้ายที่เราจะไปเที่ยวจุดสุดท้ายในทริปซัปโปโรในครั้งนี้ นั่นคือ ตรอกราเมน นั่นเอง.

ชื่อสถานที่ : ตรอกราเมนซัปโปโร ( Ganso Ramen Yokocho (Original Ramen Alley) )
Website : http://www.ganso-yokocho.com/
Location : https://goo.gl/maps/qdnrrhZkVFN2
วิธีการเดินทาง : จากสถานีรถไฟไต้ดิน Susukino ให้ัเราเดินขึ้นมาบนพื้นดินด้านบนเพื่อตั้งหลักที่สี่แยกซุซุกิโนะ (แยกหอนาฬิกา) แล้วเดินลงมาทางทิศใต้ จนเจอซอยแรกด้านซ้ายมือที่มีร้านทาโกะยากิชื่อ Gindaco อยู่ปากซอย ให้เดินเข้ามาในซอยนั้นประมาณ 30 เมตร ก็จะเจอตรอกเล็ก ๆ ด้านขวามือที่มีป้ายสีเหลืองเด่นสง่าอยู่หน้าทางเข้า ตรงนี้คือตรอกราเมนแห่งซัปโปโรครับ

เราเดินเข้ามาในตรอกราเมนแห่งนี้ ก็ได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่เป็นเสน่ห์น่าหลงไหลอย่างบอกไม่ถูก ทางเดินในตรอกนี้ถึงแม้ว่าจะแคบ แต่ทั้งสองด้านซ้ายขวานั้นเต็มไปด้วยร้านราเมนที่มีป้ายและรูปภาพที่ดูเชื้อเชิญให้เราแวะเข้าไป ซึ่งทุกร้านนั้นน่าเข้าหมดเลยครับ และทุกร้านก็มีเนื้อที่ไม่มาก เพื่อให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าที่สุดในการรับลูกค้า แทบทุกร้านจะมีโต๊ะนั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะและเป็นเคาเตอร์บาร์ครับ. ถึงแม้ว่าบรรยากาศจะสู้ที่พิพิธภัณฑ์ราเมนที่โยโกฮาม่าไม่ได้ (ซึ่งที่นั่น เสียค่าเข้าชม) แต่เพียงเท่านี้ ผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศของคนท้องถิ่นชาวญี่ปุ่น ที่มานั่งจิบเบียร์ทานราเมน แฮงค์เอ้ากันสนุกสนาน ซึ่งมันดู Real ที่ ดีครับ.

เราเดินมาจนสุดทาง ซึ่งทะลุออกมาอีกซอยหนึ่งพอดี เราจึงเดินย้อนกลับไป ไปร้านที่เราแอบเล็งเอาไว้ในตอนที่เราเดินสำรวจในรอบแรก ร้านนี้มีชื่อว่า Toripan ซึ่งเป็นราเมนที่ใช้ซุปไก่เป็นพื้นฐาน แล้วผสมกับซอสส่วนผสมต่าง ๆ ที่เราต้องการ เช่น โชยุ(ซอสถั่วเหลือง) มิโสะ(เต้าเจี้ยว) และ ชิโอะ(เกลือ) และในบางเมนูสามารถใส่เนยลงไปได้ด้วย อีกทั้งยังมีเมนูราเมนซีฟู๊ดสไตล์ฮอกไกโดที่ดูน่าทานมากครับ. แต่ในวันนี้ เราอยากทานอะไรง่าย ๆ เราจึงสั่งชาชูราเมนที่เลือกผสมซุปซิโอะ , บัตเตอร์ราเมนที่เลือกผสมซุปโชยุ  และเกี๊ยวซ่ามาทาน. แน่นอนครับว่า ผมได้ขออนุญาตจากพนักงานในร้านในการถ่ายทำภาพบรรยากาศและ Video เรียบร้อยแล้วครับ.

เมื่อพนักงานนำราเมนมาเสิร์ฟ ผมก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นราเมนที่หอมมาก โดยเฉพาะบัตเตอร์ราเมน ที่หอมเนยมาก น่าตาก็น่าทานมากซึ่งแทบจะเหมือนกับในรูปที่เมนูเลยครับ. อย่างแรกที่ผมทานคือ ชาชูราเมน เนื้อชาชูนั้น หั่นให้หนาและจัดเต็มชิ้นใหญ่พอดี แต่มีความนุ่มที่ทำให้เคี้ยวเพลินเป็นอย่างยิ่ง เส้นก็เป็นแบบเส้นหนาที่มีความเฟิร์ม คือ ระดับสุกไม่มาก ทำให้มีความเหนียวนุ่ม ไม่เละเกินไป น้ำซุปก็หอมอร่อย ไม่เลี่ยนเลยครับ ให้ 5 ดาวเลยสำหรับราเมนชามนี้. และราเมนอีกชามของแฟนผม คือบัตเตอร์ราเมน ราเมนเนยที่หอมหวลชวนน่ารับประทานตั้งแต่แรกพบ น้ำซุปมีความเค็มพอดีแต่แอบเลี่ยนเนยไปนิด แต่เนื่องจากเนยที่ใช้นั้นหอม ทำให้การทานราเมนชามนี้นั้นไม่ยากเท่าไร ซึ่งแฟนผมทานไม่หมด แต่ผมก็จัดการทานต่อจนหมดไปในที่สุด. สุดท้าย เกี๊ยวซ่า อันนี้ธรรมดา ๆ ครับ อร่อยใช้ได้ แต่ไม่พิเศษอะไร.

เมื่อเราทานกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน โดยเราเดินกลับมาที่ถนนซุซุกิโนะอีกครั้ง ผ่านร้านกระต่ายน้อยที่อยู่ใกล้มิสเตอร์โดนัท และตรงนี้เราก็เจอผู้หญิงคนหนึ่ง มาเปิดแสดงดนตรีสดตรงนี้พอดี ผมจึงแวะถ่าย Video อีกเล็กน้อย แล้วก็เดินทางกลับโรงแรม ที่อยู่ใกล้ ๆ นี้. เป็นอันปิดวันที่น่าประทับใจ สำหรับการเที่ยวเมืองซัปโปโรในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่วันนี้ได้ประสบการณ์ดี ๆ ที่น่าจดจำมาหลายอย่างเลยหละ.

และวันพรุ่งนี้ เราจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยกันแล้วครับ. ซึ่งเนื้อหาตอนต่อไปนั้นจะเป็นตอนสุดท้ายในรีวิวซีรีย์ท่องเที่ยวฮอกไกโดในฤดูใบไม้ร่วงชุดนี้แล้วหละ โดยจะเป็นรีวิวเที่ยวบินขากลับเมืองไทย “THAI Airways TG671 CTS-BKK” กันครับ. อย่าลืมชม Video Review ประกอบบทความตอนนี้กันด้วยนะครับ  สำหรับตอนนี้ ขอจบแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ การบินไทย ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.