Flight Report TG671 CTS-BKK
Autumn in Hokkaido EP#06 [END]

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงตอนที่ 6 ซึ่งตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของการเดินทางในบทความซีรีย์ท่องเที่ยวฮอกไกโดในฤดูใบไม้ร่วงแล้วครับ. สำหรับเรื่องราวในตอนนี้จะเป็นการเดิินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ TG671 เส้นทาง นิว ชิโตเซะ – สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นการรีวิวสไตล์ Flight report ครับ. เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ.

บทความนี้ เป็นบทความที่ทำประกอบควบคู่ไปกับ Video Review ดังนั้น เพื่อความครบถ้วนครบอรรถรสในทุกมุมมอง ผู้เขียนบทความแนะนำให้ท่านผู้อ่านรับชม Video Review นี้ประกอบกับการอ่านบทความนี้ไปด้วยครับ

22 ตุลาคม 07.00 น. ณ ป้ายรถบัส สี่แยกซุซุกิโนะ

วันนี้เราสองคนต้องกลับเมืองไทยกันแล้ว โดยเช้าวันนี้เราจะนั่งรถ Airport Bus ไปที่สนามบิน นิว ชิโตเซะ กัน ซึ่งเราสามารถขึ้นได้จากป้ายรถบัสที่บริเวณสี่แยกซุซุกิโนะ หน้าร้านซูชิซันไม ได้เลย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับเราแล้วครับ เพราะจากโรงแรมที่เราพักนั้น อยู่ไม่ไกลจากป้ายรถบัสนี้เลย เดินมาแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว.

แต่เนื่องจากเมื่อคืนนี้ เราค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางท่องเที่ยว และมัวแต่จัดกระเป๋าเดินทาง ทำให้เรานอนดึก แถมยังตื่นสายกว่ากำหนดอีก 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสายมาก ๆ แล้ว ทำให้เราต้องรีบทำทุกอย่างเพื่อให้ไปสนามบินได้ทันก่อนที่เคาเตอร์เช็คอินจะปิดลง เราจึงรีบ check-out ออกจากโรงแรม แล้วก็รีบลากกระเป๋าเดินทางไปยังป้ายรถบัสที่สี่แยกซุซุกิโนะ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักครับ.

เมื่อเรามาถึงที่ป้ายรถบัสนี้ เราก็พบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยมารอรถบัสไปสนามบินด้วยเหมือนกัน เราจึงทักทายพูดคุยกันเล็กน้อย แล้วก็เป็นโชคดีที่รถ Airport Bus มาถึงพอดีโดยที่เราไม่ต้องรอนานเลยครับ. พนักงานขับรถก็มาช่วยเรายกกระเป๋าเดินทางเข้าไปเก็บใต้ท้องรถ แล้วก็เชิญพวกเราขึ้นรถกันเลยครับ.

รถบัสได้แล่นออกจากย่านซุซุกิโนะ ผ่านสวนโอโดริ แล้วแวะรับผู้โดยสารที่สถานีซัปโปโร จากนั้นก็วิ่งตรงยาวไปที่สนามบิน นิว ชิโตเซะ โดยใช้ทางด่วนเลยครับ. ระหว่างทางเราก็ดูวิวไปเพลิน ๆ แล้วผมก็แอบรู้สึกใจหายที่รู้ตัวว่า ตัวเองจะไม่ได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นแน่ ๆ อย่างน้อย 2 ปีเป็นอย่างต่ำ เพราะคงต้องรอให้ลูกโตก่อนถึงจะพามาด้วยกันอีกครั้ง. จากวิวเมืองที่มีตึกอาคารสูง ๆ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นย่านที่อยู่อาศัย แล้วก็กลายมาเป็นย่านชนบทที่มีทุ่งหญ้าในที่สุด.

ข้อดีของการนั่ง Airport Bus กลับสนามบินนั้น นอกจากราคาที่ยังถูกกว่าแล้ว ความสะดวกสบายก็ต่างกันเยอะเลยด้วยครับ เพราะจะมีที่นั่งแน่นอน มีที่เก็บกระเป๋าใต้ท้องรถ และรถยังไปจอดถึงหน้าประตูทางเข้าอาคารผู้โดยสารของแต่ละ Terminal ทั้งในและต่างประเทศให้เลยโดยไม่ต้องเดินไกล ยิ่งถ้าหากเราพักในย่านซูซูกิโนะแล้วก็ยิ่งเหมาะมาก ๆ เลยครับ เพราะป้ายรถบัสนั้น อยู่ใจกลางย่านซูซูกิโนะ ซึ่งเราลากกระเป๋ามารอรถตรงนี้ได้ง่าย ๆ สะดวกกว่าการลากกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟ แล้วต้องไปเบียดเสียดกับคนในรถไฟอีก. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องดูสภาพอากาศด้วยนะครับ บางฤดู หากมีหิมะตกหนัก การเดินทางด้วยรถบัส หรือ รถไฟ อาจมีข้อจำกัดต่าง ๆ ขึ้นมาด้วย บางทีรถไฟหยุดวิ่ง บางทีรถติด รถวิ่งช้า เพราะสภาพอากาศไม่อำนวย ซึ่งเราต้องมาชั่งน้ำหนักดูแล้วตัดสินใจอีกครั้ง. แต่การเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงที่สภาพอากาศดี ๆ แบบนี้ การเดินทางด้วยรถบัสนั้นก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่ผมอยากแนะนำให้ใช้บริการกันครับ.

ไม่นานนัก เราก็มาถึงสนามบิน นิว ชิโตะเสะ ซึ่งเวลาที่มาถึงนั้น ก็เรียกได้ว่าเฉียดฉิวกับเวลาเข้าเตอร์ปิดให้บริการเช็คอินเลยหละครับ. นั่นเป็นเพราะอย่างที่ผมเล่าไปในตอนแรกว่า เราออกมารอรถบัสช้ากว่าเวลาที่วางแผนไว้เกือบ 1 ชั่วโมงเลย ทำให้เราต้องรีบไปที่เคาเตอร์เช็คอิน ซึ่งอยู่ชั้น 3 ของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศครับ

เมื่อเรามาถึงชั้นที่สาม ก็พบกับเคาเตอร์เช็คอินของการบินไทย ซึ่งอยู่ Row B และสิ่งที่เห็นในตอนนั้นคือ ในแถวแทบไม่มีผู้โดยสารรอต่อคิวเช็คอินเลย ทำให้ผมใจเสียเลยครับว่า เราจะมาทันไหม ผมจึงรีบเดินไปที่เคาเตอร์เช็คอิน แล้วพนักงานภาคพื้นก็เรียกผมให้ไปเข้าช่องเช็คอินที่ว่างอยู่. แค่นี้ก็โล่งใจแล้วครับ เพราะอย่างน้อยเราก็มาทันเวลาจนได้.

พนักงานภาคพื้นที่ทำ flight ให้กับการบินไทยนั้น เป็น Ground Staff ของ ANA ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นครับ แต่ก็มี Staff ของการบินไทย ที่เป็นคนไทย คอยยืนดูห่าง ๆ ด้วย ซึ่งหากมีอะไรที่ต้องให้การช่วยเหลือ พนักงานท่านนี้ก็จะมาช่วยเหลือเราครับ. เราสองคนยื่น Passport ให้พนักงาน พร้อมยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นตราชั่งเรียบร้อย จากนั้นภรรยาของผมก็ได้แจ้งกับพนักงานว่าเธอกำลังจะมีลูก พร้อมกับยื่นใบรับรองแพทย์ให้พนักงาน. โดยพนักงานได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เช่น กำหนดคลอด และถามว่าวันนี้มีอาการผิดปกติอะไรบ้างไหม ? และเราไม่ลืมที่จะร้องขอให้หาที่นั่งดี ๆ สบาย ๆ ให้กับเราสองคนด้วยครับ. โดยทางพนักงานก็จัดที่นั่งให้เรานั่งแถวหน้าสุดในชั้นประหยัด คือแถวที่ 31 ที่นั่ง 31J และ 31K ครับ. จากนั้นพนักงานก็มอบ Boarding Pass ให้กับเราสองคน พร้อมแจ้งรายละเอียดบน Boarding Pass ให้เราเรียบร้อย เรากล่าวขอบคุณแล้วก็เดินออกมาเพื่อเตรียมเข้าไปทำพิธีตรวจคนออกนอกเมืองกันต่อ.

สำหรับผู้โดยสารที่กำลังตั้งครรภ์นั้น เราต้องศึกษากันก่อนเดินทางนะครับว่า สายการบินที่ท่านจะเดินทางนั้น มีข้อกำหนดและข้อจำกัดอะไรบ้าง ซึ่งการบินไทยนั้น มีข้อกำหนดและข้อจำกัด ตามข้อมูลในภาพนี้เลยครับ

สำหรับคิวในแถวทางเข้าตรวจคนออกนอกประเทศนั้น ไม่ค่อยยาวเท่าไรครับ ทำให้เราใช้เวลาในตรงนี้ไม่นานนัก เมื่อผ่าน ต.ม. แล้ว ก็พบกับศุลกากรกันต่อ ตรงนี้เราอย่าลืมเอาใบเสร็จที่เราทำ Tax Refund ที่ติดกับ Passport อยู่นั้น ดึงออกมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ตรงนี้ด้วยนะครับ. จากนั้นก็เสร็จสิ้นพิธีตรวจคนออกนอกประเทศกันเรียบร้อย แล้วเราก็มาอยู่ด้านใน ซึ่งจะเป็นบริเวณ Gate ต่าง ๆ ที่ผู้โดยสารใช้รอขึ้นเครื่องบินครับ. ซึ่ง Gate ที่เราจะใช้ขึ้นเครื่องบินในวันนี้คือ Gate 67 ครับ.

ในบริเวณนี้จะมีร้าน Duty free คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย ซึ่งมีสินค้าอยู่หลากหลายมากมาย โดยโซนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็ไม่พ้นโซนของกินของฝากนี่แหล่ะครับ คนเยอะมาก ซึ่งผมก็พอจะรู้แล้วหละครับว่า ทำไมด้านนอกก่อนเข้า ต.ม. ไม่ค่อยมีคนเท่าไร ที่แท้ก็มาอยู่ด้านในตรงนี้กันหมดแล้วนี่เอง ทั้งที่อยู่ในร้าน Duty free และ ที่รอขึ้นเครื่องตาม Gate ต่าง ๆ นี่แหล่ะ. ผมลองดูเวลา แล้วลองคำนวนคร่าว ๆ ก็รู้ว่า เรายังมีเวลาเหลือพอที่จะเดินดูของฝากอีกเล็กน้อย ซึ่งระหว่างการเดินดูของนี้ สายตาผมก็คอยมองไปที่ Gate ของเราที่เรากำลังจะใช้เดินทางขึ้นเครื่องนั้นว่าเขาเริ่มประกาศเรียกผู้โดยสารหรือยัง ซึ่ง Gate 67 ที่ผมรอขึ้นเครื่องอยู่นี้ ก็อยู่ไม่ไกลนัก จนผมสามารถดูของได้เรื่อย ๆ อย่างสบายใจว่าจะไม่พลาดตกเครื่องครับ. ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบสนามบินแบบนี้มาก คือไม่ใหญ่มากจนเกินไปจนเราไม่กล้าจะไปเดินสำรวจไกล ๆ ในโซนอื่น ๆ เพราะกลัวตกเครื่องนั่นเอง.

หลังจากเราเสร็จสิ้นจากการเดินดูของใน Duty free แล้ว เราก็เดินมาที่ Gate 67 เพื่อรอขึ้นเครื่อง ซึ่งเวลานี้ ก็ยังไม่ถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องแต่อย่างใด ผมจึงเดินไปดูเครื่องบินที่เราจะบินในวันนี้ ซึ่งเราจะใช้เครื่องบิน Boeing 777-300 ทะเบียน HS-TKA นามพระราชทาน “ศรีวรรณา” เดินทางกลับกรุงเทพ ฯ กันครับ โดยเครื่องบิน Boeing 777-300 ของการบินไทยลำนี้ ได้จัดที่นั่งแบ่งเป็นชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจไว้จำนวน 34 ที่นั่ง และชั้น Economy หรือชั้นประหยัด ไว้จำนวน 330 ที่นั่งครับ.

ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ภาคพื้นก็เริ่มเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง โดยจะเรียกผู้โดยสารในชั้นธุรกิจ หรือ Royal Silk ขึ้นเครื่องก่อนใคร แล้วก็เป็นผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ แล้วถึงจะเรียกผู้โดยสารในชั้นประหยัด โดยเริ่มเรียกผู้โดยสารที่นั่งบริเวณส่วนกลางเครื่องขึ้นเครื่องก่อน คือแถว 50 ถึง 63 จากนั้นก็เรียกผู้โดยสารที่นั่งบริเวณส่วนท้ายเครื่องจนถึงแถวที่ 72 จากนั้นถึงจะเรียกผู้โดยสารในส่วนที่เหลือ ขึ้นเครื่องเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งผมอยู่แถวที่ 31 จึงได้ขึ้นเครื่องเป็นชุดสุดท้ายเลยครับ. เรายื่น Boarding Pass ให้กับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นตรวจเรียบร้อย แล้วเดินเข้าไปในงวงช้าง เพื่อเดินขึ้นเครื่องบินที่ลูกเรือกำลังยืนยกมือไว้กล่าวต้อนรับผู้โดยสารกันอยู่หน้าเครื่องบิน แล้วทำการตรวจ Boarding Pass อีกครั้ง ลูกเรือได้บอกให้เราเดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา เพื่อไปยังที่นั่งของเรา ซึ่งอยู่แถวแรกเลยครับ ใกล้กับประตูทางออกมากเลย.

ที่นั่ง 31J และ 31K ที่เรากำลังจะนั่งในวันนี้นั้น เป็นที่นั่งแถวหน้าสุดของชั้นประหยัด มีข้อดีอยู่เด่นชัดเลยคือ เราสามารถนั่งยืดขาได้เต็มที่มาก ๆ เพราะด้านหน้าไม่มีเก้าอี้ใด ๆ มาบัง แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างที่ต้องแลกมาคือ เราไม่สามารถยกที่วางแขนได้ เพราะที่วางแขนนั้น จะเป็นที่เก็บที่วางภาชนะ และเก็บหน้าจอ IFE ครับ. และแน่นอนครับว่า ทุกที่นั่งของการบินไทยในเที่ยวบินระหว่างประเทศนั้น จะมีหมอน ผ้าห่ม และหูฟัง พร้อมให้บริการด้วยครับ

เมื่อเราจัดการเรื่องที่นั่งเรียบร้อย ผมก็ได้เดินไปบอกลูกเรือว่า ผมพาภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ 5 เดือน เดินทางมาด้วย เพื่อเป็นข้อมูลให้ลูกเรือได้ทราบไว้ก่อนครับ ทางลูกเรือจึงได้มาพูดคุยกับภรรยาแล้วสอบถามเรื่องสุขภาพความพร้อมในการเดินทางอีกเล็กน้อย ซึ่งภรรยาผมแข็งแรงไม่มีอาการแพ้หรือป่วยใด ๆ ครับ ทางลูกเรือจึงได้เสนอมาว่า หากต้องการอะไรให้เรียกได้เลย หากอยากดื่มนมร้อน ๆ ก็บอกได้ เดี๋ยวลูกเรือจัดการให้ เราก็ได้กล่าวขอบคุณลูกเรือท่านนั้นไปครับ. จากนั้นเราก็นั่งประจำที่ รัดเข็มขัดให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน TG671 ในครั้งนี้

Flight Information
Airlines : THAI Airways
Flight : TG671
Airplane type : Boeing 777-300
Call Sign : HS-TKA
Name : Sriwanna “ศรีวรรณา”
Departure : New Chitose Airport (CTS)
Destination : Bangkok Suvarnabhumi Airport (BKK)
Departure time : 10.00
Arrival time : 15.50
Seat : 31J , 31K – Economy class

เมื่อผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องกันจนครบ ลูกเรือก็ได้ปิดประตูเครื่อง ตรวจเช็คความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย เครื่องบินก็ออกจากหลุมจอด 67 ด้วยรถลากจากพนักงานภาคพื้น ผมได้หันไปดูก็พบกับการโค้งคำนับแล้วโบกมือลาจากพนักงานภาคพื้นเหล่านี้ด้วย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่นเลยหละครับ (ของไทยก็มีนะครับ บางทีผมก็เห็นเหมือนกัน เป็นยกมือไหว้ แล้วโบกมือลา). เครื่องบินก็ได้วิ่งไปบน Taxi way ไปเรื่อย ๆ ผมก็หยิบกล้องมาถ่ายภาพเครื่องบินที่จอดอยู่ตามประสาคนชอบเครื่องบิน ที่ทริปนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปเครื่องบินแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยครับ.

เครื่องบินก็วิ่งมาตาม Taxi way จนใก้ถึงหัวรันเวย์ กัปตันก็ประกาศ “cabin crew prepare for takeoff” อันเป็นสัญญาณบอกว่า อีกไม่นาน เครื่องบินลำนี้ก็จะสู่ Runway แล้ว ซึ่งวันนี้เราจะใช้รันเวย์ 01L ของสนามบิน New Chitose ในการ Takeoff บินขึ้นสู่ท้องฟ้ากลับสู่เมืองไทยกันครับ. เมื่อเครื่องบินอยู่บน Run way เรียบร้อย เสียงเครื่องยนต์ก็เริ่มดังขึ้น เครื่องยนต์ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อพาเครื่องบิน Boeing 777-300 ลำนี้ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วค่อย ๆ ยกตัวขึ้นสู่ท้องอย่างนิ่มนวล เครื่องตีโค้งมาทางด้านขวา สิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องล่างนั่นก็คือ ผืนป่าที่มีใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ซึ่งในใจผมกำลังคิดว่า

“ลาก่อนนะซัปโปโร ขอบคุณใบไม้ที่เปลี่ยนสีให้เราเห็นว่า
ธรรมชาติมันสวยงามและยิ่งใหญ่แค่ไหน แล้วเราจะกลับมาอีกนะ”

เครื่องบินค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ วิวเมืองด้านล่างก็เล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มไม่เห็นอะไรนอกจากทะเลและขอบฟ้า แล้วเครื่องบินก็ไต่ระดับได้ที่ สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เสียงปลดเข็มขัดของผู้โดยสารท่านอื่นก็ดังขึ้นมา. แต่เราสองคนยังคงรัดเข็มขัดไว้เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทางครับ.

สิ่งแรกที่ทางลูกเรือนำมาแจกเลยคือ เครื่องดื่ม พร้อมขนมถุงเล็ก ๆ ครับ ซึ่งเป็นขนมจากทางประเทศญี่ปุ่น เป็นขนมอบกรอบรูปการ์ตูนจากเรื่องโปเกม่อน รสชาตก็จืด ๆ สไตล์ญี่ปุ่นเขาครับ แต่ก็มีเครื่องดื่มอย่างน้ำผลไม้รวมที่ผมขอมา มาช่วยเติมเต็มความหวานในปากได้พอดิบพอดี เลยทำให้ทานด้วยกันได้เพลิน ๆ ครับ.

หลังจากที่เราทานของว่างกันเสร็จซักพักใหญ่ ๆ แล้ว ลูกเรือที่จะช่วยดูแลเราสองคน ได้เดินมาสอบถามว่า อาหารหลักวันนี้มีเมนู 2 อย่าง แล้วเราอยากจะจะรับอะไรบ้าง เดี๋ยวเขาจะนำมาเสิร์ฟให้เราสองคนก่อนเลย. โดยเราได้กล่าวขอบคุณและแจ้งไปว่าขอรับทั้งสองเมนูมาเลยครับ. ลูกเรือก็หายไปแป๊ปนึง แล้วก็เอาอาหารมาเสิร์ฟเราสองคน ซึ่งทำเอาเราตกใจเลย เพราะไม่คิดว่าจะเสิร์ฟเร็วขนาดนี้.

อาหารที่เสิร์ฟในวันนี้ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ใช้ข้าวญี่ปุ่นทั้งสองเมนูเลยครับ อย่างแรก เป็นข้าวหมูอบซอสสไตล์ญี่ปุ่น และอีกเมนูคือ ปลาแซลม่อนย่างเกลือบนข้าวญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองเมนูจะเสิร์ฟด้วยเครื่องเคียงอย่าง สลัด บะหมี่เย็น แฮมแบบคูลคัท เค้ก ผลไม้ และน้ำดื่ม อีกทั้งยังมีขนมปังพร้อมเนยให้มาด้วย และมีแก้วเครื่องดื่มเปล่า ๆ ที่เราจะใช้ในตอนที่ทางลูกเรือเดินมาให้บริการเครื่องดื่มร้อนอีกครั้งในตอนหลังครับ.

อีกทั้งยังมีอุปกรณ์การทานอาหารอย่าง ช้อน ซ่อม ที่ทำจากพลาสติกที่จับดูก็รู้แล้วว่า ไม่ใช่พลาสติกธรรมดา ๆ เพราะค่อนข้างแข็งแรง ไม่หักงอง่ายแน่ ๆ ทำให้เรามั่นใจในทุกครั้งที่เราใช้งานว่ามันจะไม่หักคาจานแน่ ๆ ครับ

เราสองคนได้เริ่มทานอาหารกัน แล้วก็มีความคิดเห็นตรงกันว่า สำหรับรสชาติอาหารในวันนี้ โดยส่วนตัวแล้วเราสองคนชอบข้าวหมูอบซอสสไตล์ญี่ปุ่นมากกว่าแซลม่อนย่างเกลือครับ เพราะรสชาติดี หมูนุ่ม ทานง่ายดีครับ ส่วนแซลม่อนนั้นสุกมากเกินไปหน่อย ทำให้เนื้อแข็งไปนิด ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียจุดเด่นของแซลม่อนไป ที่ควรจะต้องกินแบบสุกพอดี หรือเกือบสุก ที่เนื้อปลานั้นจะยังคงความฉ่ำและหวานโดยธรรมชาติครับ ในส่วนเครื่องเคียงอื่น ๆ นั้น ทำได้ดีทุกอย่างครับ โดยเฉพาะเค้ก หอมและอร่อยมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าอาหารชุดนี้ โดยเฉพาะเค้กนี้ โหลดมาจากครัวที่ไทยหรือจากครัวที่ญี่ปุ่นกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ผมชอบเค้กมาก ๆ เลยหละครับ.

ในขณะที่เรากำลังทานอยู่นั้น เหล่าลูกเรือก็ได้เริ่มเสิร์ฟเครื่องดื่มกันแล้ว ซึ่งมีทั้งแบบร้อนและเย็น เช่น ชาธรรมดา ชามะนาว ชาเขียว กาแฟ น้ำผลไม้รวม น้ำอัดลม เป็นต้น. ซึ่งเราได้ขอชาเขียวร้อน โดยการยกแก้วเปล่าที่อยู่บนถาดส่งให้ทางลูกเรือ เพื่อให้ทางลูกเรือได้รินน้ำลงใส่แก้วแล้วส่งคืนให้กับเราครับ. และหลังจากนั้นไม่นาน ลูกเรือก็มาเก็บถาดอาหารของเราไป ก็เป็นอันจบการเสิร์ฟอาหารมื้อแรก มื้อหลักในเที่ยวบินนี้ครับ.

ถึงตอนนี้ ผมขอรีวิวเรื่องระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน Boeing 777-300 ของการบินไทยลำนี้ซักหน่อย หลังจากเคยรีวิวไปแล้วในบทความตอนที่ 1 ครับ ซึ่งรายละเอียดนั้นก็เป็นเหมือนเดิม คือ ทางการบินไทยจะมีหูฟังให้เราใช้งานทุกที่นั่งสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และบนหน้าจอ In Flight Entertainment หรือ IFE นั้นก็เป็นแบบเดิมเหมือนตอนที่เรานั่งมาเลยครับ คือมีภาพยนต์ เพลง รายการทีวี เกม เหมือนเดิมทุกอย่าง ซึ่งในเที่ยวบินขามา ใครยังดูภาพยนต์ไม่จบ ก็สามารถกลับมาเปิดดูอีกครั้งได้ครับ. แต่สิ่งที่มีความแตกต่างกันกับเที่ยวบินขามาที่ผมจะขอรีวิวนั้นก็คือ จอแบบพับใต้ที่นั่ง สำหรับที่นั่งแถวหน้าสุดครับ.

หน้าจอ IFE ใต้ที่นั่งสำหรับที่นั่งแถวหน้าสุดนั้น จะอยู่บริเวณขาซ้ายของเรา ซึ่งเราสามารถดึงขึ้นมาได้ ด้วยการปลดสลักออก แล้วยกขึ้นมา ซึ่งขอบอกว่า มันค่อนข้างแข็งและดึงยากครับ. เมื่อดึงขึ้นมาได้แล้ว ก็พบว่าหน้าจอนั้นมีขนาดเล็กครับ แต่ยังคงใช้ระบบ Touch Screen ได้ และแน่นอนว่า สามารถควบคุมด้วย Remote Controller ที่อยู่ข้างที่นั่งได้ และผมก็ยังคงแนะนำให้ใช้ Remote มากกว่าการจิ้มหน้าจอโดยตรงด้วยเหตุผลเรื่องความเร็วในการตอบสนองที่เร็วกว่าเยอะครับ อีกทั้ง ใต้ที่นั่งยังมีปลั๊กไฟให้เราเสียบชาร์ทอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เช่นโทรศัพท์มือถือ โดยจะเป็นปลั๊กแบบ Universal ไม่ใช่แบบ USB นะครับ หากใครอยากชาร์ท ก็ต้องเตรียมปลั๊กมาให้พร้อมกันด้วยครับ

ผ่านไปไม่นาน ลูกเรือก็เดินเสิร์ฟอีกแล้ว ซึ่งผมได้ขอไวน์ขาวมาดื่ม เพื่อให้เคลิ้ม ๆ สมองจะได้โล่ง ๆ แล้วจะได้นอนหลับพักผ่อนสบาย ๆ ผมปิดหน้าต่างเพื่อบดบังแสงจากภายนอกที่จ้าเหลือเกิน แล้วก็เผลอหลับไป.

เวลาผ่านมาไม่นาน ผมก็ได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เพราะอยากเดินสำรวจเครื่อง ผมจึงเดินไปขอน้ำจากทางลูกเรือที่อยู่ในครัวครับ ถึงแม้ว่าที่นั่งแถวที่ 31 จะอยู่ติดกับครัวส่วนหน้าเลย แต่ผมตอนนั้นผมก็อยากเดินยืดเส้นยืดสายด้วย และสำรวจบรรยากาศในเครื่องซักหน่อย ผมจึงเดินไปยังครัวที่อยู่หลังเครื่องครับ บรรยากาศภายในเครื่องตอนนี้ เหล่าผู้โดยสารต่างก็นอนหลับพักผ่อน หน้าต่างโดยส่วนใหญ่ผู้โดยสารต่างก็ร่วมมือกันปิดลงเพื่อจะได้ไม่ให้มีแสงออกมารบกวนผู้อื่น แต่ก็มีบางที่ที่ไม่ได้ปิดหน้าต่าง ทำให้ภายในห้องโดยสารนั้น ไม่ได้มึดสนิทครับ. ผมเดินมาเรื่อย ๆ จนไปถึงครัวด้านหลัง ก็ได้พบกับทางลูกเรือกำลังพักทานอาหารกันอยู่ ผมจึงกล่าวขอรบกวนน้ำดื่มซักขวด แต่ทางลูกเรือได้แจ้งว่า น้ำขวดไม่มี มีแต่น้ำแก้ว ผมจึงขอน้ำแบบแก้วมาก็ได้ ทางลูกเรือก็รินให้ ผมก็กล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมายังที่นั่งตัวเอง ก็พบว่าภรรยาตื่นพอดี ผมจึงยื่นน้ำดื่มไปให้ดื่ม จนลืมไปว่า. “อ้าว แล้วของตัวผมเองหละ ยังไม่ได้ดื่มเลย”. แต่ไม่เป็นไรครับ ครัวด้านหน้าเครื่องที่อยู่ใกล้ ๆ ก็มี ผมจึงไปขอน้ำดื่มอีกรอบที่ครัวด้านหน้า แล้วเราก็นอนหลับพักผ่อนกันต่อ ซึ่งคราวนี้ผมนอนหลับสนิทครับ.

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผมก็ได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เพราะผมรู้สึกว่านอนมาได้ซักพักแล้ว แล้วผมก็เปิดหน้าจอ IFE ดู ก็พบว่า เราอยู่ในน่านฟ้าประเทศเวียดนามแล้ว และไม่นานนัก ลูกเรือเอาผ้าร้อนมาให้ ซึ่งใช้วิธีการให้แบบใช้คีมหนีบ โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสโดยตรง ซึ่งดูสะอาดดีครับ. ผ้าร้อนนี้มันช่วยทำให้เราสดชื่นมากเมื่อผมนำมาเช็ดหน้าในตอนที่เพิ่งตื่นนอนได้ไม่นานแบบนี้เลยหละครับ. ต่อมา ลูกเรือก็เดินเสิร์ฟของว่างอีกครั้ง คราวนี้เป็นอาหารทานง่าย ๆ อย่าง ไก่รมควันสไลด์ในซอสเทาซั่น ซึ่งเสิร์ฟมาในรูปแบบแป้งม้วนพันแบบ Wrap ครับ. พร้อมกับเสิร์ฟเครื่องดื่มกันอีกรอบ แล้วไม่นานลูกเรือก็เดินมาเก็บขยะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบริการเสิร์ฟครั้งที่สอง ในเที่ยวบินนี้ครับ.

ไม่นานนัก เครื่องบินก็บินเข้าสู่น่านฟ้าประเทศไทย โดยผ่านที่บริเวณเมืองปากเซ ประเทศลาว ผ่านแม่น้ำโขงเพื่อเข้าสู่น่านฟ้าไทยในจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นเครื่องก็บินมาเรื่อย ๆ ในสภาพอากาศด้านนอกที่มีเมฆมาก เมื่อเครื่องบินอยู่บริเวณเขาใหญ่ เครื่องบินก็ค่อย ๆ ลดระดับลงเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมบินลงสู่รันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ.

เครื่องบินบินวนเพื่อรอคิวให้หอการบินอนุญาตให้ลงจอดบริเวณย่านรังสิต เมื่อหอการบินอนุญาตก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางการบิน เครื่องบินหันหัวตั้งระดับให้ตรงกับรันเวย์ 19R ที่เราจะใช้ลงจอดกันในวันนี้. เครื่องบินลดระดับลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งแตะพื้นรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเครื่องก็ Taxi มาตาม Taxi Way เรื่อย ๆ จนได้เข้าไปจอดใน Gate ซึ่งนั่นหมายถึงเราได้ใช้งวงช้าง ไม่ต้องนั่งรถบัสเข้าสู่อาคารผู้โดยสารเหมือนตอนขาไปครับ (แอบเสียดาย เพราะผมชอบบัสเกต).

เมื่อเครื่องบินจอดนิ่งสนิท สัญญาณรัดเข็มขัดดับลง ภาพที่คุ้นตาก็กลับมาอีกครั้ง ที่เหล่าผู้โดยสารต่างรีบลุกขึ้นเพื่อไปหยิบกระเป๋าในที่เก็บสัมภาระเหนือศีรษะแล้วก็มายืนรอกันบนทางเดิน ซึ่งผมก็ปล่อยให้คนอื่นได้หยิบกันไปก่อน แล้วผมจึงค่อยหยิบทีหลัง แล้วก็ยืนรอตรงบริเวณด้านหน้าที่มีเนื้อที่กว้างกว่าทางเดินครับ. จากนั้นลูกเรือได้ให้ผู้โดยสารชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจ ได้ออกจากเครื่องก่อน จากนั้นจึงปล่อยให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดได้ออกจากเครื่องครับ ซึ่งผู้โดยสารที่นั่งแถวหน้าสุดอย่างแถวที่ 31 อย่างเราสองคนนี้ จะได้ออกจากเครื่องเป็นลำดับแรก ๆ เลยครับ. เราเดินออกมาจากที่นั่ง ผ่านที่นั่งชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจ ไปที่ประตูทางออกจากเครื่องบิน แล้วได้รับการยกมือไหว้พร้อมคำกล่าวขอบคุณที่มาใช้บริการการบินไทย จากลูกเรือที่ยืนรออยู่หน้าประตูทางออกจากเครื่องบินครับ.

เราเดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสารภายในสนามบินสุวรรณภูมิแล้วมุ่งหน้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งผู้โดยสารชาวไทยที่ถือ Passport ไทย สามารถเข้าใช้งานเครื่องตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติได้ทันที ซึ่งคิวไม่ยาวเท่าไร และรวดเร็วกว่าคิวตรวจคนเข้าเมืองปกติครับ. จากนั้นก็จะเป็นการรับกระเป๋าเดินทางที่เราโหลดใต้ท้องเครื่องมา ซึ่งรอซักพัก กระเป๋าก็มา แล้วก็ผ่านพิธีทางศุลกากรในการสำแดงของ หากมีของต้องสำแดง หรือสงสัยว่าต้องสำแดง ให้เข้าช่องแดงเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าหากไม่มีของต้องสำแดง หรือซื้อของนำเข้ามาไม่เกินตามกฏหมายกำหนด ก็สามารถใช้ช่องเขียวได้เลยครับ. และแน่นอนว่า เราสองคนเดินผ่านช่องเขียวออกมา เพราะเราแทบไม่ได้ซื้ออะไรมาเลย นอกจากขนมและของกินของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นครับ.

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็เดินไปชั้นใต้ดินเพื่อไปใช้บริการ Taxi ในการกลับบ้านในย่านรังสิต ซึ่งการเรียก Taxi ที่สนามบินสุวรรณภูมินี้ เราต้องบวกค่าบริการไปอีก 50 บาท จากราคามิเตอร์ด้วยครับ วิธีใช้งานจุดเรียก Taxi นี้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่เราไปยืนเข้าแถวบริเวณจุดกดบัตรคิว เมื่อถึงคิวแล้วเราก็แจ้งปลายทางที่เราจะไปลงให้เจ้าหน้าที่เขียนใส่กระดาษ จากนั้นก็เดินไปที่ลานจอดรถ Taxi เพื่อเดินไปที่หมายเลขรถที่เราได้ในบัตรที่ทางเจ้าหน้าที่ให้ เมื่อเจอ Taxi แล้ว ก็โดยสารได้เลยครับ.

มาถึงตรงนี้ ผมก็ขอจบการรีวิวตอนที่ 6 นี้ไว้ตรงนี้ครับ และก็เป็นการปิดรีวิวซีรีย์ Autumn in Hokkaido อย่างสมบูรณ์ด้วยครับ. อย่างที่ผมเคยเล่าไปในตอนแรก ๆ ว่า ในทริปนี้ เป็นทริปเร่งด่วนที่ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยมากกว่าทุกทริปที่ผมไปเที่ยวเลยครับ แถมยังมี Event ที่ผมคาดไม่ถึงเยอะอยู่บ้าง มาคอยพิสูจน์ตัวผมเองในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และทดสอบความนิ่งของจิตใจให้แน่วแน่ของผมในการทำบทความรีวิวชิ้นนี้ให้สำเร็จ ซึ่งผมก็ได้เล่าในบทความรีวิวไปแล้ว และมีให้เห็นใน Video Review ด้วย แต่สุดท้ายบทความนี้ ก็ออกมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันในสไตล์ของผม ที่บทความทุกชิ้น ผู้อ่านอ่านแล้ว ใช้ตามรอยได้ทันที มีภาพให้ชม แถมในบทความซีรี่ย์นี้ ผมได้ตั้งมาตฐานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือ ต้องมี Video Review ประกอบบทความด้วย ผมหวังว่าท่านผู้อ่าน จะเห็นความตั้งใจของผมในการทำบทความรีวิวชุดนี้นะครับ. หากท่านผู้อ่านอยากให้กำลังใจกับผม เพียงแค่แชร์บทความนี้ออกไปสู่ Social Network ของท่าน เพียงเท่านี้ ผมก็ดีใจมากแล้วครับ.

หากผมจะโพสรูปสุดท้ายเพื่อปิดบทความนี้ ผมเองก็ไม่สามารถจะคัดเลือกรูปใด ๆ มาซักรูปหนึ่งได้ เพราะในทุก ๆ วันที่เราสองคนได้เดินทางท่องเที่ยวในทริปนี้ มีแต่ความสวยงามและน่าประทับใจเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน จนผมไม่อาจตัดสินใจเลือกรูปใดรูปหนึ่งได้จริง ๆ ผมจึงขอตัดสินใจไม่ลงรูปสุดท้าย … แต่ขอเป็นลง Video สุดท้าย ที่สรุปเหตุการณ์ทั้ง 6 ตอนที่ผ่านมา เป็นการปิดบทความรีวิวชิ้นนี้…….

“Autumn in Hokkaido ใบไม้เปลี่ยนสีครั้งนี้ ที่ไม่อาจลืมเลือน”

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณการบินไทย และผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่คอยประสานงานให้ ที่ให้โอกาสผมด้วยการสนับสนุนการเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ เส้นทาง กรุงเทพ ฯ – นิว ชิโตเซะ จำนวน 2 ที่นั่ง ในครั้งนี้ และเปิดกว้างให้ผมได้ทำรีวิวชิ้นนี้ได้โดยไม่มีข้อแม้ข้อจำกัดใด ๆ ทำให้ผมได้เขียนรีวิวตามสไตล์ของผมอย่างแท้จริงได้อย่างเต็มที่ครับ.

ขอขอบคุณ และ สวัสดีครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.