Osaka Kansai : เที่ยวตามใจ ไปไม่ยากเลย [Day 1-2 KIX , HIMEJI , KOBE]

cover day1-2

ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมาย ว่าอยากจะทำอะไรซักอย่างที่ตามใจตัวเองบ้างซักครั้งในชีวิต ผมเองก็มีความฝันแบบนั้น ผมได้ฝันไว้ว่า จะกลับมาที่ Osaka อีกครั้ง เพื่อไปสัมผัสจุดชมเครื่องบินที่ Osaka (Itami) Airport ในฐานะ Plane Spotter. ใครจะไปคิดหละครับว่า ผมจะโชคดีได้ตั๋วเครื่องบินฟรี ๆ จาก Thai Airasia X จากการเล่นกิจกรรมบน Facebook ของนิตยสาร WAttention Thailand มาเนื่องจากผมได้ไปเล่าความฝันในกิจกรรมนั้น แล้วก็ได้ตั๋วมาให้ผมตามล่าฝันจนได้ พร้อมกับได้ Pocket Wifi มาใช้ฟรี ๆ จาก Wise World Wifi ตลอดทริปนี้ด้วย.

ดังนั้น จึงขอแจ้งว่า บทความนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก

  • สายการบิน Thai Airasia X
  • นิตยสารแจกฟรี WAttention Thailand
  • บริการ Pocket Wifi จาก Wise World Wifi

ส่วนที่เหลือ ผมเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวและเขียนรีวิวนี้ทั้งหมดครับ

เนื้อหาในบทความรีวิวที่ผมเขียนในครั้งนี้ จะเป็นรีวิวแบบเล่าเรื่องราวการเดินทางไปพร้อมกับภาพ และผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ดู Video ประกอบบทความรีวิวนี้ไปด้วย เพื่อความครบถ้วนของเนื้อหาทั้งหมดที่ผมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางตามความฝันในครั้งนี้ครับ

IMG_5722-Edit

เรื่องเล่าก่อนการเดินทาง

หลังจากได้รับ Voucher จาก Thai Airasia X แล้ว ผมกับภรรยาได้ลงความเห็นว่าเราจะเดินทางในช่วงระหว่างวันที่ 22 – 28 มีนาคม 2016 ซึ่งเป็นช่วงวันที่ผมสะดวกที่สุด ผมจึงได้ Confirm กำหนดการเดินทางกับทาง Thai Airasia X ระหว่างนั้น ผมและภรรยา ก็ลุ้นกันว่า ช่วงนั้นซากุระจะบานไหมนะ เพราะนอกจากความฝันของผมที่จะไปดูสนามบินแล้ว ภรรยาผมก็ฝันว่าอยากไปดูซากุระเหมือนกัน

จนมาถึงวันเดินทาง พร้อมกับข่าวการพยากรณ์ซากุระว่า ช่วงเวลาที่เราไปนั้น เป็นช่วง”เริ่มบาน” ซึ่งจะมีโอกาสได้เห็นซากุระบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็เป็นจริงดังที่พยากรณ์จริง ๆ นั่นแหล่ะ

ในช่วง 5 วันที่ผมกำหนดแผนการเดินทางไว้นั้น ผมได้คิดอยู่หลายวันเลยทีเดียว เพราะโจทย์ที่ผมวางไว้คือ

  • ให้ 1 วัน สำหรับการไปดูสนามบิน Itami ตามความฝันของผมในครั้งนี้
  • ให้ 1 วัน สำหรับการไปเที่ยว Universal Studio Japan
  • ให้ 1 วัน สำหรับการไปเที่ยว Hiroshima
  • ให้ครึ่งวัน สำหรับการไปเที่ยว Himeji

ส่วนที่เหลือ ผมไม่ได้ซีเรียสครับว่าจะไปไหนอีก เพราะว่านี่เป็นการเดินทางมา Kansai เป็นครั้งที่สองของผมแล้วนั่นเอง [อ่านรีวิวการเที่ยวคันไซครั้งที่แล้วของผมได้ที่นี่]

แผนการเที่ยวแบบคร่าว ๆ จึงออกมาแบบนี้

อังคาร 22 มีนาคม 2016 : วันเดินทางจากประเทศไทย มา Osaka และค้างคืนที่สนามบิน

พุธ 23 มีนาคม 2016 : เที่ยว Himeji และ Kobe

พฤหัสบดี 24 มีนาคม 2016 : เที่ยว Universal Studio Japan [อ่านรีวิวได้ที่นี่]

ศุกร์ 25 มีนาคม 2016 : ไปดูจุดชมเครื่องบินที่ Osaka (Itami) Airport [อ่านรีวิวได้ที่นี่]

เสาร์ 26 มีนาคม 2016 : เที่ยว Hiroshima

อาทิตย์ 27 มีนาคม 2016 : เที่ยว Kyoto

จันทร์ 28 มีนาคม 2016 : กลับประเทศไทย ในเที่ยวบินเวลา 00.10 น.

สำหรับ Pass ที่ผมเลือกใช้นั้น จะเป็น JR Kansai Hiroshima Area Pass ราคา 13000 Yen ซึ่งสามารถเดินทางได้ 5 วันต่อเนื่องกันสำหรับรถไฟ JR ในเขต Kansai จนถึง Hiroshima รวมถึงสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง Shinkansen ของ Sanyo ได้จากสถานี Shin-Osaka จนถึงสถานี Hiroshima ในบางขบวน และ เป็นที่นั่งแบบ non reserved seat เท่านั้น. เอาจริง ๆ แล้ว ผมได้ใช้ Pass นี้แบบคุ้ม ๆ ก็เพียงแค่ 4 วันเท่านั้นเอง มีวันนึงที่ใช้ไม่คุ้มคือ วันที่ไปดูสนามบินนั่นเอง แต่เพราะในทริปนี้ เราต้องการจะไป Hiroshima และได้นั่ง Shinkansen ด้วย สำหรับผมแล้ว ยังไงก็คุ้มค่าที่จะซื้อ Pass ตัวนี้มาใช้อยู่ดีครับ


 

Day 1 : วันเดินทาง

IMG_5742

เที่ยวบินที่ผมจะบินไป Osaka Kansai กับสายการบิน Thai Airasia X นี้ เป็นเที่ยวบิน XJ610 เวลาเครื่องออกก็ประมาณบ่าย 3 โมงนู่น แต่เพราะผมอยากได้ที่นั่ง Hot Seat จากการใช้สิทธิ์จากบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพร่วมกับสายการบิน Thai Airasia ผมจึงต้องรีบไปสนามบินก่อนเวลา Counter Check-in เปิด เนื่องจากก่อนการเดินทางนั้น ผมได้เข้าไปดูที่นั่ง Hot Seat ไว้แล้วพบว่าเหลือน้อยเต็มที ผมจึงต้องรีบไปใช้สิทธิ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้ครอบครองที่นั่งที่ผมเล็งเอาไว้ให้ทัน รวมถึงได้ใช้สิทธิ์โหลดกระเป๋าฟรี 20 กิโลกรัม จากบัตรเครดิตใบนี้ด้วยเช่นกัน

counter taax

ผมเดินทางไปสนามบินด้วย Taxi เพราะสะดวกที่สุดแล้ว และเมื่อถึงเวลาเกือบเที่ยง ก่อนเวลา Counter Check-in เปิด 3 ชั่วโมง ผมก็มาถึงสนามบินพอดี ผมก็ลงจาก Taxi แล้วรีบไปที่ Row 4 ของอาคาร 1 สนามบินดอนเมือง ก็พบว่า มีเริ่มมารอเข้าแถวก่อนเวลา Counter Check-in เปิดกันบ้างแล้ว แต่เพราะว่าผมและภรรยาได้ใช้สิทธิ์ของบัตรเครดิต เราจึงได้ไปเข้าแถว Premium ที่เขาเปิดไว้ให้โดยเฉพาะเลย รอไม่นาน Counter ก็เปิด เราจึงได้จัดการ Check-in พร้อมใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไว้แล้วอย่างครบถ้วนเรียบร้อย

IMG_5732

หลังจากผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองมาเรียบร้อยแล้ว ผมและภรรยาก็ได้หาอะไรกินในสนามบินกันก่อนออกเดินทาง และผมก็ไม่พลาดที่จะแวะถ่ายรูปเครื่องบินต่าง ๆ ในวันนี้เก็บไว้ตามประสาคนชอบเครื่องบิน จนกระทั่งใกล้เวลาเดินทาง ผมจึงได้เดินไปที่ Gate 12 ที่อยู่เกือบสุดทางเดินนู่น แล้วเข้าไปด้านใน

** คำแนะนำ หากใครยังไม่ได้เข้าห้องน้ำ ก็ขอแนะนำให้เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ก่อนเข้าไปใน Gate นะครับ เพราะด้านในไม่มีห้องน้ำ จะออกมาเข้าห้องน้ำ ก็ต้องลำบากตรวจเอกสารอีกรอบอีก **

IMG_5755

เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง พนักงานภาคพื้น ก็ได้ประกาศเรียกผู้โดยสารที่นั่งที่นั่งแบบ Premium Fled , Hot Seat และผู้ที่ถือบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพร่วมกับ Thai Airasia รวมถึงผู้สูงอายุ ผู้มีเด็กเล็ก และ ผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้ขึ้นเครื่องได้ก่อน ผมจึงได้ขึ้นเครื่องเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะวันนี้ ผมและภรรยาได้เลือกที่นั่งแบบ Hot Seat ไว้นั่นเอง

IMG_5756 IMG_5758

เครื่องบิน Thai Airasia X ที่เราจะบินไปวันนี้ เป็นลำที่ 4 ของฝูงบิน Airbus A330-300 ทะเบียน HS-XTD ซึ่งปัจจุบันที่ผมเขียนรีวิวอยู่ ฝูงบินนี้มีจำนวน 6 ลำแล้วครับ โดยเครื่องบิน Airbus A330 ของ Thai Airasia X และเครือ Airasia X ทั้งหมดนั้น จะแบ่งที่นั่งเป็นแบบ Premium Fled 12 ที่นั่ง จัดแถวแบบ 2-2-2 และ แบบ Economy จำนวน 365 ที่นั่ง จัดแถวแบบ 3-3-3 และส่วนท้ายเครื่องที่ลำตัวเครื่องเริ่มแคบกว่ากลางเครื่อง จะจัดที่นั่งเหลือแบบ 2-3-2 ซึ่งในส่วนของ Economy นี้ จะมีโซนพิเศษที่เรียกว่า Quiet zone ที่จะปรับแสงไฟเป็นโทนสีฟ้า และ จะไม่ให้เด็กมาอยู่ในโซนนี้ ทำให้คนที่นั่นโซนนี่สามารถพักผ่อนได้สบายขึ้น สำหรับผมนั้น ไม่ได้นั่งในโซนนี้ครับ เราได้นั่งในที่นั่งแถว 35 seat J และ K ซึ่งเป็นที่นั่ง Hot Seat โซนท้ายเครื่องด้านขวานั่นเอง

seat taax from tokyo triphot seat from tokyo trip

มีข้อสังเกตุอยู่อย่างหนึ่งสำหรับที่นั่ง Hot Seat บนเครื่องบิน Thai Airasia X ลำใหม่ป้าย ซึ่งผมเคยนั่งเครื่องทะเบียน HS-XTE (ลำที่ 5 ของฝูงบิน) มาแล้วในทริปก่อนหน้านี้ที่ผมยังไม่ได้ทำรีวิว นั่นคือ ที่นั่ง Hot Seat จะมีปลั๊กไฟให้ใช้งานด้วยหละ ดังนั้น ถ้าใครได้นั่งเครื่องป้ายแดง HS-XTE และได้นั่ง Hot Seat ก็จะมี Bonus ตรงนี้แถมมาด้วย ส่วนเครื่องบินลำที่ 6 HS-XTF ที่เป็นป้ายแดงเหมือนกัน ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามีด้วยเหมือนกันรึป่าว แต่สำหรับเครื่องที่ผมนั่งมาในวันนี้ HS-XTD นั้น ไม่มีปลั๊กไฟให้บริการในที่นั่ง Hot Seat ครับ

hot seat

สำหรับที่นั่งในแถว 35 ที่ผมนั่งนั้น จะเป็นแถวหน้าสุดในโซนท้ายเครื่อง ทำให้ผมสามารถยืดขาได้นั่นเอง แต่สำหรับที่นั่ง 35K ที่ติดหน้าต่างนั้น จะยืดได้ไม่เต็มที่ เพราะจะมีประตูฉุกเฉินขวางอยู่เล็กน้อยครับ ในส่วนของที่นั่งนั้น เราจะไม่สามารถยกที่วางแขนออกได้เหมือนกับที่นั่งแถวอื่น ๆ เนื่องจาก ที่วางแขนนั้นจะมีโต๊ะกางสำหรับรับประทานอาหารเก็บไว้นั่นเอง จึงเป็นข้อเสียอีกอย่างนึงสำหรับใครที่มาเป็นคู่ แล้วชอบยกที่วางแขนออกเพื่อที่จะได้แชร์เพิ่มเนื้อที่นั่งด้วยกันได้. อีกเรื่องหนึ่งสำหรับที่นั่งตรงนี้ จะอยู่ใกล้บริเวณห้องน้ำ ทำให้มีคนมายืนรอคิวห้องน้ำกันบ้างเป็นบางครั้งด้วย

IMG_5821

IMG_5790
IMG_5830

เมื่อผู้โดยสารได้ขึ้นเครื่องจนหมดแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางซักที โดยเที่ยวบิน XJ610 DMK-KIX นั้น จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งกำหนดการถึงปลายทางเวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ ในเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น. เมื่อเครื่องบิน Take off สู่บนท้องฟ้าไปซักพัก สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เหล่าลูกเรือก็ได้ทำการแจกเอกสารใบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของประเทศญี่ปุ่นให้เรากรอกกันล่วงหน้า จากนั้นก็จะเป็นการบริการบนเครื่องบินตามปกติ สำหรับผมนั้น ได้ทำการสั่งอาหารล่วงหน้าเอาไว้ได้แก่ Bento Set , ข้าวกระเพราไก่ และเมนูที่ผมสั่งทุกครั้งที่บินกับ Airasia คือ Yamanashi Mochi เป็นของหวานปิดท้ายนั่นเอง และผมก็ไม่ลืมที่จะใช้สิทธิ์ของบัตรเครดิตใบเดิม ในการรับเครื่องดื่มในเมนูที่มีมูลค่า 60 บาท ได้ฟรีอีกด้วย

IMG_5812 IMG_5834

เมื่อผมทานจนเสร็จแล้ว ผมก็พักผ่อนจนกระทั่งเครื่องบินได้ใกล้ถึงท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX) ลูกเรือก็ได้ทำการปลุกผู้โดยสารด้วยการค่อย ๆ เปิดไฟบนเครื่องจนสว่าง แล้วก็ตรวจเช็คความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย ก่อนเครื่องบินจะแตะรันเวย์ถึงที่หมายในที่สุด

IMG_5836 IMG_5838 IMG_5840

เมื่อออกจากเครื่องบินแล้ว เราก็จะเข้าสู่อาคารผู้โดยสารฝั่ง South Wing ซึ่งเราจะต้องนั่งรถไฟฟ้าไปยังอาคารหลักอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนพิธีตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า และผ่านการตรวจของศุลกากรอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผ่านขั้นตอนตรงนี้หมดแล้ว เราถึงจะได้เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการซักที


นอนสนามบินฟรี ๆ บริการดี ๆ ของสนามบิน Kansai

IMG_5847

หลังจากที่ผ่านพิธีการเข้าเมืองมาแล้ว เราก็จะโผล่มาอยู่บริเวณชั้น 1 ของอาคารผู้โดยสาร สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าเมือง Osaka หรือที่อื่น ๆ ด้วยรถไฟ และ ผู้ที่ต้องการไปใช้บริการที่นอนฟรี ที่ทางสนามบิน Kansai จัดไว้ให้ เรามีเป้าหมายเดียวกันเลยครับ คือ เราจะต้องขึ้นไปที่ชั้น 2 บริเวณกลางอาคารผู้โดยสารนั่นเอง แล้วเดินออกมาด้านนอกอาคารเล็กน้อย ถึงตรงนี้ จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้สัมผัสกับอากาศด้านนอกเป็นครั้งแรก เราจะได้รู้เลยว่าช่วงเวลาที่เรามานั้น อากาศเป็นอย่างไร ร้อนหนาวขนาดไหนครับ. เดินออกมาด้านนอกซักพัก ก็จะเจอสถานีรถไฟ ของ JR และ Nankai ด้านขวามือ และ Ticket office ของทั้งสองบริษัทอยู่ด้านซ้ายมือ หากใครจะขึ้นรถไฟต่อ ก็ให้มาตรงนี้เลย ส่วนใครที่มีเป้าหมายที่จะไปนอนที่สนามบินฟรี ๆ ก็ให้เดินตรงมาอีกนิดหน่อย เพื่อเข้าไปในส่วนของ Aero Plaza ของโรงแรม Hotel Nikko Kansai Airport โรงแรมหรูกลางสนามบินนี่เอง

IMG_5843 IMG_5844

เมื่อเข้ามาในส่วนภายในโรงแรมแล้ว เราก็จะเจอกับร้าน Lawson อยู่ด้านขวามือ ให้เราเดินตรงไปเรื่อย ๆ จนสุดทาง จะเจอร้าน Burger King ด้านขวามือ แล้วฝั่งตรงข้าม ก็จะมีห้องสว่าง ๆ ห้องหนึ่ง พร้อมเก้าอี้สีเขียวจำนวนมาก ที่นี่แหล่ะครับ จะเป็นที่นอนสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนที่สนามบินฟรี ๆ นั่นเอง

IMG_5842

sleep kix

สำหรับการบริการของที่นี่นั้น ก็นับว่าดีเลยครับ เขามีบริการผ้าห่มให้ฟรี ด้วย โดยจะจำกัดอยู่ที่ 60 ผืนต่อวัน ถ้าใครมาทัน ก็สามารถขอยืมได้ โดยต้องลงชื่อและรายละเอียดไว้เล็กน้อยกับเจ้าหน้าที่ด้วยครับ ที่นี่มีห้องอาบน้ำไว้ให้บริการ อาบได้ 15 นาที ในราคา 500 Yen มีตู้กดน้ำดื่มอัตโนมัติ มีห้องน้ำสะอาด ๆ ให้พร้อมเลย หากใครกลัวหิวกลางดึก ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะมีร้าน Lawson และ Burger King ให้บริการอยู่ด้านนอกด้วย  ส่วนข้อเสียของที่นี่จะมีอยู่ 2 อย่าง คือ ไฟจะเปิดแบบสว่างมากอยู่ตลอดคืน ทำให้คนที่มีปัญหาเรื่องนอนในที่สว่างไม่ค่อยได้ อาจจะนอนไม่หลับ หากใครมีที่ปิดตาก็เอามาใช้ได้เลย และอีกเรื่องหนึ่งคือ เนื่องจากเป็นห้องที่นอนแบบรวม ทำให้อาจมีเสียงรบกวนจากสิ่งต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่ คนเดินไปมา คนเปิดกระเป๋า คนนอนกรน และอื่น ๆ ที่อาจทำให้ท่านนอนไม่หลับได้เลย

สรุปแล้ว หากใครไม่ซีเรียสและอยากประหยัดค่าโรงแรมไป 1 คืน หรือ ไปรถไฟไม่ทัน การมานอนที่นี่ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกไม่น้อยทีเดียวครับ


Day 2 : Himeji & Kobe

IMG_5845

เช้าวันใหม่ ณ สนามบิน Kansai วันนี้เราจะเดินทางไปยังปราสาท Himeji และเมือง Kobe กันครับ ซึ่งเราจะเดินทางกันด้วยรถไฟโดยการใช้ Pass ที่มีชื่อว่า JR Kansai Hiroshima Area Pass ที่ผมได้ซื้อคูปองมาจากเมืองไทยแล้วมาแลกรับตั๋วตัวจริงที่ JR Ticket Office ที่สนามบิน Kansai ได้เลย สำหรับรายละเอียดของ Pass ตัวนี้ ลองอ่านจากที่ผมพิมพ์ไปแล้วด้านบนได้เลยครับ

IMG_5850 IMG_5851

pass

สำหรับหน้าตาตั๋วตัวจริงนี้ จะเป็นลักษณะสมุดกระดาษพับ ด้านในมีบัตรที่เอาไว้โชว์กับเจ้าหน้าที่เพื่อผ่านประตู ไม่ได้เอาไว้สอดผ่านเครื่องผ่านประตูอัตโนมัติแต่อย่างใด ซึ่งถ้าถามว่าแบบนี้มันดีไหม ? … มันก็สะดวกดีนะ แต่บางครั้งก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไรเมื่อเราเจอคิวที่ช่องผ่านเจ้าหน้าที่ ถ้าโชคดีหน่อยก็ไม่ต้องรอนาน แต่บางทีก็ต้องรอนาน เพราะคนข้างหน้าเรา เขาก็มีอะไรบางอย่างที่ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ ทำให้เราต้องรอจนกว่าเขาจะคุยเสร็จ บางทีก็ดีหน่อย เจ้าหน้าเห็นเราถือ pass ตัวนี้ เขาก็ให้เราผ่านไปได้เลยโดยไม่ต้องรอนาน

IMG_5854 IMG_5862

เมื่อเราได้บัตรเบ่งมาครอบครองแล้ว เราก็เข้าไปที่ช่องทางของสถานี JR ในสนามบิน Kansai กันต่อเลย ลงไปด้านล่าง แล้วรอรถไฟขบวน JR Haruka Express ซึ่งจะพาเราไปยังสถานี Shin-Osaka นั่นเอง โดยขบวนรถไฟ JR Haruka Express นี้ เป็นรถไฟด่วนพิเศษ ที่จะแวะสถานีน้อยมาก ๆ ทำให้เราไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็ว ภายในตัวรถไฟ ก็จะมีที่เก็บกระเป๋าเดินทาง มีที่นั่งสะดวกสบายดี ระหว่างที่เรานั่งนั้น ก็จะมีพนักงานมาตรวจตั๋วเราด้วย อย่าลืมเอา Pass มาเบ่งโชว์ แล้วบอกด้วยนะครับว่า เราจะไปลงที่สถานีไหน
KIX to Himeji Sta map resize

IMG_5880 IMG_5881 IMG_5885

locker

นั่งรถไฟไม่นาน ประมาณ 50 นาที ก็ถึงสถานี Shin-Osaka แล้ว ก็ลงจากรถไฟ JR Haruka Express เพื่อไปนั่งรถไฟ Shinkansen กันต่อ โดยก่อนที่เราจะไปนั่งรถไฟ Shinkansen นั้น ผมก็วางแผนไว้ว่าจะเอากระเป๋าไปฝากที่ Coin Locker ภายในสถานี Shin-Osaka ก่อน เพราะในทริปนี้ ผมได้จองที่พักเอาไว้ที่ย่าน Shin-Osaka เอาไว้ เวลากลับ ก็จะได้แวะเอากระเป๋าที่เก็บเอาไว้ที่นี่ แล้วเดินลากกระเป๋าเข้าที่พักได้ทันทีเลย

IMG_5889 IMG_5893 IMG_5894

IMG_5898 IMG_5901

shinkansen IMG_5902 IMG_5909 IMG_5911

เก็บกระเป๋าเสร็จ ก็นั่งรถไฟ Shinkansen กันต่อ โดยใช้ระยะเวลาไม่นานประมาณ 30 นาที ก็ถึงเมือง Himeji แล้ว ออกมาจากรถไฟซักพัก ก็ถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็เดินออกมาจากสถานีรถไฟทันทีครับ เมื่อออกมาจากสถานีรถไฟ เราก็จะเห็นปราสาท Himeji สวยเด่นสง่าอยู่ไกล ๆ ตรงหน้าเราเลย โชคดีที่วันนี้อากาศดี ฟ้าเปิด มีแดดยามเช้า ทำให้การเดินไปยังปราสาท Himeji นั้น ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยแต่อย่างใด อีกทั้งระหว่างทางที่เราเดินไปนั้น ยังมีอะไรให้เราแวะดูอยู่เรื่อย ๆ เพราะระหว่างทางนั้นจะเป็นย่านการค้าของเมือง Himeji นั่นเอง

IMG_5914 IMG_5915 IMG_5916 IMG_5917 IMG_5922 IMG_5925

IMG_5928 IMG_5941 IMG_5959 IMG_5960-Edit IMG_5961-Edit

เดินมาซักพัก ก็ถึงหน้าทางเข้าปราสาทแล้ว วันนี้มีคนมาเที่ยวไม่มากเท่าไรนัก นับว่าเป็นโชคดีเล็ก ๆ ของเราที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนเหมือนช่วง High Season โดยในช่วงที่ผมไปนี้ เป็นช่วงที่ดอกซากุระอยู่ในช่วง “กำลังเริ่มบาน” พอดี ทำให้ยังไม่ค่อยเจอต้นซากุระที่บานเต็มที่เท่าไรนัก ส่วนใหญ่ยังจะเป็นดอกตูม ๆ อยู่เลยครับ ซึ่งผมทราบมาว่า ที่ปราสาท Himeji นี้ ก็มีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ชมซากุระชื่อดังอยู่เหมือนกัน และผมก็เห็นภาพจากรุ่นพี่ผมที่ไปในช่วงดอกซากุระบานแบบเต็มที่พอดี ก็เห็นภาพที่สวยงามของปราสาทแห่งนี้ควบคู่ไปกับต้นซากุระที่ออกดอกอย่างเต็มที่ และก็แน่นอนว่า จำนวนผู้คนก็มากตามความสวยงามของดอกซากุระเช่นกัน

IMG_5966

himeji ticket IMG_5970 IMG_5972 IMG_5978 IMG_5986 IMG_5995

ในส่วนค่าเข้าชมปราสาทนั้น ราคา 1000 เยน สำหรับผู้ใหญ่ ก็จ่ายเงินกันไปแล้วเดินเข้าไปด้านใน ซึ่งจะมี 2 โซนใหญ่ ๆ คือ โซนสวนข้างปราสาท และ ตัวปราสาท อย่างแรกผมก็เดินเข้าไปในตัวปราสาทก่อนเลย ทางเดินเข้าไปในตัวปราสาทนั้นก็คดเคี้ยววกวนไปมา แถมยังต้องเดินขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ อีก พอถึงหน้าประตูปราสาทก็เล่นเอาเหนื่อยไป 1 หอบเล็ก ๆ เหตุผลที่ทางเข้าปราสาทต้องคดเคี้ยววกวนแบบนี้ ก็เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ป้องกันศัตรูไม่ให้เข้าถึงตัวปราสาทโดยง่ายนั่นเอง เมื่อเข้ามาในตัวปราสาทแล้ว เจ้าหน้าที่เขาไม่อนุญาตให้เราใส่รองเท้าเข้าไปในปราสาท ทำให้เราต้องถอดรองเท้า แล้วเอาใส่ถุงที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ โชคดีที่เราเอากระเป๋าเป้มา เราเลยจัดการเอารองเท้าใส่กระเป๋าเป้แล้วสะพานหลังให้สบาย ๆ ไม่ต้องถือรองเท้าเดินเที่ยวในปราสาทแบบคนอื่น ๆ เขา สบายเลยครับ

IMG_5996-Edit IMG_5999 IMG_6000 IMG_6003 IMG_6004 IMG_6010-Edit IMG_6014-Edit

ภายในตัวปราสาท Himeji นั้น ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากเท่าไร คือมีของโบราณโชว์อยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้านในโล่ง ๆ ไม่ค่อยมีอะไร ทางขึ้นลงบันไดก็ชันเหลือเกิน คนที่สูงอายุที่ขึ้นบันไดไม่คล่องก็คงลำบากหน่อย แต่พอได้มาอยู่ในชั้นบนสุดเพื่อดูวิวเมือง Himeji แล้ว ผมก็รู้สึกคุ้มค่ากับที่ยอมเดินขึ้นมาถึงบนนี้ คือวิวสวยมาก เห็นเมือง Himeji ได้อย่างชัดเจน แต่เสียดายนิดหน่อยตรงที่ตอนนั้นเป็นช่วงเช้า ยังคงมีหมอกแดดอยู่ ทำให้เห็นทะเลไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ถ้าวันไหนไม่มีหมอก บวกกับเป็นช่วงซากุระบานเต็มที่ ผมเชื่อว่าวิวบนนี้ต้องสวยมากแน่ ๆ เลยหละ

IMG_6020 IMG_6033 IMG_6035 IMG_6041-Pano

หลังจากเต็มอิ่มกับวิวบนปราสาท Himeji แล้ว ก็ได้เวลาอันสมควรที่จะลงไปด้านล่าง จัดการคืนถุงพลาสติก ใส่รองเท้าให้เรียบร้อย แล้วออกมาด้านนอกปราสาท เดินมาได้แป๊ปนึง ก็เจอบ่อน้ำอันนึงที่น่าสนใจ คือผมได้มาอ่านย้อนหลังดูว่า บ่อน้ำนี้มีตำนานเรื่องผี ๆ แบบญี่ปุ่นด้วยหละ เป็นผีนับจาน เรื่องราวประมาณว่า มีสาวรับใช้ทำจานแตก แล้วเจ้านายก็จับสาวรับใช้คนนี้ โยนลงไปในบ่อน้ำเพื่อเป็นการลงโทษ แล้วก็มีเรื่องราวว่ามีคนได้ยินเสียงหญิงสาวนับจานออกมาจากบ่อน้ำนี้ เลยเป็นเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งตอนที่ผมไปดูบ่อน้ำนี้ ผมก็เห็นใต้บ่อน้ำ มีเหรียญอยู่จำนวนมาก คงเป็นฝีมือนักท่องเที่ยวโยนเหรียญลงไปแน่เลยหละ . ใกล้ ๆ กันนั้น ก็มีอีก 1 อาคารที่เขากำลังปรับปรุงอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอาคารอะไร แต่ก็มีอะไรให้ดูเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา และ สัญลักษณ์รูปปลา ที่คาดว่าจะเอาไว้บนหลังคาปราสาท

IMG_6045 IMG_6060 IMG_6059 IMG_6057 IMG_6047 IMG_6046

เดินออกมาด้านนอกอีกนิดนึง เราก็ได้เจอกับต้นซากุระที่บานเต็มที่อยู่ 3 ต้น บานอยู่หน้าทางเดินเข้าไปในส่วนของสวนข้างปราสาท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร รวมถึงเราด้วย เราได้ใช้เวลาซักพักในการชมดอกซากุระ 3 ต้นนี้อยู่ซักพักเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นซากุระบานในทริปครั้งนี้นั่นเอง

IMG_6062 IMG_6066 IMG_6071 IMG_6074 IMG_6075 IMG_6078 IMG_6080

พอเราดูซากุระกันจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางออกมาจากปราสาท Himeji เพราะเราเริ่มหิวกันแล้ว เพราะตอนนั้นก็ใกล้เวลาเที่ยงพอดี เราก็เดินออกมาหาอะไรกินง่าย ๆ กันหน้าปราสาท Himeji นี่แหล่ะ  สั่งข้าวกันคนละ 1 ชุด เป็น ข้าวหน้าไก่ และ ข้าวเทมปุระ ด้วยความหิวจนลืมไปว่า เดี๋ยวตอนบ่ายเราจะไปกินของดีที่เมืองโกเบกันต่ออีก พอรู้ตัวอีกทีก็อิ่มกันแล้ว ทำให้เราต้องไปเดินย่อยในย่านการค้ากันต่อ จะได้เพิ่มช่องว่างในกระเพาะให้กินต่อได้อีกในมื้อถัดไป

IMG_6085 IMG_6086 IMG_6087

ย่านการค้าของเมือง Himeji นั้น มีชื่อว่า Miyukidori ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณสถานี Himeji เลย ที่นี่มีทั้งของใช้ที่น่าแวะดูหลายอย่าง รวมถึงของกินต่าง ๆ ที่มีเยอะอยู่พอสมควร เราใช้เวลาที่นี่ในการเดินแวะนู่นแวะนี่ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงหน้าสถานี Himeji เราก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้วสำหรับการเที่ยวเมือง Himeji ในวันนี้ เราจึงตัดสินใจว่า จะนั่งรถไฟไปเมือง Kobe ต่อทันที เพื่อไปเดินเที่ยวสำรวจแถวย่าน Sannomiya จะได้ไม่เสียเวลาเที่ยวในเมือง Kobe ครับ

Himeji to Kobe sannomiya sta resize

วิธีการเดินทางจากเมือง Himeji ไปยัง Kobe นั้น ก็ง่ายมาก เพียงแค่ใช้บัตร JR อันเดิมในการขึ้นรถขบวนด่วนพิเศษ จากสถานี Himeji ไปยัง JR Sannomiya แบบชิล ๆ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว

IMG_6094 IMG_6101 IMG_6102 IMG_6104 IMG_6121
IMG_6105 IMG_6112

เมื่อมาถึงสถานี JR Sannomiya แล้ว เราก็ยังคงเดินเล่นอยู่ซักพัก เพื่อเป็นการย่อยอาหารที่เพิ่งทานไปเมื่อตอนเที่ยงที่ Himeji กันก่อนด้วยการเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ สถานี ก็พบว่า มีร้านอาหารอยู่มากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะร้านที่ขายเมนูเนื้อโกเบนั้น ก็มีให้เลือกอยู่หลายร้าน มีหลายร้านก็น่าเข้าไปลองนะ เพียงแต่ว่า ผมมีร้านในดวงใจแล้ว นั่นก็คือ ร้าน Steak Land ร้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่านักท่องเที่ยวนั่นเอง

เมื่อเราเดินไปรอบ ๆ ย่าน Sannomiya ซักพักใหญ่ ๆ จนรู้สึกว่าพร้อมที่ทานมื้อต่อไปแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปยังร้าน Steak Land ทันที เป็นโชคดีของเราในตอนนั้นที่เป็นจังหวะที่ไม่มีคิวพอดี เลยทำให้เราได้ที่นั่งทันทีโดยไม่ต้องรอนาน

IMG_6095 IMG_6096 IMG_6099

สำหรับร้าน Steak Land นี้ ผมเคยมาทานแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ผมมาเที่ยว Kansai เมื่อปี 2013 ซึ่งครั้งนั้น ผมได้เขียนรีวิวเอาไว้ด้วย [อ่าน review ได้ที่นี่] เหตุผลที่ผมประทับใจร้านนี้ นอกจากราคาที่ไม่แพงเกินไปแล้ว รสชาติยังอร่อย จนรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป และร้านนี้เอง ที่ทำให้ผมตบะแตก จากคนไม่ทานเนื้อมามากกว่า 10 ปี ยอมกลับมาทานเนื้อวัวอีกครั้งจนได้ ผมเลยอยากรำลึกความหลังในวันนั้น วันที่ผมตบะแตก ด้วยการกลับมาอุดหนุนร้านนี้อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

IMG_6123 IMG_6124

เมนูที่เราสั่งไป ก็จะเป็นเนื้อวัวโกเบแบบธรรมดา และแบบพรีเมี่ยม โดยเชฟจะปรุงให้เราสด ๆ แบบเทปันยากิต่อหน้าเราเลย โดยเชฟจะถามเราว่า อยากให้เนื้อมีความสุกที่ระดับเท่าไร เมื่อครั้งก่อน ผมได้สั่งที่ระดับสอง Medium-Rare คราวนี้ ผมก็จะสั่งแบบเดิมเพื่อเป็นการรำลึกความหลัง และเพราะเราสั่งเมนูเนื้อเนื้อโกเบแบบธรรมดา และ แบบพรีเมี่ยม คนละ 1 เมนู เชฟเลยถามเราว่า จะกินแบบแชร์กันไหม คือหมายถึง จะเสิร์ฟใส่จานแบบผสมกันทั้งสองแบบไหม ตอนแรกผมก็กะว่าจะเอาแบบนั้น แต่วินาทีต่อมา ก็ตัดสินใจว่า ไม่แชร์ดีกว่า เพราะอยากจะแยกดูว่า แบบธรรมดา และ แบบพรีเมี่ยม มันต่างกันอย่างไร

IMG_6128 IMG_6129 IMG_6132 IMG_6136

เมื่อเชฟปรุงเสร็จ ก็จัดการเสิร์ฟให้เราทาน ความรู้สึกแรกที่ผมได้กัดคำแรกเข้าไปในปากนั้น เล่นเอาผมปลื้มปริ่ม น้ำตาจะไหลในความนุ่มของเนื้อจนแทบละลายในปาก ความหวานของเนื้อวัวโกเบที่มีมันแทรกอยู่ ทำเอาผมอดใจไม่ไหว ที่จะใช้ตะเคียบคีบมาทานคำต่อไปเรื่อย ๆ จนลืมถ่ายภาพรายละเอียดต่าง ๆ มาให้ดูซะอย่างนั้น ในเรื่องความแตกต่างระหว่างเนื้อโกเบแบบธรรมดา และแบบพรีเมี่ยมนั้น เท่าที่ผมลองกินดูแล้ว ก็ไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่างกันเท่าไรนัก คงเป็นเพราะลิ้นของผมยังไม่เทพพอที่จะรับรู้ในเรื่องนี้มั้ง เอาเป็นว่า หากใครไม่ซีเรียสอะไร สั่งแบบธรรมดาก็โอเคแล้วครับ แต่ถ้าใครอยากลองดูความแตกต่างที่ผมหาไม่เจอ ก็สั่งแบบพรีเมี่ยมไปเลย

IMG_6146 IMG_6148 IMG_6149 IMG_6150

สำหรับค่าเสียหายในมื้อนี้อยู่ที่ 9318 เยน ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับเนื้อโกเบที่ทำให้ผมมีความสุขได้

IMG_6151

หลังจากฟินจากเนื้อโกเบแล้ว เป้าหมายต่อไปที่ผมจะไปคือ Kobe Port Tower โดยผมจะไม่ได้ไปเที่ยวที่ตัว Tower แต่จะไปดูวิวที่ฝั่งห้าง Mosaic แทน ซึ่งผมวางแผนไว้ว่า ผมจะอยู่ที่นี่จนถึงค่ำ เพื่อถ่ายภาพในช่วงแสงทไวไลท์

sannomiya---kobe

วิธีการเดินทางก็ง่าย ๆ จากสถานี Sannomiya (JR) ไปยังสถานี Kobe (JR) โดยใช้ Pass ตัวเดิมนี่แหล่ะ ระยะทางก็ไม่ไกลมาก ห่างเพียงแค่ 3 สถานีก็ถึงแล้ว เมื่อออกจากสถานี ก็เดินตามทางไปเรื่อย ๆ โดยจะต้องเดินเข้าไปในห้าง Kobe Harbor land ก่อนเพื่อทะลุไปยังห้าง Mosaic โดยห้าง Mosaic นี้ จะอยู่ติดทะเลเลย และตรงนี้จะเห็นวิว Kobe Port Tower ได้อย่างชัดเจน

IMG_6155

ระหว่างทางที่เราเดินไปนั้น ก็มีสิ่งยั่วตายั่วใจให้แวะดูอยู่เรื่อย ๆ เลย เราก็เดินชิล ๆ กันไปเรื่อย ๆ เพราะเราไม่ได้รีบอะไรมาก เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมกับการวางแผนถ่ายภาพที่นี่ เราก็เดินเที่ยวสำรวจแถวนี้ไปเรื่อย ๆ จนพอใจ เราจึงมานั่งบริเวณริมทะเล

IMG_6158 IMG_6161 IMG_6218-Edit IMG_6230

kobe port tower

บรรยากาศตรงริมทะเลนี้ ผมรู้สึกว่ามันดีมาก ๆ เลยหละ คือรู้สึกชิล สบาย โรแมนติก บวกกับลมที่พัดมาเรื่อย ๆ ทำให้ผมเพลิดเพลินกับการนั่งตรงนี้มาก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินพอดี ลมทะเลที่พัดมาจากเย็นสบาย กลายเป็น หนาวมาก จนเป็นอุปสรรค์กับผมพอสมควร เพราะว่าทั้งวันนี้ ผมไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาวมาเลยครับ ใส่เพียงเสื้อ Shirt ธรรมดาตัวเดียว มาทั้งวันเลย ซึ่งผมใส่มาทั้งวันก็เอาอยู่นะกับอากาศเย็นสบาย ๆ แต่มาถึงเวลานี้ที่เป็นช่วงเริ่มค่ำ อากาศก็เริ่มหนาวบวกกับลมทะเลที่พัดมาเรื่อย ๆ เล่นเอาผมแทบไม่มีสมาธิกับการถ่ายภาพเลยหละ แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ทนถ่ายภาพมาจนพอใจ จึงตัดสินใจกลับที่พักทันที

gindaco

ก่อนจะกลับนั้น ผมก็แวะหาอะไรร้อน ๆ ทานกันก่อนที่ห้าง Kobe Harbor Land เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ด้วยทาโกะยากิร้อน ๆ ของร้าน Gindaco แล้วซื้ออะไรที่กินง่าย ๆ เช่น กล้วยหอมของญี่ปุ่น กลับไปกินที่ห้องในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าก่อนออกเดินทางไปเที่ยว จะได้มีอะไรรองท้องก่อนที่จะลุยต่อในวันถัดไปนั่นเอง

สำหรับที่พักของเรานั้นอยู่ที่ย่าน Shin-Osaka ดังนั้น เราจึงต้องกลับไปที่สถานี Shin-Osaka วิธีกลับก็ง่าย ๆ ด้วยการใช้ Pass ตัวเดิม นั่งรถไฟ JR จากสถานี Kobe ไปจนถึงสถานี Shin-Osaka แบบชิล ๆ ได้เหมือนเดิมเลยครับ เมื่อถึงสถานีแล้ว เราก็เอากระเป๋าจาก Coin Locker ที่เราฝากเอาไว้ออกมา แล้วเดินทางไปยังที่พัก ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 8 นาที โดยระหว่างทางนั้น ก็มีร้านสะดวกซื้อที่คอยดักเงินในกระเป๋าผมอยู่เรื่อย ๆ แน่นอนครับว่า ผมแวะซื้ออะไรไปกินที่ห้องอีกรอบ เพราะว่าทาโกะยากิไม่สามารถทำให้ผมหายหิวได้ และก็เป็นอย่างนี้ทุกวันเลยที่ผมจะต้องแวะซื้อไปกินก่อนกลับห้องจนถึงวันกลับ

IMG_6237 IMG_6239 IMG_6241

ห้องพักของเรานั้น เป็นอพาทเม้นที่จองผ่าน Airbnb ในราคาประมาณ 1500 บาทต่อ 1 คืน ซึ่งผมค่อนข้างพอใจกับราคานี้มาก เพราะผมหาโรงแรมที่ราคานี้แทบไม่ได้ ที่มีราคานี้ก็สภาพไม่ค่อยดีเท่าไร ส่วนโรงแรมที่ผมเคยมาพักในคราวที่แล้วนั้น ราคาก็ไม่ถูกเหมือนเดิมแล้ว ครั้งนี้ผมจึงตัดสินใจใช้บริการ Airbnb ดู สภาพห้องของโฮสที่ผมจองมานี้ ผมให้ 10/10 เลยครับ เพราะโฮสคนนี้เพิ่งเริ่มทำ สภาพห้องยังใหม่มาก ห้องไม่แคบเกินไป กำลังพอดีเลย มีอุปกรณ์เครื่องครัว ตู้เย็น ไมโครเวฟ น้ำร้อน ไดเป่าผม และของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กินฟรี ๆ ด้วย  มี Pocket Wifi ให้ยืมใช้ฟรี ๆ ด้วย ผมเลยเอา Pocket Wifi ของห้องพักให้แฟนผมใช้ ส่วนผม ก็ใช้ของ Wise World Wifi เหมือนเดิม ทำให้ตัดปัญหาเรื่องเวลาอยู่คนละที่กันแล้วไม่มี Wifi ใช้ อย่างน้อยถ้าหากหลง เราก็ยังติดต่อหากันได้อยู่ดีนั่นเอง

IMG_6243 IMG_6245 IMG_6246 IMG_6248

สำหรับใครที่ต้องการจะพักผ่านบริการ Airbnb นั้น ผมอยากจะแนะนำให้ท่านศึกษาให้ดี ๆ เพราะตอนนี้กฏหมายของประเทศญี่ปุ่นมีข้อห้ามแล้ว เช่น ต้องพัก 7 วันขึ้นไป และ เจ้าของห้อง(โฮส) ต้องได้รับการยินยอมจากชุมชนแถวนั้นด้วย ถึงจะเปิดให้บริการได้ ของดี ของถูก มันมีจริงครับ แต่ก็ต้องแลกมากับความยุ่งยากในบางประการเช่นกัน

เอาหละครับ สำหรับใน Day 1 และ Day 2 ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ สำหรับในวันต่อไป Day 3 นั้น ผมได้วางแผนว่าจะไปเที่ยว Universal Studio สวนสนุกระดับโลกที่ได้รับความนิยมทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาตินั่นเอง จะเป็นอย่างไร ท่านสามารถอ่านกันต่อได้เลยครับที่บทความตอนต่อไปเลย

ไปเที่ยว Universal Studio Japan แบบไม่ใช้ Express Pass แล้วจะเล่นอะไรได้บ้าง ลองมาดูกัน


IMG_4232

ขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนการเดินทางดังต่อไปนี้
ขอขอบคุณ Thai Airasia X ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้
ขอขอบคุณ นิตยสาร WAttention Thailand ที่จัดกิจกรรมแล้วทำให้ผมได้ไปล่าความฝันครั้งนี้ได้
ขอขอบคุณ Wise Pocket Wifi ที่อำนวยความสะดวก ให้ยืม Pocket Wifi ใช้ในตลอดทริปนี้

คลิ๊ก Video นี้ เพื่อเริ่มรับชมตั้งแต่ตอนแรก

หากใครชอบบทความนี้ อย่าลืม Share บทความนี้กันต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ หากเว็บไหนจะ Copy บทความไป ก็กรุณาให้เครดิตและทำ Link กลับมาที่หน้าเว็บนี้ด้วยครับ

ขอบคุณครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.